บาลีวันละคำ

มหาสีมา (บาลีวันละคำ 5,084)

มหาสีมา

สีมาใหญ่

ประกอบด้วยคำว่า มหา + สีมา 

(๑) “มหา” 

อ่านว่า มะ-หา ในภาษาไทยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“มหา ๑ : (คำวิเศษณ์) ใหญ่, ยิ่งใหญ่, มักใช้เป็นส่วนหน้าของสมาส บางทีก็ลดรูปเป็น มห เช่น มหรรณพ มหัทธนะ มหัศจรรย์.”

คำว่า “มหา” รูปคำเดิมในบาลีเป็น “มหนฺต” อ่านว่า มะ-หัน-ตะ รากศัพท์มาจาก มหฺ (ธาตุ = เจริญ) + อนฺต ปัจจัย

: มหฺ + อนฺต = มหนฺต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ขยายตัว” มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่, กว้างขวาง, โต; มาก; สำคัญ, เป็นที่นับถือ (great, extensive, big; much; important, venerable)

“มหนฺต” เป็นคำเดียวกับที่ใช้ในภาษาไทยว่า “มหันต์”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“มหันต-, มหันต์ : (คำวิเศษณ์) ใหญ่, มาก, เช่น โทษมหันต์. (เมื่อเข้าสมาสกับศัพท์อื่น เป็น มห บ้าง มหา บ้าง เช่น มหัคฆภัณฑ์ คือ สิ่งของที่มีค่ามาก, มหาชน คือ ชนจำนวนมาก). (ป.).”

ในที่นี้ มหันต– เข้าสมาสกับ –สีมา เปลี่ยนรูปเป็น “มหา” 

(๒) “สีมา” 

อ่านว่า สี-มา รากศัพท์มาจาก สี (ธาตุ = ผูก) + ม ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: สี + ม = สีม + อา = สีมา แปลตามศัพท์ว่า “ขอบเขตอันสงฆ์พร้อมเพรียงกันผูกไว้ด้วยการสวดกรรมวาจา” หมายถึง แดน, ขอบเขต, ตำบล (boundary, limit, parish) 

บาลี “สีมา” สันสกฤตก็เป็น “สีมา”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ –

(สะกดตามต้นฉบับ)

“สีมา : (คำนาม) เขตต์; เกษตร์, นา; ตลิ่ง, ฝั่ง, ฟาก; สัตยศีลตาหรือความซื่อตรง; ต้นคอ; อัณฑโกศ, พวงอัณฑะ; boundary or limit; a field; a bank or shore; rectitude or uprightness; the nape of the neck; the scrotum.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

“สีมา : (คำนาม) เขต, แดน; เครื่องหมายบอกเขตโบสถ์ มักทำด้วยแผ่นหินหรือหลักหินเป็นต้น เรียกว่า ใบพัทธสีมา, ใบสีมา หรือ ใบเสมา ก็ว่า. (ป., ส.).” 

และที่คำว่า “เสมา” บอกไว้ว่า – 

“เสมา ๑ : (คำนาม) สีมา, เครื่องหมายบอกเขตโบสถ์; เรียกสิ่งที่มีลักษณะคล้ายใบสีมาที่เรียงกันอยู่บนกำแพงอย่างกำแพงเมืองว่า ใบเสมา; เครื่องประดับหรือเครื่องรางสำหรับห้อยคอ มีรูปร่างอย่างใบเสมา. (ป., ส. สีมา).”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “สีมา” ไว้ดังนี้ –

…………..

สีมา : เขตกำหนดความพร้อมเพรียงสงฆ์, เขตชุมนุมของสงฆ์, เขตที่สงฆ์ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้นจะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน แบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่คือ ๑. พัทธสีมา แดนที่ผูก ได้แก่ เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นเอง ๒. อพัทธสีมา แดนที่ไม่ได้ผูก ได้แก่เขตที่ทางบ้านเมืองกำหนดไว้แล้วตามปกติของเขา หรือที่มีอย่างอื่นในทางธรรมชาติเป็นเครื่องกำหนด สงฆ์ถือเอาตามกำหนดนั้นไม่วางกำหนดขึ้นเองใหม่

…………..

มหา + สีมา = มหาสีมา แปลว่า “สีมาใหญ่”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ดังนี้ –

…………..

มหาสีมา : สีมาใหญ่ผูกทั่ววัด มีขัณฑสีมาซ้อนภายในอีกชั้นหนึ่งโดยมีสีมันตริกคั่น

…………..

ขยายความ : 

จะเข้าใจเรื่อง “มหาสีมา” ต้องมองภาพสถานที่ตั้งวัดก่อน

สมมุติว่าวัดแห่งหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบวัด พื้นที่ภายในกำแพงคือที่ตั้งวัด ภายในที่ตั้งวัดนั้นจะมีพื้นที่ส่วนหนึ่งกำหนดให้เป็นที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรม เช่น ฟังพระปาติโมกข์ และทำพิธีบวชพระเป็นต้น พื้นที่ตรงนั้นเรียก “สีมา” วัดส่วนมากสร้างโบสถ์ลงบนพื้นที่สีมานั้น เป็นที่รู้กันว่าพื้นที่ตรงนั้นคือ “สีมา” แต่มักเรียกรู้กันทั่วไปว่า “โบสถ์”

แต่มีบางวัดกำหนดให้พื้นที่ทั้งหมดภายในกำแพงที่ตั้งวัดเป็น “สีมา” แต่เมื่อพระสงฆ์จะประชุมกันทำสังฆกรรม จะใช้พื้นที่ทั้งหมดภายในกำแพงวัดเป็นที่ประชุมไม่ได้อยู่เอง เพราะกว้างใหญ่เกินไป จึงกำหนดพื้นที่สำหรับประชุมตรงจุดใดจุดหนึ่งและสร้างโบสถ์ตรงพื้นที่นั้นเช่นเดียวกับวัดทั่วไป กรณีอย่างนี้ เฉพาะพื้นที่ตรงที่สร้างโบสถ์ลงไปเรียกว่า “ขัณฑสีมา” ส่วนพื้นตั้งวัดทั้งหมดภายในกำแพงเรียกว่า “มหาสีมา”

“มหาสีมา” จึงมีที่มาอย่างนี้

ขอนำคำที่เกี่ยวกับ “สีมา” บางคำจากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มาเสนอเพื่อความเข้าใจเรื่องสีมาดังนี้ –

…………..

(1) ขัณฑสีมา : สีมาเล็กผูกเฉพาะโรงอุโบสถที่อยู่ในมหาสีมา มีสีมันตริกคั่น

(2) สีมันตริก : เขตคั่นระหว่างมหาสีมา กับขัณฑสีมา เพื่อมิให้ระคนกัน เหมือนเป็นชานกั้นเขตของกันและกันในระหว่าง

(3) พัทธสีมา : “แดนผูก” ได้แก่ เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นเอง โดยจัดตั้งนิมิตคือสิ่งที่เป็นเครื่องหมายกำหนดเอาไว้; ดู สีมา 

(4) อพัทธสีมา : “แดนที่ไม่ได้ผูก” หมายถึงเขตชุมนุมสงฆ์ที่สงฆ์ไม่ได้กำหนดขึ้นเอง แต่ถือเอาตามเขตที่เขาได้กำหนดไว้ตามปรกติของบ้านเมือง หรือมีบัญญัติอย่างอื่นเป็นเครื่องกำหนด แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. คามสีมา หรือ นิคมสีมา ๒. สัตตัพภันตรสีมา ๓. อุทกุกเขป 

(5) คามสีมา : “แดนบ้าน” คือเขตที่กำหนดด้วยบ้าน, สีมาที่ถือกำหนดตามเขตบ้าน เป็นอพัทธสีมาอย่างหนึ่ง

(6) นิคมสีมา : แดนนิคม, อพัทธสีมาที่สงฆ์กำหนดด้วยเขตนิคมที่ตนอาศัยอยู่

(7) สัตตัพภันตรสีมา : อพัทธสีมาชนิดที่กำหนดเขตแห่งสามัคคีขึ้นในป่า อันหาคนตั้งบ้านเรือนมิได้ โดยวัดจากที่สุดแนวแห่งสงฆ์ออกไปด้านละ ๗ อัพภันดรโดยรอบ

(8) อุทกุกเขป : เขตสามัคคีชั่ววักน้ำสาดแห่งคนมีอายุและกำลังปานกลาง หมายถึง เขตชุมนุมทำสังฆกรรมที่กำหนดลงในแม่น้ำหรือทะเล ชาตสระ (ที่ขังน้ำเกิดเองตามธรรมชาติ เช่น บึง หนอง ทะเลสาบ) โดยพระภิกษุประชุมกันบนเรือ หรือบนแพ ซึ่งผูกกับหลักในน้ำ หรือทอดสมออยู่ห่างจากตลิ่งกว่าชั่ววิดน้ำสาด (ห้ามผูกโยงเรือหรือแพนั้น กับหลักหรือต้นไม้ริมตลิ่ง และห้ามทำในเรือหรือแพที่กำลังลอยหรือเดิน); อุทกุกเขปนี้ จัดเป็นอพัทธสีมาอย่างหนึ่ง

…………..

อนึ่ง โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า คำว่า “สีมา” ไม่ได้หมายถึงตัวหลักเขตหรือใบสีมาที่ทำด้วยหินเป็นต้น แต่หมายถึงพื้นที่ในบริเวณที่กำหนด

“หลักเขต” กับ “พื้นที่” เป็นคนละส่วนกัน

สีมาคือพื้นที่

ใบสีมาคือหลักเขต

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ไม่ว่าจะครอบครองพื้นที่ใหญ่แค่ไหน

: ก็ไม่มีใครใหญ่กว่าโลง

#บาลีวันละคำ (5,084) 

14-5-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *