อเหตุกัง บังเอิญ (บาลีวันละคำ 5,081)

อเหตุกัง บังเอิญ
คำที่คิดเล่น ๆ
“อเหตุกัง” อ่านว่า อะ-เห-ตุ-กัง
“อเหตุกัง” เขียนแบบบาลีเป็น “อเหตุกํ” อ่านว่า อะ-เห-ตุ-กัง แยกศัพท์ตามที่ตาเห็นเป็น อ + เหตุ + กํ
(๑) “อ”
บาลีอ่านว่า อะ แปลงรูปมาจาก “น” บาลีอ่านว่า นะ เป็นคำจำพวก “นิบาต” คำจำพวกนี้ไม่แจกด้วยวิภัตติปัจจัย นักเรียนบาลีมักท่องจำรวมกับคำอื่นในกลุ่มเดียวกันว่า “น ไม่ โน ไม่ มา อย่า ว เทียว” (น [นะ] = ไม่, โน = ไม่, มา = อย่า, ว [วะ] = เทียว)
“น” เป็นนิบาตบอกความปฏิเสธ แปลว่า ไม่, ไม่ใช่ (no, not)
“น” เมื่อไปประสมกับคำอื่น มีกฎการประสมดังนี้ –
(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง น เป็น อ–
(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ (อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ) แปลง น เป็น อน–
ในที่นี้ “เหตุ” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ (-ห-) จึงต้องแปลง น เป็น อ
(๒) “เหตุ”
บาลีอ่านว่า เห-ตุ รากศัพท์มาจาก หิ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป; ตั้ง) + ตุ ปัจจัย, แผลง อิ ที่ หิ เป็น เอ (หิ > เห)
: หิ + ตุ = หิตุ > เหตุ แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งที่เป็นไปสู่ความเป็นผล” (2) “สิ่งที่ถึงความเป็นเหตุ” (3) “สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งผล” (4) “สิ่งเป็นเครื่องเป็นไปแห่งผล”
“เหตุ” (ปุงลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –
(1) เหตุ, เหตุผล, ปัจจัย, มูล (cause, reason, condition)
(2) ความเหมาะสมเพื่อบรรลุพระอรหันต์ (suitability for the attainment of Arahantship)
(3) ตรรกะ (logic)
(๓) “กํ”
อ่านว่า กัง รูปคำเดิมเป็น “ก” อ่านว่า กะ เป็นคำจำพวกที่ภาษาไวยากรณ์บาลีเรียกว่า “สกรรถ” (สะ-กัด) หมายถึง อักษรหรือคำที่ลงข้างท้ายศัพท์ เมื่อลงแล้วศัพท์นั้นมีความหมายเท่าเดิม
การสร้างคำโดยใช้อักษรหรือคำอื่นมาลงข้างท้าย แต่แปลได้ความเท่าเดิมเช่นนี้แหละ เรียกว่า “สกรรถ”
ในที่นี้คำที่ใช้ลงข้างท้ายศัพท์คือ “ก” ก็เรียกว่า “ก–สกรรถ” (กะ-สะ-กัด) หมายถึง ลง “ก” เข้าข้างท้าย
การประสมคำ :
๑ น + เหตุ = นเหตุ > อเหตุ (อะ-เห-ตุ) แปลว่า “หาเหตุมิได้” “ไม่มีเหตุ” “ไม่มีตัวการ”
๒ อเหตุ + ก = อเหตุก (อะ-เห-ตุ-กะ) แปลเท่าเดิม คือ “หาเหตุมิได้” “ไม่มีเหตุ” “ไม่มีตัวการ”
“อเหตุก” ใช้ในฐานะเป็นกิริยาวิเสสนะ (ขยายคำกริยาให้มีความหมายพิเศษ) ตามหลักไวยากรณ์บาลีท่านให้ลง อํ (อัง) ทุติยาวิภัตติ เอกวจนะ
: อเหตุก + อํ = อเหตุกํ (อะ-เห-ตุ-กัง) เขียนแบบไทยเป็น “อเหตุกัง” อ่านว่า อะ-เห-ตุ-กัง
ขยายความ :
“อเหตุกัง” = หาเหตุมิได้ แปลเป็นไทยตรง ๆ ก็คือ “บังเอิญ”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“บังเอิญ : (คำวิเศษณ์) ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ตั้งใจ หรือไม่คาดหมาย, เผอิญ.”
“อเหตุกัง บังเอิญ” เป็นทฤษฎีใหญ่สาขาหนึ่ง เรียกว่า “อเหตุวาท” ดังที่พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [101] แสดงไว้ดังนี้ –
…………..
ลัทธินอกพระพุทธศาสนา 3 (บาลีเรียกว่า ติตถายตนะ แปลว่า แดนเกิดลัทธิ, ชุมนุมหรือประมวลแห่งลัทธิ — Titthāyatana: beliefs of other sects; grounds of sectarian tenets; spheres of wrong views; non-Buddhist beliefs)
1. ปุพเพกตเหตุวาท (ลัทธิกรรมเก่า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน — Pubbekatavāda: a determinist theory that whatever is experienced is due to past actions; pastaction determinism) เรียกสั้นๆ ว่า ปุพเพกตวาท
2. อิสสรนิมมานเหตุวาท (ลัทธิพระเป็นเจ้า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ — Issarakaraṇavāda: a determinist theory that whatever is experienced is due to the creation of a Supreme Being; theistic determinism) เรียกสั้นๆ ว่า อิศวรกรณวาท หรือ อิศวรนิรมิตวาท
3. อเหตุอปัจจัยวาท (ลัทธิเสี่ยงโชค คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง — Ahetuvāda: an indeterminist theory that whatever is experienced is uncaused and unconditioned; accidentalism) เรียกสั้นๆ ว่า อเหตุวาท
ทั้งสามลัทธินี้ ไม่ชอบด้วยเหตุผล ถูกยันเข้า ย่อมอ้างการถือสืบ ๆ กันมา เป็นลัทธิประเภท อกิริยา (traditional doctrines of inaction) หากยึดมั่นถือตามเข้าแล้วย่อมให้เกิดโทษ คือไม่เกิดฉันทะ และความพยายาม ที่จะทำการที่ควรทำและเว้นการที่ไม่ควรทำ
…………..
ผู้เขียนบาลีวันละคำเห็นมีผู้นำเอาศัพท์ธรรมะในพระพุทธศาสนาบางคำมาแปลเล่นเป็นของสนุก รู้สึกสลดใจ จึงอยากจะบอกว่า ถ้าอยากจะเอาธรรมะมาทำให้สนุก ที่ท่านเรียกว่า “ธรรมหาสะ” ช่วยกันคิดถ้อยคำเอาไปใช้พูดสื่อถึงธรรมะแบบแปลก ๆ ก็สนุกได้
เช่น ประสบเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ตั้งใจ หรือไม่คาดหมาย ก็อุทานออกมาว่า “อเหตุกัง บังเอิญ” – อย่างนี้เป็นต้น
หรือถ้าเห็นว่า “อเหตุกัง บังเอิญ” ก็ยังไม่ขำ ใครมีสติปัญญาดีก็คิดที่ขำกว่านี้อีกก็ได้ บาลีมีคำสนุก ๆ และมีสาระด้วยอีกถมไป
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ทารกว่าวิ่งเล่นเป็นสาระ
: หนุ่มสาวสะว่ากินเที่ยวเล่นเป็นแก่นสาร
: ผู้ใหญ่ว่าสาระคือทำงาน
: ผู้เฒ่าว่าศีลทานคือสาระ
#บาลีวันละคำ (5,081)
11-5-69
…………………………….
…………………………….
