บาลีวันละคำ

คาถาหนึ่งบท – คาถาหนึ่งบาท (บาลีวันละคำ 5,108)

คาถาหนึ่งบท – คาถาหนึ่งบาท

ต่างกันตรงไหน

ผู้เขียนบาลีวันละคำอ่านโพสต์ในเฟซบุ๊กที่ตั้งชื่อว่า “เรื่องเล่าในพระไตรปิฎก” พบข้อความตอนหนึ่งเขียนว่า –

…………..

… พระอัสสชิแสดงธรรมเพียงแค่บาทคาถาเดียว แต่ด้วยการตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้งทำให้อุปติสสะบรรลุธรรมทันที …

…………..

แถมข้อมูล:

พระอัสสชิ คือพระอัสสชิเถระ หนึ่งในจำนวนพระเถระกลุ่มปัญจวัคคีย์

อุปติสสะ คือพระสารีบุตร ซึ่งขณะนั้นเป็นนักบวชในลัทธิปริพาชก

…………..

คำว่า “บาทคาถาเดียว” เป็นเหตุให้ต้องเขียน “คาถาหนึ่งบท – คาถาหนึ่งบาท” เป็นบาลีวันละคำ

คำที่ควรทำความเข้าใจคือ “คาถา” “บท” และ “บาท” 

(๑) “คาถา” 

อ่านว่า คา-ถา รากศัพท์มาจาก คา (ธาตุ = ส่งเสียง) + ถ ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: คา + ถ = คาถ + อา = คาถา แปลตามศัพท์ว่า “วาจาอันเขาขับร้อง” หมายถึง คำกลอน, โศลก, คำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง (a verse, stanza, line of poetry)

ในภาษาบาลี คำว่า “คาถา” หมายถึงคำประพันธ์ประเภท “ร้อยกรอง” อย่างที่ภาษาไทยเรียกว่า กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ 

“คาถา” ในความหมายว่า “ร้อยกรอง” นี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ฉันท์”

“คาถา” แปลว่า “วาจาอันเขาขับร้อง” ความประสงค์ของการแต่งถ้อยคำให้เป็นคาถา ก็เพื่อจะได้ขับขานเป็นท่วงทำนองให้ชวนฟังกว่าการพูดธรรมดานั่นเอง

ในภาษาไทย คำว่า “คาถา” มักเข้าใจกันว่า เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เสกเป่าหรือร่ายมนต์ขลังให้เกิดเป็นอิทธิฤทธิ์บันดาลผลที่ต้องการ

เพื่อเสริมความเข้าใจที่ถูกต้อง โปรดดูความหมายของ “คาถา” ในสันสกฤต

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า – 

(สะกดตามต้นฉบับ) 

“คาถา : (คำนาม) ‘คาถา,’ กวิตา, คำประพันธ์; โศลก; ฉันทัส, คำฉันท์, พฤตต์; ดาล; เพลง, คำว่า ‘คีต, คีติ, รพ, ราพ, รวะ, ราวะ, เคยะ, คานะ’ ก็มีนัยอย่างเดียวกัน; ประกฤตหรือภาษาใดภาษาหนึ่งซึ่งมิใช่สํสกฤต; ชื่อของอารยาฉันท์ (คำประพันธ์ซึ่งมีหกสิบอักษรมาตรา, จัดไว้ต่างๆ กัน); a verse; a stanza, metre; rhythm; a song, a chant; Prākrit or any language not Sanskrit; the name of the Āryā metre (a verse which contains sixty syllabic instants, variously arranged).”

จะเห็นว่า “คาถา” ในสันสกฤตก็ไม่มีความหมายไปในทางคำเสกเป่าเพื่อเกิดความขลังศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใด

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

(1) คาถา ๑ : (คำนาม) คำประพันธ์ประเภทร้อยกรองในภาษาบาลี, อัตราของฉันท์ คือ ๔ บาท เรียกว่า คาถาหนึ่ง; ชื่อคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา เป็น ๑ ใน ๙ ส่วนของคัมภีร์นวังคสัตถุศาสน์. (ป.).

(2) คาถา ๒, คาถาอาคม : (คำนาม) คําเสกที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์.

เหตุที่ “คาถา” ในภาษาไทยความหมายเคลื่อนที่ไปจากเดิมน่าจะเป็นเพราะคนไทยนับถือภาษาบาลีว่าเป็นคำพระ เมื่อเห็นคำสอนที่แต่งเป็น “คาถา” มีความหมายในทางดี จึงน้อมมาเป็นกำลังใจ เดิมก็คงเอามาท่องบ่นด้วยความพอใจในความหมายด้วยความรู้ความเข้าใจ แต่เมื่อนานเข้าก็ทิ้งความเข้าใจในหลักคำสอนที่มีอยู่ในถ้อยคำอันเป็น “คาถา” นั้น ๆ คงยึดถือแต่เพียงถ้อยคำหรือเสียงโดยเชื่อว่าเมื่อท่องบ่นแล้วจะเกิดผลดลบันดาลให้สำเร็จในทางนั้น ๆ คำว่า “คาถา” จึงกลายความหมายเป็นคำขลังศักดิ์สิทธิ์ไปในที่สุด

(๒) “บท” 

บาลีเป็น “ปท” อ่านว่า ปะ-ทะ รากศัพท์มาจาก ปทฺ (ธาตุ = บรรลุ, ถึง) + อ (อะ) ปัจจัย

: ปทฺ + อ = ปท (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “สภาวะอันพระอริยะบรรลุ” = นิพพาน (2) “สิ่งเป็นเหตุเป็นไปแห่งผล” = เหตุ, เค้ามูล, ปัจจัย (3) “อวัยวะเป็นเครื่องเดินไป” = เท้า

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ปท” ดังนี้ –

(1) foot (เท้า)

(2) step, footstep, track (การก้าว, รอยเท้า, ทาง)

(3) way, path (หนทาง, ช่องทาง)

(4) position, place (ตำแหน่ง, สถานที่) 

(5) case, lot, principle, part, constituent, characteristic, ingredient, item, thing, element (กรณี, โชคชะตา, หลักการ, ส่วน, องค์ประกอบ, ลักษณะ, ส่วนประกอบ, รายการ, สิ่งของ, มูลฐาน)

(6) a word, verse [or a quarter of a verse], stanza, line, sentence (คำ, ฉันท์ [หรือหนึ่งในสี่ของฉันท์], โศลก, บท, ประโยค)

ในที่นี้ “ปท” ใช้ในความหมายตามข้อ (6)

“ปท” ในภาษาไทยมักใช้ทับศัพท์ว่า “บท” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “บท” ในภาษาไทยไว้ดังนี้ –

(1) ข้อความเรื่องหนึ่ง ๆ หรือตอนหนึ่ง ๆ เช่น บทที่ ๑ บทที่ ๒.

(2) กำหนดคำประพันธ์ที่ลงความตอนหนึ่ง ๆ เช่น โคลง ๔ สุภาพ ๔ บาท เป็น ๑ บท

(3) คำที่ตัวละครพูด เช่น บอกบท.

(4) คำประพันธ์ที่เขียนขึ้นสำหรับเล่นละคร มีทั้งบทร้องและบทเจรจา เช่น บอกบท เขียนบท.

(5) คราว, ตอน, ในคำเช่น บทจะทำก็ทำกันใหญ่ บทจะไปก็ไปเฉย ๆ บทจะตายก็ตายง่ายเหลือเกิน.

(๓) “บาท” 

บาลีเป็น “ปาท” อ่านว่า ปา-ทะ รากศัพท์มาจาก ปท (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, “ทีฆะต้นธาตุ” คือ อะ ที่ ป-(ทฺ) เป็น อา (ปทฺ > ปาท)

: ปทฺ + ณ = ปทณ > ปท > ปาท (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องดำเนินไป” 

“ปาท” ในบาลีใช้ในความหมาย ดังนี้ – 

(1) เท้า (the foot)

(2) เชิงเขาหรือส่วนล่างของภูเขา (foot or base of a mountain)

(3) ส่วนหนึ่งในสี่ของคำร้อยกรองหนึ่งบท (ซึ่งตามปกติมีบทละ 4 บาท) (the fourth part of a verse)

(4) เหรียญที่ใช้ในการซื้อขาย (a coin)

ในที่นี้ “ปาท” ใช้ในความหมายตามข้อ (3) 

“ปาท” ในภาษาไทยใช้เป็น “บาท” (บาด)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “บาท” ไว้ดังนี้ –

(1) ตีน, เท้า, เช่น ทวิบาท จตุบาท, ราชาศัพท์ว่า พระบาท.

(2) มาตราเงินตามวิธีประเพณี ๑๐๐ สตางค์ หรือ ๔ สลึง เท่ากับ ๑ บาท.

(3) ชื่อมาตราชั่งตามวิธีประเพณี สำหรับกำหนดน้ำหนักเท่ากับเงินหนัก ๑๕ กรัม.

(4) ส่วนหนึ่งของบทแห่งคำประพันธ์ เช่น โคลง ๔ สุภาพ บทหนึ่งมี ๔ บาท.

(5) ช่วงเวลาเท่ากับ ๑ ใน ๑๐ ของชั่วโมง เท่ากับ ๖ นาที.

ในที่นี้ “บาท” ใช้ในความหมายตามข้อ (4) = ส่วนหนึ่งของบทแห่งคำประพันธ์ 

ขยายความ : 

เกณฑ์มาตรฐานของคาถาในภาษาบาลีคือ “4 บาท เป็น 1 บท”

อย่างไรเรียกว่า “บาท”?

“บาท” คือข้อความท่อนหนึ่ง มีจำนวนพยางค์หรือคำ (คือเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง) ตามกฎเกณฑ์ของคาถาแต่ละชนิด เช่น: 

– คาถาชื่อปัฐยาวัต หรือปัฐยาวัตฉันท์ กำหนดให้มีบาทละ 8 พยางค์ 

– คาถาชื่ออินทรวิเชียร (อินทรวิเชียรฉันท์) กำหนดให้มีบาทละ 11 พยางค์

– คาถาชื่อวสันตดิลก (วสันตดิลกฉันท์) กำหนดให้มีบาทละ 14 พยางค์

นอกจากกำหนดด้วยจำนวนพยางค์แล้ว ยังกำหนดพยางค์ที่เป็นครุ-ลหุ คือเสียงหนักเสียงเบา (หรือสระเสียงสั้น-สระเสียงยาว) ซึ่งเรียกว่า “คณะ” อีกด้วย เข้าใจง่าย ๆ ว่า พยางค์ลำดับที่เท่าไรในแต่ละบาทจะต้องเป็นครุหรือต้องเป็นลหุ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของคาถาแต่ละชนิด ทำนองเดียวกับกาพย์กลอนของไทยที่กำหนดว่าคำไหนต้องสัมผัสกับคำไหน 

ตัวอย่างคาถาหรือฉันท์ 1 บท ในภาษาบาลี เช่นปัฐยาวัตฉันท์ มีบาทละ 8 พยางค์ –

…………..

อนิจฺจา  วต  สงฺขารา

อุปฺปาทวยธมฺมิโน

อุปฺปชฺชิตฺวา  นิรุชฺฌนฺติ

เตสํ  วูปสโม  สุโข.

เขียนแบบคำอ่านเพื่อให้นับจำนวนพยางค์

อะ-นิจ-จา  วะ-ตะ  สัง-ขา-รา

อุป-ปา-ทะ-วะ-ยะ-ธัม-มิ-โน

อุป-ปัชฺ-ชิต๎-วา  นิ-รุช-ฌันฺ-ติ

เต-สัง  วู-ปะ-สะ-โม  สุ-โข.

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 147

…………..

จะเห็นได้ว่า “4 บาท” คือ –

บาทที่ 1-อนิจฺจา  วต  สงฺขารา = คาถา 1 บาท (ไม่ใช่ 1 บท)

บาทที่ 2-อุปฺปาทวยธมฺมิโน = คาถา 1 บาท (ไม่ใช่ 1 บท)

บาทที่ 3-อุปฺปชฺชิตฺวา  นิรุชฺฌนฺติ = คาถา 1 บาท (ไม่ใช่ 1 บท)

บาทที่ 4-เตสํ  วูปสโม  สุโข. = คาถา 1 บาท (ไม่ใช่ 1 บท)

เมื่ออ้างถึงคาถาแต่ละบาท เรียกตามคำบาลีว่า “บาทคาถา” เช่น –

“บาทคาถาว่า อนิจฺจา  วต  สงฺขารา” และหมายถึงเฉพาะคาถาบาทนี้บาทเดียว ไม่รวมถึงบาทอื่น

รวมคาถา 4 บาทเข้าด้วยกัน คือ –

อนิจฺจา  วต  สงฺขารา

อุปฺปาทวยธมฺมิโน

อุปฺปชฺชิตฺวา  นิรุชฺฌนฺติ

เตสํ  วูปสโม  สุโข.

เป็นคาถา 1 บท (1 บท ไม่ใช่ 1 บาท)

…………..

จะเห็นได้ว่า คำว่า “บาทคาถาเดียว” ตามโพสต์ที่อ้างถึงข้างต้น ถ้าตั้งใจใช้คำแบบนี้ ก็ต้องหมายถึง “คาถา 1 บาท” ไม่ใช่ “คาถา 1 บท” 

แต่ข้อเท็จจริง ธรรมหรือข้อความที่พระอัสสชิแสดงแก่อุปติสสะเป็น “คาถา 1 บท” ไม่ใช่ “บาทคาถาเดียว” 

คาถา 1 บทที่พระอัสสชิแสดงแก่อุปติสสะมีข้อความดังนี้ –

…………..

เขียนแบบบาลี:

เย  ธมฺมา  เหตุปฺปภวา

เตสํ  เหตุํ  ตถาคโต

เตสญฺจ  โย  นิโรโธ  จ

เอวํวาที  มหาสมโณ  ฯ

…………..

เขียนแบบคำอ่าน:

เย  ธัมมา  เหตุปปะภะวา

เตสัง  เหตุง  ตะถาคะโต

เตสัญจะ  โย  นิโรโธ  จะ

เอวังวาที  มะหาสะมะโณ  ฯ

…………..

คำแปล:

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ

พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

ทรงแสดงความดับ และปฏิปทาเครื่องดำเนินถึง-

ความดับแห่งธรรมเหล่านั้น

พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้

ที่มา: มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 4 ข้อ 65

…………..

พระไตรปิฎก

https://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=4&item=65&items=1

…………..

อรรถกถาธรรมบท

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=8

…………..

หมายเหตุ :

อรรถกถาธรรมบทบอกว่า –

…………..

ปริพฺพาชโก  ปฐมปททฺวยเมว  สุตฺวา  สหสฺสนยสมฺปนฺเน  โสตาปตฺติผเล  ปติฏฺฐหิ.  อิตรํ  ปททฺวยํ  โสตาปนฺนกาเล  นิฏฺฐาเปสิ.

ปริพาชกฟัง 2 บทแรกเท่านั้นก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลอันพร้อมด้วยพันนัย. พระอัสสชิเถระกล่าวอีก 2 บทจบลงในเวลาที่ปริพาชกเป็นโสดาบัน

ที่มา: สัญชยวัตถุ ธัมมปทัฏฐกถา ภาค 1 หน้า 84

…………..

ถ้าถือตามนี้ อุปติสสะฟัง 2 บาทคาถาจึงบรรลุธรรม ไม่ใช่ “บาทคาถาเดียว” แต่ลงท้ายท่านก็ยืนยันว่า อุปติสสะเป็นโสดาบันเมื่อจบคาถาทั้ง 4 บาท คือฟังจบทั้งบท ไม่ใช่ฟังแค่ “บาทคาถาเดียว”

เมื่อจะกล่าวโดยรวมแล้ว ควรจะบอกว่า อุปติสสะฟังเพียงคาถาบทเดียว (บทเดียว ไม่ใช่บาทเดียว) ก็ได้บรรลุธรรม แต่ไม่ใช่ฟังแค่ “บาทคาถาเดียว”

ผู้นำเรื่องมาเขียนบอกเล่าควรต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า: 

– “คาถา” คืออะไร

– คาถาบทเดียว คือข้อความแค่ไหน

– คาถาบาทเดียว หรือ “บาทคาถาเดียว” คือข้อความแค่ไหน

– คำว่า “บท” และ “บาท” เมื่อกล่าวถึงคาถา หมายถึงอะไร และต่างกันอย่างไร

แต่ที่สำคัญมากก็คือ อย่าเข้าใจเอาเองว่า คำว่า “บท” และ “บาท” เมื่อกล่าวถึงคาถา มีความหมายเหมือนกัน ใช้คำไหนก็ได้ ไม่ผิด

เข้าใจอย่างนี้คือ เข้าใจผิด

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ห้ามคนอย่าให้พูดเพี้ยนเขียนผิดไม่ได้

: แต่หาความรู้เพื่อเข้าใจให้ถูกต้องได้

#บาลีวันละคำ (5,108) 

7-6-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *