บันไดร้อยขั้น

บันไดร้อยขั้น

————-

คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบันไดร้อยขั้นที่ให้คนก้าวขึ้นสู่โลกุตรภูมิ

ในสมัยพุทธกาล มีผู้คนพากันขึ้นบันไดตั้งแต่ขั้นแรกไปจนถึงขั้นสุดท้ายนับจำนวนไม่ถ้วน 

ถ้าสมมุติว่าเรายืนอยู่ไกลๆ มองไปที่บันไดนี้ ก็จะเห็นคนตัวเล็กๆ เท่ามดปลวกกำลังเคลื่อนตัวจากขั้นล่างไหลขึ้นไปสู่ขั้นบนอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลาไม่มีขาดสาย มองไปเห็นแต่ตัวคน แทบไม่เห็นขั้นบันได

เมื่อเวลาผ่านไป กระแสคลื่นฝูงคนที่ไหลเลื่อนเคลื่อนที่ขึ้นไปตามขั้นบันไดก็ค่อยๆ เบาบางลง เห็นได้ชัดว่าจำนวนผู้คนเบาบางลง แต่ก็ยังมองเห็นได้ชัดว่าผู้คนเหล่านั้นก็ยังคงเคลื่อนที่ขึ้นไปตามขั้นบันไดอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะช้าลงไปบ้างก็ตาม

เวลาผ่านไปอีก จำนวนผู้คนที่มองเห็นอยู่ตามขั้นบันไดก็ลดน้อยลงไปอีก และการเลื่อนตัวขึ้นไปตามขั้นบันไดก็ช้าลงไป แต่ก็ยังมีการเคลื่อนที่ขึ้นไปเรื่อยๆ

เวลาผ่านไปอีก คราวนี้มองไปที่บันไดจะไม่เห็นกระแสคลื่นมนุษย์ที่ไหลขึ้นตามขั้นบันไดเหมือนสมัยก่อน ตามขั้นบันไดมีคนเดินขึ้นบางตา มองเห็นขั้นบันไดมากกว่าเห็นคน มองเห็นคนที่เหนื่อยนั่งพักอยู่ตามบันไดขั้นต่างๆ พอหายเหนื่อยก็ค่อยๆ ก้าวขึ้นต่อไป นานๆ จะเห็นคนที่ขึ้นไปจนถึงบันไดขั้นสูงสุดสักคนหนึ่ง

มาจนถึงทุกวันนี้ บันไดนั้นก็ยังอยู่ แต่คนที่จะขึ้นบันไดมีน้อย มองไปเห็นแต่ขั้นบันได แต่ไม่ค่อยเห็นคน แม้จะมีคนขึ้นไปอยู่บ้าง ส่วนมากก็จะนั่งพักอยู่ที่ขั้นต่ำๆ และนั่งอยู่ตรงนั้นนานๆ 

และนานๆ ทีจึงจะลุกและก้าวขึ้นบันไดขั้นที่ถัดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แล้วก็นั่งพักอยู่ตรงขั้นนั้นอีกนาน และคงจะอีกนานนักหนากว่าจะขึ้นไปถึงขั้นที่หนึ่งร้อยอันเป็นขั้นสูงสุด

ที่พื้นเบื้องล่างยังมีคนออกันอยู่มากพอสมควร ทุกคนรู้ว่าบันไดนี้จะพาขึ้นไปถึงอะไร ทุกคนอยากจะขึ้นบันได แต่แหงนมองไปตามขั้นไดที่สูงถึงร้อยขั้นแล้วก็ท้อใจ

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งแม้จะไม่มาก ที่มีใจอุตสาหะก้าวจากพื้นดินขึ้นไปยืนบนบันไดขั้นแรก และแสดงอาการดีอกดีใจว่าตนสามารถขึ้นบันไดขั้นแรกได้แล้ว

ในขณะเดียวกันนั้นก็มีคนส่งเสียงร้องเรียกให้คนที่ยืนอยู่บนบันไดขั้นแรกพยายามก้าวขึ้นบันไดขั้นที่สอง และขั้นที่สามต่อไปเรื่อยๆ แต่คนส่วนมากที่ขึ้นไปอยู่บนบันไดขั้นแรกก็จะฟังเฉยๆ ไม่ได้ทำตาม มีบางคนที่ตอบไปว่า ขึ้นมาได้ขั้นหนึ่งนี่ก็วิเศษแล้ว จะเอาอะไรกันนักกันหนา

คำตอบนี้ฟังดูราวกับว่า คนพูดมิได้รับรู้เลยว่ายังมีบันไดที่จะต้องขึ้นไปอีกตั้ง ๙๙ ขั้น จึงจะได้พบกับบรมสุขที่แท้จริง

แต่ก็ยังดี-ยังดีกว่าคนที่ไม่ยอมก้าวขึ้นมาเลยแม้แต่ขั้นเดียว! 

เพียงแต่ว่าถ้าไม่ลืมว่ายังมีบันไดอีก ๙๙ ขั้น ก็จะวิเศษกว่านี้อีกมาก

วันต่อไป จำนวนคนที่มาออกันอยู่ที่บันไดนี้ก็ลดลงไปเรื่อยๆ นั่นหมายถึงว่าคนที่อยากจะขึ้นบันไดนี้ก็มีน้อยลงไปเรื่อยๆ และจำนวนคนที่สามารถขึ้นบันไดไปได้ขั้นหนึ่งก็มีน้อยลงไปด้วย

นานไป ปรากฏว่าคนที่มีใจอุตสาหะเดินทางมาให้ถึงบันไดก็มีจำนวนลดลงไปเรื่อยๆ ยังมีคนรู้ว่าบันไดนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไร และรู้ว่าบันไดนี้จะนำไปพบกับอะไรบ้าง ทุกคนอยากขึ้นบันไดนี้ แต่เมื่อเห็นขั้นบันไดตั้งร้อยขั้นก็ส่ายหน้า บอกกันว่าขึ้นไม่ไหว

มีเสียงบอกให้กำลังใจกันว่า อุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงเชิงบันไดได้นี่ก็บุญมากแล้ว ขึ้นไม่ไหวก็เอาหน้าผากแตะพื้นบันไดขั้นแรกนี่แหละ เป็นมหากุศลยิ่งนักแล้ว มีค่ามีผลเท่ากับได้ขึ้นไปถึงขั้นที่หนึ่งร้อยแล้วเหมือนกัน

มีคนทำตาม คนส่วนมากดูพอใจที่จะทำตาม ต่างก็พากันก้มลงเอาหน้าผากแตะพื้นบันได แล้วก็กลับไปด้วยความเอิบอิ่มใจว่าเกิดมาชาติหนึ่งได้ทำมหากุศลยิ่งใหญ่ในชีวิตแล้ว

อยู่นานมา ปรากฏว่าคนที่มีความสามารถจะก้มตัวลงเอาหน้าผากแตะพื้นบันไดนั้นก็มีจำนวนลดน้อยลง จึงมีเสียงบอกว่า เอาหน้าผากแตะพื้นบันไดไม่ไหวก็ไม่เป็นไร เพียงเอามือแตะที่พื้นบันไดก็พอแล้ว มีค่ามีผลเท่ากับได้ขึ้นไปถึงขั้นที่หนึ่งร้อยแล้วเหมือนกัน

ทุกวันนี้ ยังพอมีคนที่มีอุตสาหะเดินทางมาที่เชิงบันไดนี้เพื่อเอามือแตะพื้นบันไดโดยเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นมีผลเท่ากับได้ขึ้นบันไดไปถึงขั้นที่หนึ่งร้อยแล้ว โดยที่ไม่มีใครกล้าที่จะก้าวขึ้นบันไดนั้นอีกแล้ว หรือแม้แต่เพียงคิดจะทำเช่นนั้นก็แทบจะไม่มี

การเดินทางมาเอามือแตะพื้นบันไดแห่งนั้นถือกันว่าเป็นมหากุศลสำคัญยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต

ในอนาคต แม้คนที่มีอุตสาหะเดินทางมาเอามือแตะพื้นบันไดนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็คงจะไม่มี

และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ คนที่รู้จักบันไดนี้ก็จะลดน้อยลง จนในที่สุดก็จะไม่มีใครรู้จักอีกต่อไป เหลือแต่เพียงคำบอกกล่าวเล่าขานกันว่า-กาลครั้งหนึ่งเคยมีบันไดวิเศษอยู่ในที่แห่งหนึ่ง-เท่านั้น

และในที่สุด ก็จะถึงวันที่ไม่มีใครรู้จักอีกต่อไปว่า สิ่งที่เขากำลังเห็นอยู่นี้มันคืออะไร นอกจากเป็นซากสิ่งโบราณอะไรชนิดหนึ่ง 

และเมื่อถึงตอนนั้น ก็ไม่ต้องหวังว่าจะมีใครอยากจะขึ้นบันไดนี้ในเมื่อไม่มีใครรู้เสียแล้วว่ามันคืออะไร 

…………………

สมัยหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเราได้พากันก้าวขึ้นบันไดนี้และได้รับบรมสุขมาแล้วนับจำนวนไม่ถ้วน

วิญญูชนย่อมรู้ว่า ประโยชน์ที่จะได้จากบันไดนี้ก็คือ ต้องก้าวขึ้นไป และก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นสูงสุด

ถ้าขึ้นไปยืนบนบันไดขั้นแรกได้ แล้วมัวแต่ปลาบปลื้มจนลืมที่จะก้าวขึ้นไปบนขั้นต่อๆ ไป ทำได้แค่นั้นก็แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากบันไดอยู่แล้ว

ก็แล้วเพียงเอาหน้าผากแตะพื้นบันได หรือเอามือแตะบันไดแค่นี้ บันไดจะอำนวยมหากุศลสำคัญยิ่งใหญ่ในชีวิตได้อย่างไร

วันนี้ บันไดนั้นก็ยังมีอยู่ และความสามารถของเราแต่ละคนที่จะก้าวขึ้นบันไดนี้ไปให้ถึงขั้นสูงสุดก็ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมไม่แพ้บรรพบุรุษเลยแม้แต่นิดเดียว

ทุกวันนี้เราปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปถึงขั้นไหน?

วิ่งขึ้นบันไดไปถึงขั้นที่หนึ่งร้อยแล้ว

ขึ้นไปได้ครึ่งทางแล้ว

กำลังก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ

กำลังนั่งพักอยู่กลางทาง

ขึ้นมาได้สองสามขั้นแล้ว

ขึ้นมายืนอยู่บนบันไดขั้นแรกได้แล้ว

กำลังพยายามก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกอยู่

เพียงแค่ก้มตัวลงเอาหน้าผากแตะพื้นบันไดขั้นแรก

หรือว่า…

เดินทางมาตลอดชีวิตเพียงเพื่อเอามือแตะบันไดเฉยๆ

โปรดอย่าลืมว่า วันนี้บันไดนั้นก็ยังมีอยู่ และความสามารถของเราแต่ละคนที่จะก้าวขึ้นบันไดไปให้ถึงขั้นสูงสุดก็ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมไม่แพ้บรรพบุรุษเลยแม้แต่นิดเดียว

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๔ สิงหาคม ๒๕๖๔

๑๖:๓๘

————————-

หมายเหตุ: เรื่องนี้เขียนเมื่อ ๘ มกราคม ๒๕๕๔ คือเมื่อ ๑๐ ปีล่วงมาแล้ว 

เวลาเปลี่ยนไป แต่แนวคิดยังไม่เปลี่ยน

————————-

บันไดร้อยขั้น

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *