สามยถา (บาลีวันละคำ 5,111)

สามยถา
ยถา ๓ อย่าง
อ่านว่า สาม-ยะ-ถา
“สามยถา” คือ “สาม” = จำนวน 3 และ “ยถา” = คำบาลีที่ขึ้นต้นว่า “ยถา-”
“สามยถา” = คำบาลีที่ขึ้นต้นว่า “ยถา-” 3 คำมีดังนี้ –
(๑) ยถาลาภ
(๒) ยถาพล
(๓) ยถาสารุปป
…………..
“ยถา” อ่านว่า ยะ-ถา เป็นคำจำพวกนิบาต (particle) แปลว่า ฉันใด, เหมือน, ตาม
หลักการใช้ “ยถา” :
– ถ้าใช้โดด ๆ จะต้องมีข้อความที่มีคำว่า “เอวํ” หรือ “ตถา” มาคู่กัน เหมือนภาษาไทยว่า “ฉันใด” ต้องมี “ฉันนั้น” มารับ
– ถ้าสมาสกับคำอื่น นิยมแปลว่า “ตาม-” เช่น ยถาพลํ (ยะ-ถา-พะ-ลัง) = ตามกำลัง
ในที่นี้ “ยถา” สมาสกับคำอื่น แปลว่า “ตาม-”
…………..
(๑) “ยถาลาภ”
อ่านแบบบาลีว่า ยะ-ถา-ลา-พะ คำที่สมาสกับ “ยถา” คือ “ลาภ” อ่านว่า ลา-พะ รากศัพท์มาจาก ลภฺ (ธาตุ = ได้) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะต้นธาตุ คือ อะ ที่ ล-(ภฺ) เป็น อา (ลภฺ > ลาภ)
: ลภฺ + ณ = ลภณ > ลภ > ลาภ แปลตามศัพท์ว่า “การได้” “สิ่งอันเขาได้” เรานิยมพูดทับศัพท์ว่า “ลาภ”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ลาภ” ว่า receiving, getting, acquisition, gain, possession (การรับ, การได้, การได้มา, กำไร, สิ่งที่ได้มา, สมบัติ)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
“ลาภ : (คำนาม) สิ่งที่มักจะได้มาโดยไม่คาดคิด. (ป., ส. ลาภ ว่า ของที่ได้, การได้, กําไร).”
(๒) “ยถาพล”
อ่านแบบบาลีว่า ยะ-ถา-พะ-ละ คำที่สมาสกับ “ยถา” คือ “พล” อ่านว่า พะ-ละ รากศัพท์มาจาก พลฺ (ธาตุ = มีชีวิต, ระวัง, ครอบงำ) + อ (อะ) ปัจจัย
: พล + อ = พล (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “เหตุอันทำให้มีชีวิตอยู่ได้” “ผู้เฝ้าระวัง” “ผู้ครอบงำศัตรู”
“พล” ใช้ในความหมาย 2 อย่างคือ –
(1) ความแข็งแรง, พลัง, อำนาจ (strength, power, force)
(2) กองทัพ, กองกำลังทหาร (an army, military force)
“พล” ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายไว้ดังนี้ –
(1) กำลัง, มักใช้ประกอบคำอื่น เช่น พระทศพล อันเป็นพระนามพระพุทธเจ้า หมายความว่า ทรงมีพระญาณอันเป็นกำลัง ๑๐ ประการ มี ฐานาฐานญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและสิ่งที่มิใช่ฐานะเป็นต้น.
(2) ทหาร เช่น กองพล ตรวจพล ยกพลขึ้นบก.
(3) สามัญ, ธรรมดา ๆ, พื้น ๆ, เช่น ของพล ๆ.
(4) ยศทหารและตำรวจสัญญาบัตร รองจากจอมพล (เดิมใช้ว่า นายพล).
คำที่เขียนว่า “พล” ในภาษาไทย :
– ถ้าใช้ตามลำพังหรืออยู่ท้ายคำ อ่านว่า พน
– ถ้ามีคำอื่นมาสมาสข้างท้ายอ่านว่า พน-ละ- ก็มี อ่านว่า พะ-ละ- ก็มี
ในที่นี้ “พล” ใช้ในความหมายตามข้อ (1)
(๓) “ยถาสารุปป”
อ่านแบบบาลีว่า ยะ-ถา-สา-รุบ-ปะ คำที่สมาสกับ “ยถา” คือ “สารุปป” อ่านว่า สา-รุบ-ปะ รากศัพท์มาจาก สก + รูป
(ก) “สก” บาลีอ่านว่า สะ-กะ รากศัพท์มาจาก ส (สะ. = ตน) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ + ก
อธิบายแทรก: “ก” (อ่านว่า กะ) ที่เอามาบวกนี้ ภาษาไวยากรณ์บาลีเรียกว่า “ก–สกรรถ” (อ่านว่า กะ-สะ-กัด) ลงหลังคำใด คำนั้นมีความหมายเท่าเดิม
: ส + ณ = สณ > ส + ก = สก (สะ-กะ) แปลตามศัพท์ว่า “นี้ของตน”
หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แสดงรูปวิเคราะห์ (กระบวนการกระจายคำเพื่อหาความหมาย) ของคำว่า “สก” ไว้ดังนี้ –
สสฺส อตฺตโน อยนฺติ สโก
คำแปล: สิ่งนี้เป็นของ “สะ” คือของตน ดังนั้น จึงชื่อว่า “สโก”
“สโก” แปลว่า “ของตน”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สก” ว่า own (ของตน)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “สก” ไว้ด้วย บอกไว้ว่า –
“สก– ๑ : (คำวิเศษณ์) ของตน. (ป.; ส. สฺวก).”
(ข) “รูป” อ่านว่า รู-ปะ รากศัพท์มาจาก –
(1) รูปฺ (ธาตุ = ประกาศ) + อ (อะ) ปัจจัย
: รูปฺ + อ = รูป แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ประกาศสภาพของตน”
(2) รุปฺ (ธาตุ = เสื่อม, ทรุดโทรม) + อ (อะ) ปัจจัย, ทีฆะ อุ ที่ รุ-(ปฺ) เป็น อู (รุปฺ > รูป)
: รุปฺ + อ = รุป > รูป แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ต้องเสื่อมไป”
“รูป” (นปุงสกลิงค์) ในบาลีหมายถึง รูป, ทรวดทรง, รูปร่างหรือรูปพรรณสัณฐาน, หลักการเกี่ยวกับรูป ฯลฯ (form, figure, appearance, principle of form, etc.)
สก + รูป ลบ ก ที่ (ส)-ก แล้วทีฆะ อะ ที่ ส เป็น อา + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แปลง รูป เป็น รุปฺป
: สก + รูป = สกรูป + ณ = สกรูปณ > สกรูป > สรูป > สารูป > สารุปฺป แปลตามศัพท์ว่า “รูปของตน” ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง ความเสมอกัน (equal state) ถ้าเป็นคุณศัพท์ หมายถึง เหมาะ, เหมาะสม, สมควร (fit, suitable, proper)
“สารุปฺป = รูปของตน” หมายความว่า ตนอยู่ในฐานะไหน และมาตรฐาน หรือ “รูป” ของฐานะนั้นมีแค่ไหน ก็ดำรงรูปเช่นนั้นไว้ได้สมฐานะ นี่คือมีสารุปปะ คือมี “รูปของตน”
ขยายความ :
“สามยถา” คือ (๑) ยถาลาภ (๒) ยถาพล (๓) ยถาสารุปป เป็นคำขยาย “สันโดษ”
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป. อ. ปยุตฺโต ขยายความคำว่า “สันโดษ” ไว้ดังนี้ –
…………..
สันโดษ : ความยินดี, ความพอใจ, ยินดีด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้านุ่งผ้าห่ม อาหาร ที่นอนที่นั่ง และยา ตามมีตามได้, ยินดีในของของตน, การมีความสุขความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมของตน ไม่โลภ ไม่ริษยาใคร;
…………..
สันโดษ เป็นธรรมะที่ต้องปฏิบัติทางใจ หรือการ “ทำใจ” ไม่ใช่ทางกาย หรือทางวาจา มีหลักปฏิบัติตาม “สามยถา” ดังนี้ –
(1) ยถาลาภสันโดษ (ยะ-ถา-ลา-ภะ-) = ยินดีตามที่ได้ คือได้สิ่งใดมาด้วยความเพียรของตน ก็พอใจด้วยสิ่งนั้น (หาเงินได้เดือนละหมื่นก็อิ่มใจกับเงินหมื่น ไม่ใช่มีหมื่นก็ไม่ได้สุข เพราะมัวไปทุกข์กับสองหมื่นที่ยังไม่มี)
(2) ยถาพลสันโดษ (ยะ-ถา-พะ-ละ-) = ยินดีตามกำลัง คือพอใจตามที่สามารถจะหาได้ทำได้ (มีหมื่น แต่ถ้ายังสามารถจะหาได้อีกถึงสองหมื่น ก็หาอีกทำอีก ไม่ใช่พอใจอยู่แค่นั้น โดยอ้างว่าพระท่านสอนให้สันโดษ)
(3) ยถาสารุปปสันโดษ (ยะ-ถา-สา-รุป-ปะ-) = ยินดีตามสมควร คือพอใจตามที่สมควรแก่ภาวะ ฐานะของตน หรือยินดีในสิ่งที่ถูกธรรมถูกทาง (ได้มา หรือสามารถหาได้เป็นร้อยล้านพันล้านก็จริง แต่โดยมิชอบ ไปยินดีเข้า ผิดสันโดษข้อนี้)
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า สันโดษ คือ “ไม่อยากได้ใคร่ดี ไม่อยากทำอะไร มีอะไรอย่างไรก็ปล่อยให้มีตามนั้น อะไรจะเกิดก็ปล่อยไปตามเรื่อง ไม่ต้องทำอะไร ไม่อยากยุ่งกับใคร” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ธรรมะสามารถศึกษาให้เข้าใจได้ดี
: อย่าใช้วิธีเข้าใจเอาเอง
#บาลีวันละคำ (5,111)
10-6-69
…………………………….
…………………………….
