ฉลาดแบบไม่ฉลาด

ฉลาดแบบไม่ฉลาด
——————–
(๑)
โรงงานผลิตพริกไทยป่นแห่งหนึ่ง มีที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ผลิตพริกไทยป่นบรรจุขวดชนิดปากขวดมีจุกเจาะรูเล็กๆ หลายรู เวลาจะใช้ก็เขย่าให้พริกไทยออกทางรูนั้น
วันหนึ่งเป็นเวลาพักกลางวัน เจ้าของโรงงานเดินตรวจดูตามที่ต่างๆ ไปถึงบริเวณที่พวกคนงานพักผ่อนกันอยู่ เขาสังเกตเห็นคนงานคนหนึ่งนั่งเอาปลายมีดพกแขวะรูจุกขวดพริกไทยเล่นแบบไม่มีอะไรจะทำ
พลันนั้นเขาก็เกิดความคิดทะลุขึ้นมา
เขาสั่งให้แก้ไขจุกขวดพริกไทยโดยขยายขนาดของรูเล็กๆ ให้กว้างขึ้น
เหตุผลสุดฉลาดของเขาก็คือ –
เมื่อรูกว้างขึ้น เวลาเขย่าเทพริกไทย พริกไทยก็จะพรั่งพรูออกมามากขึ้น
เมื่อพริกไทยออกมามาก ก็จะหมดขวดเร็วขึ้น
เมื่อหมดเร็ว ผู้ใช้ก็จะต้องซื้อใหม่เร็วขึ้น
ผู้ผลิตก็จะขายของได้มากขึ้นในเวลาที่เร็วขึ้นกว่าเดิม
———–
(เรื่องนี้ นาวาเอก บุญเริ่ม พงษ์เกิดลาภ ขณะดำรงตำแหน่ง ฝธก. (ฝ่ายธุรการ) กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ เล่าให้ฟังเมื่อผมแรกเข้ารับราชการในกองทัพเรือ นาวาเอก บุญเริ่ม บ้านอยู่สมุทรปราการ)
———–
(๒)
ข้าวหลามที่เผากินเองแถวบ้านผม กระบอกยาวประมาณฟุตหนึ่ง ใช้ไม้ไผ่กระบอกละปล้อง เนื้อข้าวหลามเต็มกระบอก
ข้าวหลามที่เผาขายตามที่ต่างๆ ที่เห็นกันทุกวันนี้ กระบอกยาวประมาณฟุตหนึ่งเช่นกัน แต่ใช้ไม้ไผ่กระบอกละ ๒ ปล้อง คือตัดกลางปล้อง ข้อไม้ไผ่อยู่กลางกระบอก อัดจุกปลายกระบอกเข้าไปอีกเนื้อข้าวหลามก็มีไม่ถึงครึ่งกระบอก
ทำไมต้องทำอย่างนั้น ?
เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุผลทางโภชนาการ-เช่นเผาข้าวหลามครึ่งกระบอกรสชาติจะนุ่มนวลชวนกินกว่าข้าวหลามเต็มกระบอก-แต่ประการใดทั้งสิ้น
ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าข้าวหลามกระบอกยาว
แล้วรู้สึกต่อไปอีกว่าเนื้อข้าวหลามก็ต้องมาก
ถามว่า แล้วไม้ไผ่เปล่าๆ อีกครึ่งกระบอกเอาไว้ทำอะไร
ตอบได้เลยว่า เอาไว้หลอกผู้ซื้อนะซี
แม้นานไปผู้ซื้อจะรู้ทันแล้ว แต่ก็กลายเป็นว่ารู้ก็รู้ไป ไม่มีใครรู้สึกเสียหายอะไร เผลอๆ ก็จะกลายเป็นเอกลักษณ์ของกระบอกข้าวหลามไทย ดีไปเสียด้วยซ้ำ
ต่อไปใครเผาข้าวหลามกระบอกยาวเต็มปล้องอาจกลายเป็นอุตริผิดสูตรข้าวหลามไทยไปเสียอีก
ส่วนตัวผมรู้สึกมานานแล้วว่าตัดกระบอกข้าวหลามแบบนั้นเป็นการใช้ทรัพยากรให้สูญเปล่า ไม่คุ้มค่า
แต่ในมุมมองของผู้ค้าย่อมจะต้องเห็นว่าคุ้มค่า คือใช้เนื้อข้าวหลามน้อย แต่ขายได้เงินมาก
ก็คงมีคนเห็นว่านี่ก็เป็นความฉลาดอีกอย่างหนึ่ง
————
(๓)
ที่บ้านผมซื้อน้ำพริกบรรจุกล่องของ “แม่…” ต่างๆ มากินไม่ค่อยขาด
เมื่อไม่นานมานี้ผมสังเกตที่กล่องบรรจุน้ำพริก ก็ต้องแอบหัวเราะ
ปกติกล่องพลาสติกกลมๆ ก้นกล่องจะราบติดพื้น แต่กล่องน้ำพริกรุ่นใหม่นี่ซ่อนความฉลาดไว้อย่างแนบเนียน นั่นคือทำก้นกล่องให้เว้าขึ้นข้างบน
เว้ามากจนรู้ทันเลยว่าแอบเอาเปรียบผู้บริโภค
เพราะเมื่อก้นกล่องเว้าขึ้น ก็ต้องกินเนื้อที่ภายในกล่องให้เหลือน้อยลง
เป็นการลดปริมาณสิ้นค้าอย่างชาญฉลาด
ตะเภาเดียวกับถุงขนมกรอบ ทำถุงพองลมเบ้อเริ่มเทิ่ม
แต่เนื้อขนมข้างในมีไม่เกินครึ่งถุง !
นี่ก็คงฉลาดอีกรายหนึ่ง
————
(๔)
คำว่า “ฉลาด” มีภาษาบาลีใช้อยู่คำหนึ่ง คือ “กุสล” (ส เสือ) อ่านแบบบาลีว่า กุ-สะ-ละ ภาษาไทยเขียนว่า “กุศล” (ศ ศาลา) อ่านแบบไทยว่า กุ-สน
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต แปลความหมายของคำว่า “กุศล” ไว้ว่า –
(1) “สภาวะที่เกี่ยวตัดสลัดทิ้งสิ่งเลวร้ายอันน่ารังเกียจ”
(2) “ความรู้ที่ทำความชั่วร้ายให้เบาบาง”
(3) “ธรรมที่ตัดความชั่วอันเป็นดุจหญ้าคา”
และอธิบายเพิ่มเติมว่า –
(1) กุศลคือสภาวะหรือการกระทำที่ฉลาด กอปรด้วยปัญญา หรือเกิดจากปัญญา เกื้อกูล เอื้อต่อสุขภาพ ไม่เสียหาย ไร้โทษ ดีงาม เป็นบุญ มีผลเป็นสุข, ความดี (กุศลธรรม), กรรมดี (กุศลกรรม)
(2) กุศล มีผลให้ผู้ทำบรรลุถึงความสะอาดหมดจด ความบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรติดค้าง ปลอดโปร่ง โล่ง ว่าง เป็นอิสระ
(3) กุศล ยังหมายถึง ความเกษม, ความปลอดภัย, สวัสดิภาพ, ความหวังดี, ความมีเมตตา
————-
(๕)
ผู้ผลิตหรือผู้ค้าตามที่ผมเล่ามาทั้งสามเรื่อง มีความหวังดี มีเมตตา ต่อผู้บริโภคหรือเปล่า ?
ถ้ามี การกระทำเช่นนั้นก็นับว่าเป็น “กุศล-ฉลาด”
แต่ถ้าไม่มี ก็ตรงกันข้าม คือ “อกุศล”
“อกุศล” นอกจากแปลตามศัพท์ว่า “ไม่ฉลาด” แล้ว ยังหมายถึงความไม่ดี หรือความชั่วอีกด้วย
เวลานี้สังคมเรายอมรับ “อกุศล” ว่าเป็น “กุศล” กันมากขึ้น
ใครเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ได้ ถือว่าเป็นคนฉลาด
วิธีที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขก็คือ ต้องช่วยกันรู้ทันคนฉลาดแบบไม่ฉลาดนี่แหละครับ
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๘ กันยายน ๒๕๕๗
วันอุโบสถ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐
————
กุศล
1. “สภาวะที่เกี่ยวตัดสลัดทิ้งสิ่งเลวร้ายอันน่ารังเกียจ”, “ความรู้ที่ทำความชั่วร้ายให้เบาบาง”, “ธรรมที่ตัดความชั่วอันเป็นดุจหญ้าคา”, สภาวะหรือการกระทำที่ฉลาด กอปรด้วยปัญญา หรือเกิดจากปัญญา เกื้อกูล เอื้อต่อสุขภาพ ไม่เสียหาย ไร้โทษ ดีงาม เป็นบุญ มีผลเป็นสุข, ความดี (กุศลธรรม), กรรมดี (กุศลกรรม)
ตามปกติ กุศล กับ บุญ เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ แต่ กุศล มีความหมายกว้างกว่า คือ กุศล มีทั้งโลกิยะ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) และโลกุตตระ ส่วน บุญ โดยทั่วไปใช้กับโลกียกุศล ถ้าจะหมายถึงระดับโลกุตตระ มักต้องมีคำขยายกำกับไว้ด้วย เช่นว่า “โลกุตตรบุญ”, พูดอีกอย่างหนึ่งว่า บุญ มักใช้ในความหมายที่แคบกว่า หรือใช้ในขั้นต้นๆ หมายถึงความดีที่ยังประกอบด้วยอุปธิ (โอปธิก) คือ ยังเป็นสภาพปรุงแต่งที่ก่อผลในทางพอกพูน ให้เกิดสมบัติ อันได้แก่ความพรั่งพร้อม เช่น ร่างกายสวยงามสมบูรณ์ และมั่งมีทรัพย์สิน แต่ กุศล ครอบคลุมหรือเลยต่อไปถึงนิรูปธิ (ไร้อุปธิ) และเน้นที่นิรูปธินั้น คือมุ่งที่ภาวะไร้ปรุงแต่ง ความหลุดพ้นเป็นอิสระ โยงไปถึงนิพพาน, พูดอย่างง่ายๆ เช่นว่า บุญ มุ่งเอาความสะอาดหมดจดในแง่ที่สวยงามน่าชื่นชม แต่ กุศล มุ่งถึงความสะอาดหมดจดในแง่ที่เป็นความบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรติดค้าง ปลอดโปร่ง โล่ง ว่าง เป็นอิสระ, ขอให้ดูตัวอย่างที่ บุญ กับ กุศล มาด้วยกันในคาถาต่อไปนี้ (ขุ.อิติ.๒๕/๒๖๒/๒๙๐)
กาเยน กุสลํ กตฺวา วาจาย กุสลํ พหุ ํ
มนสา กุสลํ กตฺวา อปฺปมาณํ นิรูปธึ ฯ
ตโต โอปธิกํ ปุญฺญํ กตฺวา ทาเนน ตํ พหุ ํ
อญฺเญปิ มจฺเจ สทฺธมฺเม พฺรหฺมจริเย นิเวสย
(ท่านจงทำให้มาก ทั้งด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ ซึ่งกุศล อันประมาณมิได้ [อัปปมาณ แปลว่า มากมาย ก็ได้ เป็นโลกุตตระ ก็ได้] อันไร้อุปธิ [นิรูปธิ] แต่นั้นท่านจงทำบุญ อันระคนอุปธิ ให้มาก ด้วยทาน แล้วจง [บำเพ็ญธรรมทาน] ชักจูงแม้คนอื่นๆ ให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม ในพรหมจริยะ)
คาถานี้ แม้จะเป็นคำแนะนำแก่เทวดา ก็ใช้ได้ทั่วไป คือเป็นคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะอยู่เป็นคฤหัสถ์ว่า ในด้านแรกหรือด้านหลัก ให้ทำกุศล ที่เป็นนิรูปธิ ซึ่งเป็นการศึกษาหรือปฏิบัติเพื่อให้ได้สาระของชีวิต โดยพัฒนาตนให้เป็นอริยชน โดยเฉพาะเป็นโสดาบัน จากนั้น อีกด้านหนึ่ง ในฐานะเป็นอริยชน ก็ทำความดีหรือกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ที่มีผลในทางอุปธิ เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของมัน และที่เป็นเรื่องสามัญในสังคมคฤหัสถ์ได้ ไม่เสียหาย เพราะเป็นผู้มีคุณความดีที่เป็นหลักประกันให้เกิดแต่ผลดีทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมแล้ว; ตรงข้ามกับ อกุศล, เทียบ บุญ, ดู อุปธิ
2. บางแห่ง (เช่น ขุ.เถร.๒๖/๑๗๐/๒๖๘) กุศล หมายถึง ความเกษม, ความปลอดภัย, สวัสดิภาพ, ความหวังดี, ความมีเมตตา
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต
