คนละเรื่องเดียวกัน

คนละเรื่องเดียวกัน
—————–
ดูประวัติวันเด็กแห่งชาติก็ได้ทราบว่ามีมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ เด็กที่ไปเที่ยวงานวันเด็กตั้งแต่สมัยนั้น เวลานี้คงมีอายุเกิน ๖๐ ถ้ารับราชการก็ปลดเกษียณกันไปหมดแล้ว
อ่านพบในที่แห่งหนึ่ง แสดงวัตถุประสงค์ของการกำหนดให้มีวันเด็กแห่งชาติไว้ว่า –
…………………………………………………
เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก
เพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ
เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม
เพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กเป็นกำลังของชาติ
…………………………………………………
ดูรูปแบบการจัดงานวันเด็กแล้ว ก็ยังสงสัยอยู่ว่าสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ได้มากน้อยแค่ไหน
เท่าที่เห็นทำกันอยู่ วันเด็กแต่ละปีก็คือวันที่พาเด็กไปดู ไปเห็น ไปเล่นสนุก ไปกินของอร่อย ๆ ไปรับของแจก – ผมเห็นว่ามีเท่านี้เท่านั้น
พ้นวันเด็กไปแล้วเราก็ไม่ได้พูดถึงเด็กกันอีกจนกว่าจะถึงวันเด็กปีต่อไป
ไม่เคยมีรัฐบาลไหนประกาศนโยบายว่าจะอบรมบ่มเพาะปลูกฝังสั่งสอนลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์อะไรบ้างลงไปในชีวิตจิตใจของเด็กไทยอย่างจริงจังต่อเนื่องยาวนาน
ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารบ้านเมืองที่เข้ามาด้วยวิธีการอย่างไร เป็นเหมือนกันหมดทุกชุดทุกคณะ-คือไม่มีนโยบายที่จะสร้างเด็กไทยให้มีคุณภาพตามที่ประเทศชาติต้องการ
………………………
เรื่องวันเด็กนี่ ที่ผมเห็นว่าตลกสุด ๆ ก็คือ จากเจตนารมณ์ดั้งเดิม-เพื่อให้สังคมสนใจเด็ก เห็นความสำคัญของเด็ก กลายเป็นว่าวันเด็กทุกวันนี้คือวันที่ผู้ใหญ่เอารูปสมัยที่ตนเป็นเด็กมาอวดกัน เอาเรื่องสมัยที่ตนเป็นเด็กมาเล่าสู่กันฟังอย่างครึกครื้น
วันเด็กกลายเป็นวันที่ผู้ใหญ่หวนระลึกถึงวัยเด็กของตน
แต่ไม่มีใครคิดจะทำอะไรกับเด็กไทยที่ยังเป็นเด็กอยู่ในวันนี้
ตลกไหม?
………………………
จากการที่เรากำหนดให้มีวันนั่นวันนี่ สิ่งหนึ่งที่เกิดตามมาและกลายเป็นค่านิยมก็คือ การให้ความสำคัญแก่บุคคลนั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ เฉพาะวันนั้นวันเดียว
วันพ่อ วันแม่ วันครู วันเด็ก วันภาษาไทย ฯลฯ เราก็พูดถึงพ่อ ถึงแม่ ถึงครู ถึงเด็ก ถึงภาษาไทย ฯลฯ เฉพาะวันนั้นวันเดียว พอพ้นวันนั้นไปแล้ว ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงความสำคัญของเรื่องนั้น ๆ อีกจนกว่าจะถึงวันนั้นในปีต่อไปจึงจะพูดกันอีก แล้วก็พูดกันวันเดียวอีกเหมือนเดิม
ถ้ายังไม่ถึงวันนั้นหรือเลยวันนั้นมาแล้ว ใครพูดถึงเรื่องนั้น ก็มักจะถูกมองว่าไม่รู้จักกาลเทศะ
อย่างที่ผมกำลังยกเรื่องวันเด็กมาพูดอยู่นี้ ก็คงมีคนกำลังคิดว่า คุณปู่ละเมอไปหรือเปล่า เลยวันเด็กมาตั้งนานแล้ว เอาเรื่องเด็กมาพูดทำไม
คิดกันอย่างนี้ใช่ไหมครับ?
………………………
เวลานี้ ค่านิยม “พูดถึงเรื่องนั้นเฉพาะวันเดียว” ลามไปหมดทุกเรื่อง
เรื่องที่ผมตั้งใจจะยกมาเทียบให้เห็นว่าเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ก็คือเรื่องโอวาทปาติโมกข์
วันเด็กกับโอวาทปาติโมกข์เป็นคนละเรื่องกัน
แต่วันเด็กกับโอวาทปาติโมกข์เป็นเรื่องเดียวกัน-ตรงที่-เรากำลังให้ค่านิยมเหมือนกันคือ พูดถึงกันแค่วันเดียวเหมือนกัน
อย่างที่ผมกำลังยกเรื่องโอวาทปาติโมกข์มาพูดอยู่นี้ ก็คงมีคนกำลังคิดว่า คุณปู่ละเมอไปหรือเปล่า เลยวันมาฆบูชามาแล้ว เอาเรื่องโอวาทปาติโมกข์มาพูดทำไม
คิดกันอย่างนี้ใช่ไหมครับ?
………………………
โอวาทปาติโมกข์นั้น เราให้ค่านิยมที่เบี่ยงเบน ซึ่งผมเรียกว่าเป็นการหลงทางถึง ๓ หลงด้วยกัน
หลงที่ ๑ เราเอาโอวาทปาติโมกข์ไปผูกติดกับวันมาฆบูชา ทั้ง ๆ ที่กำเนิดของโอวาทปาติโมกข์นั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมาฆบูชาแต่ประการใดเลย
โอวาทปาติโมกข์มีอยู่แล้ว
มาฆบูชามาทีหลัง
ผลจากการหลงเรื่องนี้ก็คือ เราจะพูดถึงโอวาทปาติโมกข์ก็เฉพาะเมื่อถึงวันมาฆบูชาและพูดกันแค่วันเดียวเท่านั้น
เศร้าไหม?
หลงที่ ๒ โอวาทปาติโมกข์มีหลักธรรมทั้งหมด ๑๓ ข้อ แต่เราเอามาพูดกันแค่ ๓ ข้อ (ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำใจให้ผ่องใส)
ผลจากการหลงเรื่องนี้ก็คือ ทุกวันนี้คนทั้งหลายพากันเข้าใจว่า โอวาทปาติโมกข์มีแค่ ๓ ข้อเท่านั้น
และที่น่าเจ็บปวดที่สุดก็คือ ทั้งท่านที่เรียนนักธรรม ทั้งท่านที่เรียนบาลี ซึ่งควรจะรู้เรื่องโอวาทปาติโมกข์ดีที่สุด ก็ไม่มีใครเลยที่ออกมาทักท้วงบอกกล่าวให้รู้ความจริง พากันนิ่งเงียบไปหมดสิ้น เท่ากับยอมรับว่า โอวาทปาติโมกข์มี ๓ ข้อเป็นการถูกต้องแล้ว!
เศร้าไหม?
หลงที่ ๓ โอวาทปาติโมกข์เป็นหลักธรรมที่แสดงให้เห็น “ตัวพระพุทธศาสนา” ที่ถูกต้องชัดเจน จึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญที่สุด แต่เรายกเอามาพูดกันปีละครั้งเดียวคือในวันมาฆบูชาเท่านั้น
ก่อนวันมาฆบูชา ใครพูดถึงโอวาทปาติโมกข์ ถูกมองว่าไม่รู้จักกาลเทศะ
หลังวันมาฆบูชา ใครพูดถึงโอวาทปาติโมกข์ ถูกมองว่าไม่รู้จักกาลเทศะ
ผลจากการหลงเรื่องนี้ก็คือ หลักธรรมที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาเรายกมาบอกกล่าวกันแค่ปีละหนึ่งครั้ง ซ้ำยังบอกไม่ครบอีกต่างหาก
หลักธรรมที่สำคัญที่สุดกลายเป็นหลักธรรมที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด
และผู้บริหารการพระศาสนาของเราก็ไม่เคยเดือดร้อนในเรื่องนี้เลย
เศร้าไหม?
………………………
เพื่อเป็นการเผยแพร่หลักธรรมที่เรียกว่า “โอวาทปาติโมกข์” ให้เป็นที่รับรู้กันให้ครบถ้วน ขอนำโอวาทปาติโมกข์ทั้ง ๑๓ ข้อมาเสนอไว้ในที่นี้ดังต่อไปนี้ –
…………………………………………………
(๑) ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง
(๒) นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพานเป็นบรมธรรม
(๓) น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต
(๔) สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต.
ผู้เบียดเบียนคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
(๕) สพฺพปาปสฺส อกรณํ
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง
(๖) กุสลสฺสูปสมฺปทา
การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม
(๗) สจิตฺตปริโยทปนํ
การทำจิตของตนให้ผ่องใส
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ.
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
(๘ ) อนูปวาโท
การไม่กล่าวร้าย
(๙) อนูปฆาโต
การไม่ทำร้าย
(๑๐) ปาติโมกฺเข จ สํวโร
ความสำรวมในปาติโมกข์
(๑๑) มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร
(๑๒) ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
ที่นั่งที่นอนอันสงัด
(๑๓) อธิจิตฺเต จ อาโยโค
ความเพียรในอธิจิต
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ.
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
…………………………………………………
ที่มา:
– มหาปทานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๕๔ (ขนฺตี ปรมํ ขึ้นก่อน)
– พุทธวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๒๔ (สพฺพปาปสฺส ขึ้นก่อน)
…………………………………………………
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๕ มีนาคม ๒๕๖๙
๑๘:๑๕
…………………………………………………
…………………………………………………
