คำถามที่ผมอยากตอบ

คำถามที่ผมอยากตอบ (๓)
————————-
ตอนก่อนได้พูดกันแล้วว่า อ่านพระไตรปิฎก คือทำอะไร ทำอย่างไร ทำทำไม
ตอนนี้จะได้พูดกันให้รู้เรื่องว่า เรียนบาลี คือทำอะไร ทำอย่างไร ทำทำไม
“บาลี” เป็นภาษาชนิดหนึ่งในบรรดาภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันอยู่ในโลก
แต่แหล่งที่ใช้ภาษาบาลีมีอยู่แห่งเดียวในโลก คือพระไตรปิฎก
ไม่มีมนุษย์ที่ไหนในโลกที่ใช้ภาษาบาลีสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน
………………………
ทุกวันนี้ คนที่พูดภาษาชาติบ้านเมืองของตนอยู่เป็นปกติ แต่เรียนภาษาของชาติอื่นด้วย ถามว่าเรียนภาษาของชาติอื่นไปทำไม?
คำตอบที่เป็นสามัญเป็นที่ยอมรับทั่วไปก็คือ เรียนเพื่อใช้สื่อสาร คือพูดจากันกับคนชาติอื่นนั้น ขยายออกไปถึง-เพื่อใช้เป็นช่องทางหาความรู้ เช่นอ่านหนังสือ อ่านตำราที่เขียนเป็นภาษานั้น ๆ อ่านหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์เป็นภาษานั้น ๆ ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ที่ออกอากาศเป็นภาษานั้น ๆ เสพข่าวสารบันเทิงจากช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ที่ใช้ภาษานั้น ๆ
นี่คือความมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของการเรียนภาษาของชาติอื่น
ตัวอย่างเช่น เรียนภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้พูดกับฝรั่งรู้เรื่อง อ่านหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ดูหนังฟังเพลงที่เป็นภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ถ้าไปเมืองฝรั่งก็พูดจาสื่อสารกับฝรั่งได้สบาย อย่างนี้เป็นต้น
เรียนภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเยอรมัน ภาษาฮินดี ภาษาอะไร ๆ อีกร้อยแปด ก็มีความมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายแบบเดียวกันนี้ คือเพราะโลกนี้มีชุมชน มีสังคม มีชนชาติที่พูดภาษานั้น ๆ เราจึงเรียนภาษานั้น ๆ เพื่อประโยชน์ในทางสื่อสารกับคนที่ใช้ภาษานั้น ๆ
แล้วหวนมาที่ภาษาบาลี เราเรียนภาษาบาลีไปทำไม?
โลกนี้ไม่มีชุมชน สังคม หรือชนชาติที่พูดภาษาบาลีในชีวิตประจำวัน เราจะเอาภาษาบาลีไปสื่อสารกับใคร
โลกนี้ไม่มีตำรากฎหมาย ตำราประวัติศาสตร์ ตำราวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ที่เขียนเป็นภาษาบาลี เราจะเอาภาษาบาลีไปอ่านตำราอะไร
โลกนี้ไม่มีหนังสือพิมพ์ที่ออกเป็นภาษาบาลี เราจะเอาภาษาบาลีไปอ่านหนังสือพิมพ์อะไร
โลกนี้ไม่มีวิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ ที่ออกอากาศเป็นภาษาบาลี เราจะเอาภาษาบาลีไปฟังวิทยุ ไปดูโทรทัศน์ที่ไหน
ช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ที่แพร่หลายอยู่ในโลกไฮเทคทุกวันนี้ก็ไม่มีช่องทางไหนที่เผยแพร่เป็นภาษาบาลี เราจะเอาภาษาบาลีไปเสพข่าวสารบันเทิงจากที่ไหน
………………………
การที่บุรพาจารย์ของเราท่านกำหนดให้มีการเรียนบาลี จึงไม่ใช่เพื่อจะให้เอาไปใช้สื่อสารกับใคร เพราะมนุษย์ในเมืองไทยไม่ได้พูดภาษาบาลี และทุกวันนี้ไม่มีมนุษย์ชาติไหนในโลกพูดภาษาบาลีในชีวิตประจำวัน
ผู้นำของสังคมไทยมีศรัทธาสนับสนุนส่งเสริมการเรียนบาลีมาตลอดเวลาอันยาวนาน ให้ศักดิ์และสิทธิ์ด้วยประการต่าง ๆ แก่พระภิกษุสามเณรที่เรียนบาลีถึงขั้นที่กำหนด ก็ต้องเข้าให้ถึงเหตุผลที่ถูกต้องว่า-ทำไม?
คำตอบว่าเรียนบาลีไปทำไม สนับสนุนการเรียนบาลีไปทำไม ก็อยู่ตรงข้อเท็จจริงที่ว่า-แหล่งที่ใช้ภาษาบาลีมีอยู่แห่งเดียวในโลก คือพระไตรปิฎก-นั่นเอง
เพราะแหล่งที่ใช้ภาษาบาลีมีอยู่แห่งเดียวในโลกคือพระไตรปิฎก เป้าหมายของการเรียนบาลีจึงต้องอยู่ที่พระไตรปิฎก
ตอบชัด ๆ สั้น ๆ แต่จริงที่สุดชนิดปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ เรียนบาลีเพื่อเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก
นี่คือเป้าหมายที่ถูกต้องแท้จริงของการเรียนบาลี
………………………
พระไตรปิฎกคือแหล่งรวมหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ถ้าต้องการรู้จักหลักคำสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา ก็ต้องศึกษาพระไตรปิฎกซึ่งเป็นแหล่งรวมคำสอน
และศึกษาตัวพระไตรปิฎกโดยตรงเป็นเป้าหมายของโบราณาจารย์ของเรา ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องรู้บาลี
“ตัวพระไตรปิฎกโดยตรง” ในเวลานี้ที่พอจะเข้าใจได้ตรงกันมี ๒ แบบ คือ –
๑ แบบที่เป็นต้นฉบับภาษาบาลีโดยตรง
๒ แบบที่แปลมาจากภาษาบาลีอันเป็นภาษาต้นฉบับของพระไตรปิฎก
พูดสั้น ๆ พระไตรปิฎกบาลี กับพระไตรปิฎกแปล
พระไตรปิฎกแปล ในเมืองไทยของเราก็คือพระไตรปิฎกภาษาไทย จะเป็นฉบับหลวงหรือฉบับไหนก็ตาม แต่เป็นฉบับที่แปลเป็นไทยครบถ้วนตามต้นฉบับบาลี
เรียนพระไตรปิฎกจากฉบับแปลนั้น เหมาะสำหรับผู้ไม่รู้ภาษาบาลี มีผู้เรียนกันทั่วไป เรียนเป็นบางเรื่องบางตอนบางเล่มตามความสนใจก็มี เรียนตะลุยครบหมดทุกเล่มก็มี ที่เรียนจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นอาจารย์บรรยายพระไตรปิฎกก็มี
เนื่องจากพระไตรปิฎกมีในประเทศอื่น ๆ ด้วย คือประเทศไหนได้พระไตรปิฎกต้นฉบับที่เป็นภาษาบาลีไป ก็เอาไปแปลเป็นภาษาของประเทศนั้น เช่น พระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาพม่า พระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาสิงหล (ศรีลังกา) พระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น ใครรู้ภาษาไหนก็สามารถไปหาพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษานั้นมาศึกษาได้อีก
พระไตรปิฎกฉบับแปลนั้น ถ้าว่าตามภาษาวิชาการก็เรียกว่าเป็นข้อมูลชั้นทุติยภูมิ (secondary sources หรือ secondary data) เชื่อได้ แต่เชื่อเต็มร้อยไม่ได้
ตามแนวคิดของผม ศึกษาพระไตรปิฎกแปล อย่างดีที่สุดก็ได้อรรถรส แต่ไม่ได้พยัญชนรส
“อรรถรส” ในที่นี้หมายถึง เนื้อหาสาระ
“พยัญชนรส” เป็นคำที่ผมคิดขึ้นเอง หมายถึง รสของถ้อยคำ หรือรสของภาษา
“ภาษา” ในที่นี้คือภาษาบาลี พระไตรปิฎกท่านบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี ถ้ารู้บาลี อ่านจากต้นฉบับบาลี ก็จะได้รสของภาษาบาลีที่ซึมซาบอยู่ในข้อความนั้น ๆ
อุปมากับอาหาร
“อรรถรส” เหมือนคุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่ในอาหาร
“พยัญชนรส” เหมือนความอร่อยในอาหาร
ศึกษาจากพระไตรปิฎกแปล เหมือนรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ไม่อร่อย
จะได้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้วย อร่อยด้วย ต้องศึกษาจากต้นฉบับบาลี
เป็นอันว่า พระไตรปิฎกฉบับแปลก็สำคัญ เพราะเป็นช่องทางให้คนที่ไม่รู้บาลีสามารถศึกษาพระไตรปิฎกได้
แต่พระไตรปิฎกฉบับแปลก็มีจุดอ่อน คือคนอ่านได้แต่ “รสความ” คือเข้าใจเรื่องราว แต่ไม่ได้ “รสคำ” คือความซาบซึ้งในรสของภาษา
…………………………………………………
อุปมาเหมือนกลอนของสุนทรภู่ เอาไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ แปลดีวิเศษขนาดไหนก็ไม่ได้รสเหมือนกับที่อ่านต้นฉบับภาษาไทย
…………………………………………………
และพระไตรปิฎกฉบับแปลนั้น ถ้าแปลผิด ไม่ตรงไม่เหมือนกับต้นฉบับบาลี จุดอ่อนก็จะกลายเป็นจุดอับ จุดดับ หรือจุดตาย ซ้ายกลับเป็นขวา หน้ากลับเป็นหลัง หลักคำสอนอาจผิดเพี้ยนไปเป็นอย่างอื่น
ผมมีตัวอย่างเล็ก ๆ ที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนดี ขอนำมาถ่ายทอดในที่นี้อีกครั้ง
………………………
ญาติมิตรท่านหนึ่งเล่าว่า ท่านอ่านชาดกพบว่า ในอินเดียโบราณน่าจะมีการกรีดยางมาก่อน ดังปรากฏในคำว่า “พระโพธิสัตว์ได้เป็นผู้มีอาการเหมือนเวลาที่ต้นยางถูกกรีดด้วยมือ ฉะนั้น”
ท่านสนใจคำว่า “ยางถูกกรีดด้วยมือ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นไม้ชนิดนั้นจะต้องมียาง และกรีดง่าย ใช้มือกรีดก็ได้
ผมได้ฟังก็เกิดความสนใจว่ายางอะไร “กรีดด้วยมือ” ได้ จึงตามไปอ่านตาม “ที่มา” ที่ท่านบอกไว้ ก็พบว่าชาดกเรื่องนั้นชื่อ “สังกัปปราคชาดก” เป็นเรื่องของดาบสตนหนึ่ง บำเพ็ญธรรมอยู่ในป่าหิมพานต์จนได้ฌานสมาบัติ ต่อมาได้เข้ามาในเมืองพาราณสี พระราชาทรงเลื่อมใส อาราธนาให้พำนักอยู่ในพระราชอุทยาน นิมนต์เข้าไปฉันในวังทุกวัน
คราวหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบโจรทางชายแดน รับสั่งให้พระราชินีดูแลดาบสแทนพระองค์ วันหนึ่ง ดาบสบังเอิญเห็นพระราชินีพระภูษาหลุดลุ่ย กิเลสที่สงบไปด้วยกำลังฌานก็กำเริบขึ้น อย่างที่เราพูดกันว่า “ตบะแตก”
ต้นฉบับภาษาบาลีพรรณนาอาการตบะแตกของดาบสไว้ดังนี้ –
…………………………………………………
อถสฺส ฌานพเลน สนฺนิสินฺโนปิ กิเลโส กรณฺฑเก ปกฺขิตฺตาสีวิโส วิย ผณํ กตฺวา อุฏฺฐหิ ขีรรุกฺขสฺส วาสิยา อาโกฏิตกาโล วิย อโหสิ.
ที่มา: ชาตกัฏฐกถา ภาค ๔ หน้า ๖
…………………………………………………
แปลเป็นไทยว่า —
…………………………………………………
ลำดับนั้น กิเลสของดาบสซึ่งสงบนิ่งด้วยกำลังฌานก็กำเริบขึ้น เหมือนอสรพิษที่ถูกขังอยู่ในข้อง (พอออกจากข้องได้) ก็แผ่พังพานขึ้นมา (และ) เหมือนเวลาที่ต้นยางถูกกรีดด้วยมีด (น้ำยางทะลักออกมา) ฉะนั้น
…………………………………………………
ต้นฉบับภาษบาลีใช้คำว่า “ขีรรุกฺขสฺส วาสิยา อาโกฏิต…”
แปลทีละศัพท์:
…………………………………………………
ขีรรุกฺขสฺส = ต้นไม้มีน้ำนม (ต้นยาง)
วาสิยา = ด้วยมีด
อาโกฏิต… = ถูกกรีด
…………………………………………………
แปลรวมความ:
…………………………………………………
ขีรรุกฺขสฺส วาสิยา อาโกฏิต… = ต้นยางถูกกรีดด้วยมีด
…………………………………………………
คำว่า “วาสิยา” รูปศัพท์เดิมคือ “วาสี” (เป็น “วาสิ” ก็มี) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งเป็นเครื่องตัด”
“วาสี” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –
(๑) มีด, ขวาน, ผึ่งถากไม้ (a sharp knife, axe, hatchet, adze)
(๒) มีดโกน (a razor)
คำแปลว่า “มีด” (a sharp knife) นี่เอง ที่เขียนผิดหรือพิมพ์ผิดเป็น “มือ” (the hand) บางฉบับพิมพ์ผิดเป็น “มืด” (dark) ด้วย (โปรดดูโปรแกรมพระไตรปิฎกชุด “เรียนพระไตรปิฎก” พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด ๙๑ เล่ม เล่ม ๕๘ หน้า ๗)
………………………
เป็นอันพิสูจน์ได้ชัดเจนด้วยต้นฉบับภาษาบาลีว่า เรื่องราวที่นำมาเล่านี้พูดถึง ต้นยางถูกกรีดด้วย “วาสิยา” ซึ่งแปลว่า “ด้วยมีด” (with a sharp knife) ไม่ใช่ถูกกรีด “ด้วยมือ” (with the hand)
นี่คืออานิสงส์ของการเรียนบาลี คือทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรคลาดเคลื่อน
ลองนึกเถิดว่า ผู้ที่ไม่รู้บาลี อ่านเฉพาะที่แปลมาอย่างเดียว จะเสี่ยงต่อการได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนสักเพียงไร นี่แค่ศัพท์ธรรมดาคำเดียวที่อาจตรวจสอบได้ง่าย ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก แล้วเกิดแปลผิดพลาด จะทำให้เกิดความเข้าใจคำสอนคลาดเคลื่อนไปได้สักเพียงไร
และจะรู้ได้อย่างไรว่า พระไตรปิฎกฉบับแปลที่เผยแพร่อยู่ทั่วไปนั้น จะมีที่แปลผิดหรือพิมพ์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่อีกมากน้อยเพียงไร
หรือแม้แต่จะรู้หรือสงสัยว่า ตรงนี้น่าจะแปลผิด ตรงนั้นน่าจะพิมพ์ผิด แต่ถ้าไม่มีความรู้ภาษาบาลี จะเอาอะไรไปตรวจสอบ จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อความที่แปลไว้นั้นต้นฉบับบาลีว่าอย่างไร แปลผิดอย่างไร หรือพิมพ์ผิดอย่างไร
พอจะเข้าใจหรือยังว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการเรียนบาลีนั้นอยู่ที่ตรงไหน
แล้วการเรียนบาลีทุกวันนี้เป็นไปตามเป้าหมายนี้หรือเปล่า?
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
๑๘:๔๓
…………………………………………………
…………………………………………………
