วิธีที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อ

วิธีที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อ

———————–

ใครเคยคุยกับพระเจ้าแผ่นดินมั่งครับ?

อันนี้ใช้ภาษาแบบชาวบ้านๆ นะครับ เข้าใจง่ายดี 

ถ้าใช้ภาษาแบบแผนก็ต้องพูดว่า ใครเคยเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารพร้อมทั้งตรัสถามและตรัสเล่าเรื่องต่างๆ พระราชทานบ้างไหมครับ

จะเห็นได้ว่าต้องพูดยาว พูดยาก และอาจจะพูดผิดได้ง่าย

เพราะฉะนั้น เราคุยกันเอง ขออนุญาตให้คำง่ายๆ 

พระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยนั้นคนไทยย่อมเคยเห็นพระบรมฉายาลักษณ์-ก็รูปถ่ายนั่นแหละครับ-กันแล้วทั่วทุกคน แม้แต่พระเจ้าแผ่นในรัชกาลก่อนๆ ที่เราเกิดไม่ทัน เราก็เคยเห็นรูปถ่าย ยิ่งพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลที่เราเกิดทัน เราก็จะได้เห็นทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว-เช่นดูข่าวในพระราชสำนักเป็นต้น-กันแล้วทั่วทุกคน

แต่ถ้าถามว่า รัชกาลที่เราเกิดทันนั่นแหละ ใครเคยเห็นพระองค์จริงๆ บ้าง 

คนที่เคยเห็นก็จะมีน้อยลง คือก็ยังมีคนเคยเห็นพระองค์จริงมากอยู่ แต่ไม่มากเท่าคนที่เคยเห็นแต่ในรูปในข่าวซึ่งมีมากทั้งประเทศ 

ถามต่อไปอีกว่า ที่เคยเห็นพระองค์จริงนั่นแหละ ใครเคยเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดบ้าง 

คราวนี้คนที่เคยก็จะมีน้อยลงไปอีกเป็นอันมาก 

คนส่วนหนึ่ง-ซึ่งอาจจะมากพอสมควร-อาจจะบอกว่า เคยนั่งเฝ้าอยู่ตรงนั้นๆ แล้วพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินผ่านไปข้างหน้าใกล้ๆ แค่นี้ๆ 

กับอีกส่วนหนึ่งคือคนที่เคยเข้าเฝ้ารับพระราชทานสิ่งของ เช่นรับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นต้น ประเภทนี้ก็มีมากพอสมควร

……………………………….

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ผมยังเป็นพระอยู่ สอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ รับพระราชทานพัดยศและผ้าไตร ได้เห็นพระองค์ใกล้ๆ 

แต่ก็ได้แค่อยู่ใกล้ๆ แค่นั้น ไม่ได้มีพระราชดำรัสและไม่ได้กราบทูลใดๆ ผู้ที่เคยเข้าเฝ้ารับพระราชทานสิ่งของส่วนมากหรือทั้งหมดก็จะทำได้แค่นั้นเหมือนกัน 

……………………………….

ในกรณีเข้าเฝ้าและมีพระราชดำรัส-เช่นในพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นต้น ก็จะเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ที่ประชุมนั้นๆ เป็นส่วนรวม ไม่ได้ตรัสเป็นส่วนพระองค์อย่างที่อาจเรียกว่า “คุยกัน” กับผู้ใด

ผมกำลังจะบอกว่า เราทั้งหลายทั้งแผ่นดินเคยเห็นพระเจ้าแผ่นดินของเราในพระบรมฉายาลักษณ์ ในข่าว แต่คนที่ได้เข้าเฝ้าจนถึงขั้น “คุยกับพระเจ้าแผ่นดิน” ดังที่ผมลำดับความมานั้นมีน้อยอย่างยิ่ง

……………….

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เวลานี้มีคนตำหนิติเตียนถึงขนาดที่เรียกว่า “ด่า” พระเจ้าแผ่นดินทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยที่คนเหล่านั้นส่วนมาก-หรือทั้งหมด —

ไม่เคย “คุยกับพระเจ้าแผ่นดิน” 

ไม่เคยเข้าเฝ้าใกล้ๆ 

และมีจำนวนมากที่ไม่เคยเห็นพระองค์จริงด้วยซ้ำไป

แน่นอน ท่านเหล่านั้นย่อมมีเหตุผล เช่นบอกว่ามีข้อมูลอย่างนั้นๆ มีภาพอย่างนั้นๆ มีข่าวอย่างนั้นๆ ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรเลย หากแต่หมายถึงว่า-ท่านไม่เคยเห็นข้อเท็จจริงด้วยตาตัวเองนั่นเอง ใช่หรือไม่ 

แต่ท่านเชื่อว่า ข้อมูลอย่างนั้นๆ ภาพอย่างนั้นๆ ข่าวอย่างนั้นๆ เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนพันเปอร์เซ็นต์-ทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยเห็นข้อเท็จจริงด้วยตาตัวเองนั่นแหละ

สิ่งที่เราส่วนมากลืมคิดและไม่ได้เฉลียวใจก็คือ ภาพหรือข่าวหรือข้อมูลที่เรา “อ้าง” นั้น ทั้งหมดถูกเลือกสรรมาโดยคนที่ตั้งใจหรือมีเจตนา

อาจไม่ถึงขั้นเอาเรื่องจริงมาบอกว่าเป็นเรื่องไม่จริง หรือเอาเรื่องไม่จริงมาบอกว่าเป็นเรื่องจริง 

แต่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงนั่นแหละ —

เจตนาจะให้ชอบ ก็จะเลือกเสนอภาพแบบนี้ เสนอข่าวแบบนี้

เจตนาจะให้ชัง ก็จะเลือกเสนอภาพแบบนั้น เสนอข่าวแบบนั้น

โดยอาศัยช่องว่างคือการที่ผู้คนส่วนมากหรือแทบทั้งหมดไม่รู้ไม่เห็นข้อเท็จจริงเรื่องจริงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ นั่นเองเป็นพื้นฐานหรือเป็นเหยื่อ

ไม่ต้องดูอื่นดูไกล ดูที่ตัวเราเองแต่ละคนนี่แหละ รูปและเรื่องที่เราเอามาโพสต์กันทางเฟซบุ๊กหรือทางไลน์ทุกวันนี้ เรื่องของเราเองเราก็จะเลือกเผยแพร่แต่บางรูปบางเรื่องที่จะสนองเจตนาของเราได้เท่านั้น มีรูปจริงๆ เรื่องจริงๆ อีกเป็นอันมากที่เราไม่ได้เอาออกเผยแพร่ มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่รู้แจ้งอยู่แก่ใจว่าเราไปทำอะไรมาบ้างหรือไปทำอะไรไว้ที่ไหนบ้าง และสิ่งที่เราทำนั้นอะไรดีอะไรไม่ดี 

เรื่องของคนอื่นที่เรารู้เราเห็นทางช่องทางสื่อสารต่างๆ ก็อยู่ในฐานะเดียวกันนั่นเอง เรารู้เท่าที่เราเห็น-อันที่จริง-เท่าที่เขาต้องการให้เราเห็น แต่ที่เราไม่รู้ไม่เห็นมีอีกมากมาย

แล้วเราก็ชอบคนนั้นชังคนนี้-ไปตามข้อมูลอันจำกัดอย่างยิ่งนี่แหละ โดยที่เราส่วนมากมักจะไม่ทันได้คิดว่าเหตุที่ทำให้เราชอบเราชังนั้นเป็นเรื่องจริงแท้หรือเป็นเรื่องที่เราเข้าใจเอาเองว่าจริง

นั่นขนาดคนธรรมดา

แต่ถ้าลึกเข้าไปถึงคนระดับพระเจ้าแผ่นดินซึ่งมีข้อเท็จจริงที่สลับซับซ้อนเป็นร้อยเท่าพันเท่าจากคนธรรมดา เราจะว่าอย่างไร

นี่ไม่ได้แปลว่า คนที่เราชอบจะทำความดีจริงๆ ไม่เป็น และคนที่เราชังจะทำความชั่วจริงๆ ไม่ได้

คนที่เราชอบทำความดีได้จริงแน่นอน และคนที่เราชังก็ทำความชั่วได้จริงแน่นอน 

ขอแต่เพียงว่า-ขอให้เราชอบหรือชังด้วยเหตุผลที่เรารู้แจ้งประจักษ์ใจจริงด้วยตัวของเราเอง 

ประจักษ์ใจจริงๆ ว่าเขาดี เราจึงชอบ

ประจักษ์ใจจริงๆ ว่าเขาชั่ว เราจึงชัง

ไม่ใช่ชอบหรือชังไปตามข้อมูลที่เก็บได้จากสื่อ หรือแม้จากผู้ที่นำมาบอกเราและย้ำยืนยันว่า-เป็นเรื่องจริง!!

และที่ไม่ควรลืมเป็นอันขาดก็คือ เราอาจถูกชักจูงด้วยเทคนิควิธีการที่แนบเนียนให้ชอบหรือชังใครก็ได้ แต่ที่เนียนซ้อนเนียนเข้าไปอีกหลายชั้นก็คือ เราอาจถูกชักจูงให้เชื่อว่า-ที่เราชอบหรือชังใครนั้นเกิดจากเหตุผลแท้ๆ ของเราเอง ไม่ใช่เพราะมีใครชักจูง 

ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่า-เนียนซ้อนเนียน

โน้มน้าวให้เราชอบเราชัง นี่เนียนหนึ่ง

ให้เราเชื่อว่าเราชอบเราชังด้วยเหตุผลของเราเอง ไม่ใช่เพราะมีใครโน้มน้าว นี่คือเนียนซ้อนเนียน

ผมไม่ได้ขอให้ใครอย่ารักพระเจ้าแผ่นดิน หรือขอให้ใครอย่าเกลียดพระเจ้าแผ่นดิน

แต่ผมกำลังขอว่า อย่ารักพระเจ้าแผ่นดินกันง่ายๆ หรืออย่าเกลียดพระเจ้าแผ่นดินกันง่ายๆ แต่จงหาทางพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ อย่าตัดสินใจหรือตกลงใจเพียงเพราะข้อมูลที่ได้รับมา

ถ้ายังทำถึงขั้นนั้นไม่ได้ ขอร้องว่า –

ในฐานะพสกนิกร พึงจงรักภักดี 

ในฐานะประชาชนทั่วไป จงทำใจเป็นกลางๆ ไว้ก่อน

ขอให้ลองนึกเทียบดู คนบางคู่ที่คบกันมานาน กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน สุขด้วยกัน ทุกข์ด้วยกัน เชื่อมั่นและบอกแก่ใครๆ ว่าเขาเป็นเพื่อนแท้ เป็นคู่ชีวิต เป็นคนที่ใช่

วันหนึ่งก็ยังเคยแยกทางกัน แล้วสารภาพว่า ดูคนผิดไป 

มันไม่ใช่ทุกคู่ทุกคนก็จริง แต่มันก็เป็นไปได้จริง

ก็แล้วนี่-คนที่เราเคยเห็นแต่ในรูป ยังไม่เคย “คุย” กับเขาสักคำด้วยซ้ำไป ทำไมเรากลับปักใจชอบ ปักใจชัง ปักใจเชื่อว่าเขาดีจริงหรือเขาเลวจริงกันได้อย่างสนิทใจ

กรณีรักหรือชอบ ยังพอทำเนา เพราะความรักความมีไมตรีต่อกันเป็นของเย็น เป็นความสุขแก่ทุกฝ่าย

รักหรือชอบง่ายๆ แม้ยังไม่ทันได้ประจักษ์ใจว่าเขาดีจริง ถ้าไม่ถึงกับหลงงมงาย เป็นเหตุให้เสียตัวเสียทรัพย์ ก็เอาเถิดถ้าอยากจะรักจะชอบ ไม่มีโทษภัยอะไรทั้งแก่เราและแก่เขา

แต่กรณีเกลียดหรือชัง นี่อันตรายมาก เพราะความเกลียดชังกันเป็นของร้อน เป็นความทุกข์แก่ทุกฝ่าย 

เราผู้เกลียดเขาก็เป็นทุกข์

เขาผู้ถูกเราเกลียดก็เป็นทุกข์

จะว่าอะไรไหมถ้าผมจะขอร้องหรือเสนอหลักคิดว่า อย่าเพิ่งเกลียดชังใครง่ายๆ-ถ้าท่านยังไม่เคยคุยอะไรกับเขาเลยสักคำ 

ครับ-เจาะลึกไปถึงระดับ “เคยคุยกัน” นั่นเลย ไม่ใช่แค่เคยเห็นตัวธรรมดาๆ

และในฐานะเพื่อนมนุษย์ เพื่อนรวมชาติร่วมสังคมเดียวกัน ถ้าเราหวังดีต่อเขาจริงๆ ขอแนะนำให้ใช้วิธีบอกเตือนเขาแทนการด่าว่าติเตียน

เขาบกพร่องตรงไหน บกพร่องอย่างไร ควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร บอกเขาไปตรงๆ บอกกันดีๆ

บรรยายความเลวให้น้อยลง แนะวิธีแก้ไขให้มากขึ้น

ถ้าเรากล้าด่าเขา เราก็ควรกล้าที่จะบอกเตือนเขาดีๆ ได้ด้วย

การบอกเตือนกันดีๆ ยังเป็นวิธีของอารยชนอีกด้วย

เวลานี้คนฉลาดเขาคิดช่องทางการสื่อสารไว้ให้เราใช้หลากหลาย เราเพียงแต่ใช้ความฉลาดของเราเลือกวิธีเตือนที่แนบเนียนเท่านั้น

ถ้ายังไม่ได้ทำอะไรตามที่แนะนำนี้ ก็ควรชะลอความเกลียดชังไว้ก่อน อยู่เฉยๆ ของเราไป

แต่ถ้าคิดว่านิ่งเฉยอยู่ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ก็ควรใช้วิธีที่มิตรจะพึงปฏิบัติต่อมิตร ไม่ใช่วิธีที่ศัตรูจะพึงปฏิบัติต่อกัน

ด่าพระเจ้าแผ่นดินนั้นมีกฎหมายห้ามไว้ 

เรากล้าทำ

ประเทศเรามีธรรมเนียมราษฎรถวายฎีกา ไม่มีกฎหมายฉบับไหนห้ามเลย ทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้ 

ทำไมเราไม่กล้าทำ

หรือจะใช้วิธีถามตัวเองเสียก่อนด้วยประโยคทำนองเดียวกับที่ผมใช้ขึ้นต้นบทความเรื่องนี้ดูก็ได้ – คนที่เราเกลียดนั่นเราเคยคุยกับเขามั่งหรือเปล่า?

ถ้ายังไม่เคย

เราเอาเหตุผลอะไรไปเกลียดเขา

ถ้าอ้างว่า-ก็กูอยากจะเกลียดอยากจะรัก แล้วมันไปหนักหัวใคร

ก็จบ ก็ขออภัย บ้านใครบ้านมัน

แต่ถ้าอ้างว่ามีข้อมูลนั่นนี่โน่น

ก็โปรดย้อนกลับไปอ่านที่ผมเขียนมาอีกเที่ยวหนึ่ง

อ้อ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะกับพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น

กับทุกคน ก็ใช้วิธีคิดแบบเดียวกันนี้ได้ด้วยครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔

๑๑:๐๓

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *