บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

ช่วยกันเก็บขยะ

ช่วยกันเก็บขยะ

—————

มีพุทธภาษิตว่า –

นิธีนํว  ปวตฺตารํ

ยํ  ปสฺเส  วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ  เมธาวึ

ตาทิสํ  ปณฺฑิตํ  ภเช

ตาทิสํ  ภชมานสฺส

เสยฺโย  โหติ  น  ปาปิโย.

พึงเห็นผู้มักชี้โทษเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ 

พึงคบหาท่านผู้กล่าวข่มขี่ มีปัญญา เป็นบัณฑิตเช่นนั้นเถิด 

เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่คุณอันประเสริฐ 

หามีโทษที่เลวทรามไม่

(บัณฑิตวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๖

ราธเถรวัตถุ ธัมมปทัฏฐถกถา ภาค ๔)

ในคัมภีร์เล่าเรื่องพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อราธะ เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุมากแล้ว พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ 

พระสารีบุตรจะอบรมสั่งสอนว่ากล่าวอะไร ท่านก็น้อมรับด้วยความเต็มใจ ไม่มีทิฐิมานะว่าตนมีวัยสูงกว่า ถูกเด็กคราวลูกคราวหลานมาสั่งสอน

ในที่สุดท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นที่มาแห่งพุทธภาษิตบทนี้

ในคำอธิบายพุทธภาษิตบทนี้ท่านกล่าวถึงพระภิกษุที่เป็นพระอุปัชฌาย์ไม่อบรมสั่งสอนภิกษุที่เป็นศิษย์

ภิกษุที่เป็นศิษย์ประพฤติผิดพระธรรมวินัย หรือทำอะไรไม่ถูกไม่ควรอย่างไร ก็ไม่ว่าไม่กล่าว เพราะกลัวศิษย์จะโกรธบ้าง กลัวศิษย์จะไม่รักบ้าง และเพราะกลัวศิษย์จะไม่อำนวยประโยชน์ให้ตนบ้าง

ท่านบอกว่าพระอุปัชฌาย์ชนิดนี้เปรียบเหมือนผู้เอาขยะมาเทไว้ในพระศาสนา

———–

ในการอยู่รวมกันเป็นสังคมก็มีคติอย่างเดียวกัน 

รู้เห็นว่าใครทำอะไรผิดแล้วปล่อยปละละเลย 

อ้างว่าไม่ใช่ธุระของเรา 

ซ้ำอ้างว่าพระพุทธศาสนาสอนไม่ให้มองหาความผิดของคนอื่น 

ก็มีค่าเท่ากับทิ้งขยะให้รกสังคมนั่นเอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนชี้โทษเหมือนคนบอกขุมทรัพย์

การทำหน้าที่ชี้โทษจึงไม่ใช่เรื่องชั่วช้าเลวทราม

แต่ต้องทำด้วยกุศลจิต คือทำด้วยเจตนาจะให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าผิดอย่างไร ที่ถูกเป็นอย่างไร เพื่อเป็นทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก

และพึงทำด้วยกิริยามารยาทอันดีงาม สุภาพ และให้เกียรติ

———–

ผมเข้าใจว่า พวกเราส่วนมากไม่ค่อยเข้าใจว่า “จับผิด” กับ “ชี้โทษ” ต่างกันอย่างไร

“จับผิด” หมายถึง จ้องจับความผิดพลาดบกพร่องของคนอื่นด้วยเจตนาที่จะยกขึ้นประจานให้เขาเสียหาย หรือเพื่อจะกดให้เขาต่ำทรามลง

“ชี้โทษ” หมายถึง มองเห็นข้อผิดพลาดบกพร่องของคนอื่นแล้วหยิบขึ้นมาชี้ให้ดูด้วยเจตนาจะให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าผิดอย่างไร ที่ถูกเป็นอย่างไร เพื่อเป็นทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก

จับผิด มีเจตนาจะดูถูกคนอื่น

ชี้โทษ มีเจตนาที่จะให้ความรู้ความเข้าใจ

เราส่วนมากเอา “จับผิด” กับ “ชี้โทษ” ไปปนกัน 

หรือไม่ก็เข้าใจว่าเป็นอย่างเดียวกัน

ที่ว่า-เข้าใจว่าเป็นอย่างเดียวกัน-หมายถึงเห็นการชี้โทษเป็นการจับผิดไปหมด

ในเฟซบุ๊กซึ่งเป็นเสมือน “หนังสือพิมพ์ส่วนตัว” ของแต่ละท่านนี่เองก็ปรากฏอยู่เนืองๆ ถึงข้อความที่กล่าวเป็นทำนองว่า …

– อย่ามัวแต่คอยมองความผิดพลาดบกพร่องของคนอื่น 

– ควรมองเฉพาะการกระทำของตนเอง

———–

การที่พูดคลุมๆ ไปเช่นนี้ทำให้ดูเป็นว่า การหยิบเอาความผิดพลาดบกพร่องของใครขึ้นมาพูด ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ 

ใครทำอะไรไม่ถูก ก็เป็นเรื่องของเขา 

ไม่ควรพูดถึง คือควรปล่อยไปตามเรื่องของเขา

ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะเข้าไปยุ่งด้วย 

ความคิดแบบนี้ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้คนทำผิดคงทำผิดได้ต่อไป

สำหรับคนที่ทำผิดเพราะไม่รู้ 

เมื่อไม่มีใครทักท้วง ก็ย่อมจะเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว 

คือเข้าใจว่าผิดนั้นเป็นถูก 

อาจอ้างต่อไปด้วยว่า ถ้าผิดก็จะต้องมีคนทักท้วงไปแล้วสิ นี่ไม่เห็นมีใครว่าอะไรนี่ 

ถ้าเป็นเช่นนี้มากเข้านานเข้า ผิดนั้นก็จะกลายเป็นถูกไป

สำหรับคนที่ทำผิดชนิดทำชั่ว (ผิด-ทุจริต) การไม่ทักท้วงมีค่าเท่ากับปล่อยให้คนผิดลอยนวลอยู่ได้อย่างสบาย 

เป็นการปกป้องคนทำผิดไปโดยปริยาย 

และเป็นการส่งเสริมให้คนทำผิดได้ใจ 

ต่อไปก็ทำผิดได้อีกโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครรู้ เพราะรู้ว่าไม่มีใครว่าอะไรหรือทำอะไรได้

ในที่สุดสังคมก็จะมากไปด้วยคนขยะ 

คือ คนที่ทำผิดก็ไม่รู้ว่าผิด 

และคนที่กล้าทำผิดโดยเปิดเผย-แม้จะมีใครรู้ก็ไม่กลัวและไม่รู้สึกอาย

ลองถามตัวเองดูว่า จะปล่อยให้ขยะเกลื่อนอยู่อย่างนั้น 

หรือควรจะช่วยกันเก็บขยะ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๒ กันยายน ๒๕๕๘

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้