คิดได้เมื่อใกล้รุ่ง

คิดได้เมื่อใกล้รุ่ง (๑)
—————-
มีเรื่องที่ผมคิดได้เมื่อใกล้รุ่ง ๒ เรื่อง
อันที่จริงก็เป็นเรื่องที่คิดได้อยู่แล้ว และเขียนมาแล้วอยู่บ่อย ๆ แต่ที่คิดได้เมื่อใกล้รุ่งเป็นการคิดเห็นภาพเปรียบเทียบของ ๒ เรื่องที่ชัดเจน
เรื่องเรียนบาลีกับการศึกษาพระไตรปิฎกเรื่องหนึ่ง
เรื่องพระกับเงินเรื่องหนึ่ง
คำสั้น ๆ คือ –
บาลีกับพระไตรปิฎก
พระกับเงิน
ภาพเปรียบเทียบที่เห็นชัดเจนคือ สังคมไทย –
…………………………………………………
แยกบาลีกับพระไตรปิฎกออกจากกัน
เอาพระกับเงินมาไว้ด้วยกัน
การทำอย่างนี้เป็นความวิปริตอย่างยิ่ง
เพราะตามที่ควรเป็น-และต้องเป็น-นั้น —
บาลีกับพระไตรปิฎกต้องเอามาไว้ด้วยกัน
พระกับเงินต้องแยกออกจากกัน
…………………………………………………
สำหรับท่านที่ยังคิดไม่เห็นหรือไม่เคยคิด ผมขอชวนให้คิด
สำหรับท่านที่เคยฟังที่ผมคิดอยู่บ่อย ๆ ผมขอร้องว่าอย่าเพิ่งเบื่อหรือรำคาญ-เอาอีกแล้ว! พูดซ้ำซากอยู่นั่นแล้ว
ผมว่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องควรคิด โดยเฉพาะการที่สังคมไทยทำสิ่งที่วิปริตกับ ๒ เรื่องนี้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องคิด และต้องช่วยกันหาทางแก้ไข
………………………
บาลีกับพระไตรปิฎก
………………………
สังคมไทยแยกบาลีกับพระไตรปิฎกออกจากกัน ซึ่งผิดพลาดอย่างยิ่ง
บาลีกับพระไตรปิฎกต้องเอามาไว้ด้วยกัน แยกจากกันไม่ได้
เพราะบาลีมาจากพระไตรปิฎก
และพระไตรปิฎกต้องอาศัยบาลี
เรียนบาลีแล้วเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก นี่คือคุณค่าแท้
เรียนบาลี สอบได้แล้ว จบแล้ว เอาแต่เสวยผลที่เกิดจากการสอบได้เรียนจบ นั่นคือคุณค่าเทียม
เรียนบาลีแล้วไม่เอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก นั่นคือผิดวัตถุประสงค์ของการเรียนบาลี
สรุปแล้ว เรียนบาลีมีปลายทางอยู่ที่เดียว คือเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้น บาลีกับพระไตรปิฎกจึงต้องเอามาไว้ด้วยกัน
จะรับคุณค่าเทียมที่สังคมมอบให้ก็รับได้ แต่ต้องก้าวข้ามผ่านเลยไปให้ถึงคุณค่าแท้คือเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก ไม่ใช่ติดจมอยู่กับคุณค่าเทียม
แต่สังคมไทยทำพลาดอย่างแรง นั่นคือแยกบาลีกับพระไตรปิฎกออกจากกัน
ขอให้ดูของจริงที่เพิ่งเกิดขึ้น-หรือกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
พอประกาศผลสอบบาลี สังคมไทย-ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้าน-ชื่นชมยินดีอยู่กับการสอบได้เท่านั้น
ไม่มีใครเอ่ยถึงการเอาความรู้บาลีที่เรียนมา-ที่สอบได้ไปศึกษาพระไตรปิฎกต่อไป
แล้วก็ไม่ใช่ว่า-ไม่เอ่ยถึงเฉพาะตอนนี้เพราะเป็นช่วงเวลาที่กำลังแสดงความยินดี ไม่ใช่เวลาที่จะพูดถึงการทำงาน แต่เดี๋ยวพอแสดงความยินดีกันเสร็จแล้ว ทุกคนก็จะเอ่ยถึงการเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก ทุกคนทุกฝ่ายก็จะกระตุ้นเตือน สนับสนุน ส่งเสริม ผลักดันให้ผู้ที่สอบได้เร่งรีบเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎกทันที ไม่มัวโอ้เอ้อยู่ …
อย่างนี้ไม่มีครับ ไม่ต้องหวังว่าจะมีด้วย
ไม่ว่าจะในเวลานี้หรือเวลาไหน ๆ ก็จะไม่มีใครพูดถึงการเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎกใด ๆ ทั้งสิ้น
เพราะทุกคนทุกฝ่ายคิดตรงกันเหมือนกันว่า เรียนบาลีจบเสร็จแค่สอบได้
เรียนบาลีไม่เกี่ยวอะไรกับพระไตรปิฎก
พระไตรปิฎกก็อยู่ส่วนพระไตรปิฎก
บาลีก็อยู่ส่วนบาลี
ไม่ต้องเกี่ยวข้องกัน
แยกจากกันเด็ดขาด
ใครมีศรัทธาอยากจะศึกษาพระไตรปิฎก ก็ศึกษาไปตามอัธยาศัย
แต่จะมาบังคับเอากับคนเรียนบาลี ไม่ได้ อย่ามายุ่ง
บาลีจะมาจากพระไตรปิฎกหรือมาจากไหน สังคมไทยไม่รับรู้
สังคมไทยรับรู้อยู่อย่างเดียวว่า เรียนบาลี สอบได้แล้ว จบแล้ว ได้เสวยผลประโยชน์ต่าง ๆ อันเกิดจากการสอบได้ จบเสร็จกันแค่นี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับการศึกษาพระไตรปิฎก

…………………………………………………
พระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี
เราเรียนบาลีก็เพื่อจะเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก
แต่กลายเป็นว่า เรียนบาลีไม่เกี่ยวอะไรกับการศึกษาพระไตรปิฎก
วิปริตหรือไม่?
…………………………………………………
ทางแก้ก็คือ เลิกเข้าใจผิด เลิกวิปริตกันเสียที
เอาบาลีกับพระไตรปิฎกกลับมาไว้ด้วยกัน
…………………………………………………
ขาดพระไตรปิฎก บาลีก็ไม่มีแหล่งที่จะใช้ให้เกิดคุณค่าที่แท้จริง
ขาดบาลี พระไตรปิฎกก็แสดงคุณค่าที่แท้จริงออกมาไม่ได้
…………………………………………………
บาลีกับพระไตรปิฎกจึงเป็นสิ่งที่ต้องอยู่คู่กัน
คนเรียนบาลีต้องตระหนักสำนึกเรื่องนี้
ผู้สนับสนุนการเรียนบาลีต้องตั้งเป้าหมายแห่งการสนับสนุนไว้ที่-ส่งคนเรียนบาลีไปให้ถึงการศึกษาพระไตรปิฎก
ไม่ใช่ส่งแค่สอบได้
และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เลิกอ้างอย่างนี้…
อ้างอย่างไหน?
จบบาลีแล้วไปทำงานนั่นนี่โน่นสารพัด-ไม่ทำอยู่อย่างเดียวคือศึกษาพระไตรปิฎก –
แล้วอ้างว่า ทำงานอื่น ๆ ก็เป็นกำลังให้พระศาสนาได้เหมือนกัน
ทำงานอื่น ๆ ก็รักษาพระศาสนาไว้ได้เหมือนกัน
เลิกอ้างอย่างนี้กันเสียที
ทำงานอื่น ๆ ก็รักษาพระศาสนาไว้ได้ จริง ไม่เถียง
แต่งานคือ-เอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก ก็ต้องทำด้วย จะไม่ทำไม่ได้
จะอ้างว่าทำงานอื่น ๆ แล้ว ไม่ต้องศึกษาพระไตรปิฎกก็ไม่เป็นไร –
ไม่ได้ อ้างอย่างนี้ไม่ได้
เมื่อเรียนบาลีจนจบ ก็ต้องศึกษาพระไตรปิฎก
ถ้าตั้งใจไปทำงานอื่น จะต้องเสียเวลาเรียนบาลีทำไม
เมื่อเรียนบาลีก็จึงต้องศึกษาพระไตรปิฎก
ไม่ศึกษาไม่ได้ ต้องศึกษา
ทำงานอื่น ๆ อาจรักษาพระศาสนาไว้ได้ก็จริง แต่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่า สิ่งที่รักษาไว้ได้นั้นเป็นตัวแท้ของพระศาสนาหรือเปล่า
ขอให้ดูของจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
สิ่งที่สร้างกันขึ้นและทำกันอยู่ตามวัดต่าง ๆ ในเวลานี้ มากมายหลายอย่างที่ถูกผู้รู้ผู้สงสัยตั้งคำถามว่า แบบนั้นเป็นพระพุทธศาสนาหรือเป็นอะไรกันแน่
แต่การศึกษาพระไตรปิฎก (ตามความหมายที่ผมเคยอธิบายมาแล้ว) ย่อมจะเป็นหลักประกันได้เป็นอย่างดีว่า สิ่งที่เรารักษาไว้ได้นั้นจะเป็นตัวแท้ของพระศาสนาอย่างแน่นอน

………………………
เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้ว ต่อจากนี้ —
ใครเห็นว่าควรทำอะไร ทำส่วนไหนได้ จงทำทันทีวันนี้เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอวันหน้า
และไม่ต้องรอใคร หรือเรียกร้องใครให้ทำ
มีหนทางจะเรียกร้องก็เรียกร้องได้ แต่ไม่ต้องหวังว่าใครจะทำ
ใครไม่ทำก็ช่างใคร เรานี่แหละทำ คนเดียวก็ทำ
… สนับสนุน ส่งเสริม ผลักดัน ให้เรียนบาลีเพื่อเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก จนเป็นค่านิยมในสังคมไทย …
เหนื่อยก็พัก
หนักก็วาง
มีกำลังก็ลุกขึ้นทำต่อไป
………………………
ตอนหน้า: พระกับเงิน
ต้องแยกออกจากกัน
อย่าเอามารวมกัน
………………………
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙
๑๕:๑๐
…………………………………………………
…………………………………………………
