บาลีวันละคำ

ฉัตราติฉัตร (บาลีวันละคำ 5,074)

ฉัตราติฉัตร

ไม่มีในภาษาไทย แต่มีใช้ในบาลี

อ่านว่า ฉัด-ตฺรา-ติ-ฉัด

“ฉัตราติฉัตร” เขียนแบบบาลีเป็น “ฉตฺตาติฉตฺต” อ่านว่า ฉัด-ตา-ติ-ฉัด-ตะ แยกศัพท์เป็น ฉตฺต + อติฉตฺต 

(๑) “ฉตฺต” 

อ่านว่า ฉัด-ตะ รากศัพท์มาจาก ฉทฺ (ธาตุ = ห้าม, กัน, มุง) + ต ปัจจัย, ซ้อน ตฺ ระหว่างธาตุกับปัจจัย (ฉทฺ + ตฺ + ต), ลบ ทฺ ที่สุดธาตุ 

: ฉทฺ + ตฺ + ต = ฉทฺตฺต > ฉตฺต (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่กันแสงแดด” หมายถึง ฉัตร, ร่ม

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ฉตฺต” ว่า a sunshade, a canopy (ร่ม, ที่บังแดด, ฉัตร)

ที่คำแปลว่า a sunshade พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ขยายความไว้ว่า “parasol” would be misleading. The handle of a chatta is affixed at the circumference, not at the centre as it is in a parasol (ถ้าเรียก “ร่มกันแดด” ก็จะทำให้เข้าใจผิด. ด้ามฉัตรติดไว้ที่ขอบของฉัตร, ไม่ใช่ตรงกลางเหมือนร่มกันแดด)

คำขยายความที่ว่า “ด้ามฉัตรติดไว้ที่ขอบของฉัตร, ไม่ใช่ตรงกลางเหมือนร่มกันแดด” น่าจะไม่ใช่ “ฉัตร” ที่เราคุ้นกัน แต่จะเป็นฉัตรแบบไหน พึงศึกษาตรวจสอบกันต่อไป

บาลี “ฉตฺต” สันสกฤตเป็น “ฉตฺร” 

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –

(สะกดตามต้นฉบับ)

“ฉตฺร : (คำนาม) ‘ฉัตร,’ ร่ม; ต้นฉัตราชนิดหนึ่ง; เมล็ดฉัตราหรือธานี; เห็ด; เมล็ดสาเลย; a parasol, parapluie, or umbrella; a kind of fennel; coriander seed; a mushroom; anise.”

ภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “ฉัตร” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“ฉัตร ๑, ฉัตร- : (คำนาม) เครื่องสูงชนิดหนึ่ง มีรูปคล้ายร่มที่ซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ชั้นบนมีขนาดเล็กกว่า ชั้นล่างลดหลั่นกันไปโดยลําดับ สําหรับแขวน ปัก ตั้ง หรือเชิญเข้ากระบวนแห่เป็นเกียรติยศ. (ส. ฉตฺร; ป. ฉตฺต ว่า ร่ม); ส่วนที่ต่อจากปุ่มฆ้องเป็นฐานแผ่ออกไปแล้วงองุ้มลงมาเป็นขอบโดยรอบอย่างฉัตร; ชื่อดาวฤกษ์อารทรา.”

“ฉตฺต” หรือ “ฉัตร” ในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ มักเรียกเป็น “เศวตฉัตร” เรียกอย่างเต็มยศว่า “พระมหาเศวตฉัตร”

(๒) “อติฉตฺต” 

อ่านว่า อะ-ติ-ฉัด-ตะ แยกศัพท์เป็น อติ + ฉตฺต 

(ก) “อติ” อ่านว่า อะ-ติ เป็นคำจำพวกที่เรียกว่า “อุปสรรค”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “อุปสรรค” ไว้ว่า – 

“อุปสรรค : (คำนาม) เครื่องขัดข้อง, ความขัดข้อง, เครื่องขัดขวาง. (ส. อุปสรฺค; ป. อุปสคฺค); คำสำหรับใช้เติมข้างหน้าคำนามหรือคำกริยาที่เป็นรูปคำบาลีหรือสันสกฤตให้มีความหมายแผกเพี้ยนไปจากเดิม หรือมีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิมเป็นต้น และถือเป็นคำเดียวกับคำนามหรือคำกริยานั้น เพราะตามปรกติจะไม่ใช้ตามลำพัง เช่น วัฒน์ = เจริญ อภิวัฒน์ = เจริญยิ่ง ปักษ์ = ฝ่ายปฏิปักษ์ = ฝ่ายตรงข้าม, ข้าศึก, ศัตรู.”

นักเรียนบาลีท่องจำคำแปลของ “อติ” ว่า “อติ : ยิ่ง, เกิน, ล่วง”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกความหมายทั่วไปของ “อติ ว่า –

(1) “up to and beyond” (“ยิ่ง และล่วง”)

(2) in excess, extremely, very (ล่วง, ยิ่ง, มาก, เกินไป)

(ข) “ฉตฺต” ดูข้างต้น

อติ + ฉตฺต = อติฉตฺต (อะ-ติ-ฉัด-ตะ) แปลว่า “ฉัตรยิ่ง” หรือ “ฉัตรเกิน” หมายถึง ฉัตรหรือร่มที่กางซ้อนกันขึ้นไป

ฉตฺต + อติฉตฺต = ฉตฺตาติฉตฺต (ฉัด-ตา-ติ-ฉัด-ตะ) แปลว่า “ฉัตรยิ่งกว่าฉัตร” หรือ “ฉัตรซ้อนฉัตร” หมายถึง ฉัตรที่ซ้อนกันขึ้นไปหลายชั้น อย่างที่เราคุ้นกัน เช่น ฉัตรสามชั้น ฉัตรห้าชั้น ฉัตรเจ็ดชั้น ฉัตรเก้าชั้น ฉัตรเหล่านี้แหละคำบาลีเรียกว่า “ฉตฺตาติฉตฺต” 

“ฉตฺตาติฉตฺต” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ฉัตราติฉัตร”

คำว่า “ฉัตราติฉัตร” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 และน่าจะไม่มีใครรู้จัก จึงขอฝากไว้ในวงวรรณอีกคำหนึ่ง

ขยายความ : 

คำว่า “ฉตฺตาติฉตฺต” (ฉัตราติฉัตร) มีใช้ในคัมภีร์บาลีหลายแห่ง ขอยกมาแห่งหนึ่งคือคัมภีร์ปรมัตถโชติกา อรรถกถาคัมภีร์สุตตนิบาต ตอนอธิบายรัตนสูตร

อรรถกถาเล่าว่า คราวหนึ่ง ที่เมืองเวสาลี ได้เกิดทุพภิกขภัยใหญ่ ผู้คนล้มตาย ซากศพเกลื่อนเมือง พวกอมนุษย์ก็เข้ามา แถมอหิวาตกโรคซ้ำอีก ในที่สุด กษัตริย์ลิจฉวีตกลงไปอาราธนาพระพุทธเจ้า ซึ่งเวลานั้นประทับที่เมืองราชคฤห์ (ยังอยู่ในรัชกาลของพระเจ้าพิมพิสาร) ขอให้เสด็จมา พระพุทธองค์ประทับเรือเสด็จมา เมื่อถึงเขตแดน พอย่างพระบาทลงทรงเหยียบฝั่งแม่น้ำคงคา ฝนโบกขรพรรษก็ตกลงมาจนน้ำท่วม พัดพาซากศพลอยลงแม่น้ำคงคาไปหมด และเมื่อเสด็จถึงเมืองเวสาลี ท้าวสักกะและประดาเทพก็มาชุมนุมรับเสด็จ เป็นเหตุให้พวกอมนุษย์หวาดกลัว พากันหนีไป 

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรตนสูตรให้พระอานนท์เรียนและเดินทำปริตรไปในระหว่างกำแพงเมืองทั้ง 3 ชั้น พระอานนท์เรียนรตนสูตรนั้นแล้วสวดเพื่อเป็นปริตร คือเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน พร้อมทั้งถือบาตรของพระพุทธเจ้าใส่น้ำเดินพรมไปทั่วทั้งเมือง 

เป็นอันว่า ทั้งภัยแล้ง ภัยอมนุษย์ และภัยจากโรค ก็สงบสิ้นไป เมืองเวสาลีกลับคืนสู่สภาพปกติ

การต้อนรับพระพุทธองค์ในคราวนั้น อรรถกถาบรรยายว่า พื้นที่ 8 โยชน์จากสองฝั่งแม่คงคา คือฝั่งหนึ่งของแคว้นมคธ อีกฝั่งหนึ่งของแคว้นวัชชี ได้รับการปรับแต่งจนราบรื่น โรยทรายและลาดด้วยดอกไม้ตลอดเส้นทาง น้ำในแม่คงคาระยะยาวโยชน์หนึ่งดาษดาไปด้วยดอกปทุมนานาพรรณ เทวดาทั้งหลายยกฉัตราติฉัตรขึ้นไปถึงชั้นอกนิษฐภพบูชาถวายพระพุทธองค์

พระภิกษุนำเรื่องนี้มาสนทนากันว่า การบูชาอย่างมโหฬารนี้เกิดด้วยพุทธานุภาพ แต่พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า มิได้เกิดด้วยพุทธานุภาพ หากแต่เกิดด้วยอานุภาพของบุญกรรมเพียงเล็กน้อยด้อยราคาที่พระองค์ทรงกระทำไว้ในอดีตชาติ กล่าวคือ ชาติหนึ่งพระองค์ทรงบูชาสถูปพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยการถอนหญ้าที่ลานสถูป ขนทรายมาเกลี่ย ประพรมด้วยน้ำจากคนโท เก็บดอกไม้ป่ามารายเรียง เอาผ้าห่มผูกไม้ยกขึ้นต่างธง ถวายร่มกั้นไว้บนยอดสถูป

จะเห็นได้ว่า บุญดังว่านี้เป็นบุญธรรมดา ๆ ไม่ได้วิเศษยิ่งใหญ่ เป็นบุญที่คนธรรมดา ๆ ทั่วไปสามารถทำได้

พระพุทธทรงจำแนกผลบุญให้เห็นดังนี้ –

– สองฝั่งแม่คงคาได้รับการปรับแต่งจนราบรื่น เป็นผลแห่งบุญคือการถอนหญ้าที่ลานสถูป

– ตลอดเส้นทางโรยทรายราบเรียบ เป็นผลแห่งบุญคือการขนทรายมาโรย

– น้ำในแม่คงคายาวโยชน์หนึ่งดาษดาไปด้วยดอกปทุมนานาพรรณ และตลอดเส้นทางลาดด้วยดอกไม้ เป็นผลแห่งบุญคือการเก็บดอกไม้ป่ามารายเรียง

– ฝนโบกขรพรรษก็ตกลงมา เป็นผลแห่งบุญคือการประพรมด้วยน้ำจากคนโท

– เทวดาทั้งหลายยกฉัตราติฉัตรขึ้นไปถึงชั้นอกนิษฐภพ เป็นผลแห่งบุญคือการเอาผ้าห่มผูกไม้ยกขึ้นต่างธง ถวายร่มกั้นไว้บนยอดสถูป

ที่มา: ปรมัตถโชติกา ภาค 2 อรรถกถาคัมภีร์สุตตนิบาต หน้า 60

…………..

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ลิงก์นี้

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=314

…………..

อรรถกถารัตนสูตรลงท้ายด้วยคาถาธรรมบท ดังนี้ –

…………..

มตฺตาสุขปริจฺจาคา 

ปสฺเส  เจ  วิปุลํ  สุขํ 

จเช  มตฺตาสุขํ  ธีโร 

สมฺปสฺสํ  วิปุลํ  สุขํ  ฯ

ถ้าเห็นว่า จะได้สุขอันยิ่งใหญ่ 

ด้วยการสละสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ 

นักปราชญ์ก็ควรสละสุขเล็กน้อย 

เพื่อเห็นแก่สุขอันยิ่งใหญ่ 

If fy giving up a slight happiness 

One may behold a greater one, 

Let the wise man renounce the lesser, 

Having regard to the greater.

ที่มา:

– ภาษาบาลี ปกิณกวรรค ธรรมบท ขุทกนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 31

– ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พุทธวจนะในธรรมบท โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ทำบุญน้อย ไม่ได้แปลว่าได้ผลน้อย

: ทำบุญมาก ก็ไม่ได้แปลว่าต้องได้ผลมาก

: เงื่อนไขแห่งผลบุญไม่ได้อยู่ที่ขนาดของบุญที่ทำ

: แต่อยู่ที่คุณภาพของใจที่ทำ

#บาลีวันละคำ (5,074) 

4-5-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *