บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

คำถามที่ผมอยากตอบ

คำถามที่ผมอยากตอบ (๑)

———————–

วันหนึ่ง ผมอ่านโพสต์ของ “สมาคมมหาเปรียญและคนเรียนบาลี บาลีศึกษา เพื่อรักษาพุทธพจน์” พบข้อความว่า –

…………………………………………………

ระหว่างอ่านพระไตรปิฎก9ปี กับ

เรียนบาลี9ปี!? อย่างไหนจะเหมาะ

กับชาวพุทธมากกว่ากันครับ!?ขอ

ความเห็นด้วยครับ

(ดูภาพประกอบ)

…………………………………………………

โปรดสังเกตวิธีเขียนหนังสือตามภาพนะครับ จะเห็นว่า บางแห่งที่ควรเว้นวรรคก็ไม่เว้น จะด้วยเหตุผลหรือความจำเป็นอะไรก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่บอกได้แน่ ๆ ก็คือคนเขียนไม่เห็นความสำคัญที่จะเขียนให้ถูกต้อง และไม่รู้ว่าที่ถูกต้องควรจะเขียนอย่างไร

เวลานี้เป็นอย่างนี้กันมาก และเป็นอย่างนี้กันทั่วไปหมด วรรคตอนผิด สะกดการันต์ผิด ใช้คำผิดความหมาย เกลื่อนไปหมด และที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องเสียหาย ไม่มีใครทักท้วงเตือนติง ปล่อยเลยเฉยผ่านกันไปหมดสิ้น

ถ้าให้ผมเขียนและแบ่งบรรทัดแบบนั้น ผมจะเขียนอย่างนี้

…………………………………………………

ระหว่างอ่านพระไตรปิฎก 9 ปี 

กับเรียนบาลี 9 ปี 

อย่างไหนจะเหมาะกับชาวพุทธมากกว่ากันครับ?

ขอความเห็นด้วยครับ

…………………………………………………

ที่ว่ามานี้เป็นอารัมภบทนะครับ ประเด็นจริง ๆ ที่อยากจะ “ให้ความเห็น” ตามที่ “ขอความเห็น” มา อยู่ที่เรื่องอ่านพระไตรปิฎกกับเรียนบาลี

เรื่องนี้ควรเริ่มต้นกันที่-จำกัดความให้ตรงกันก่อนว่า –

อ่านพระไตรปิฎก คือทำอะไร ทำอย่างไร ทำทำไม

เรียนบาลี คือทำอะไร ทำอย่างไร ทำทำไม

ก็คือต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า อ่านพระไตรปิฎกคืออะไร เรียนบาลีคืออะไร ถ้าเข้าใจไม่ตรงกันก็จะพูดกันไม่รู้เรื่อง

ถ้าเข้าใจถูกตามที่ควรเป็น (ไม่ใช่-ตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจ) และเข้าใจตรงกัน ต่อจากนั้นก็จะเห็นคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผล

เบื้องต้น ขอให้ลบความคิดความเห็นความเข้าใจดั้งเดิมที่ตกค้างติดแน่นอยู่ในใจออกเสียก่อน ที่เคยเข้าใจว่า อ่านพระไตรปิฎกคืออย่างนี้ เรียนบาลีคืออย่างนี้ ลบทิ้งไปก่อน 

พร้อมไปกับ-เปิดใจรับข้อมูลใหม่ เป็นข้อมูลที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ข้อมูลตามความเห็นความเชื่อหรือความเข้าใจส่วนตัวของใคร

อันดับแรก ทำความเข้าใจเรื่องพระไตรปิฏกและความหมายของคำว่า “อ่านพระไตรปิฎก”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกไว้ว่า –

…………………………………………………

ไตรปิฎก : พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มี ๓ ปิฎก คือ พระวินัย เรียก วินัยปิฎก พระสูตร เรียก สุตตันตปิฎก พระอภิธรรม เรียก อภิธรรมปิฎก, ใช้ว่า ตรีปิฎก ก็ได้.

…………………………………………………

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า –

…………………………………………………

ไตรปิฎก : “ปิฎกสาม”; ปิฎก แปลตามศัพท์อย่างพื้น ๆ ว่า กระจาดหรือตะกร้า อันเป็นภาชนะสำหรับใส่รวมของต่าง ๆ เข้าไว้ นำมาใช้ในความหมายว่า เป็นที่รวบรวมคำสอนในพระพุทธศาสนาที่จัดเป็นหมวดหมู่แล้ว โดยนัยนี้ ไตรปิฎก จึงแปลว่า “คัมภีร์ที่บรรจุพุทธพจน์ (และเรื่องราวชั้นเดิมของพระพุทธศาสนา) ๓ ชุด” หรือ “ประมวลแห่งคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมวินัย ๓ หมวด” กล่าวคือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก

พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า พระไตรปิฎกมีเนื้อความทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์* แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ 

…………………………………………………

*ธรรมขันธ์ หมายถึง กองธรรม, หมวดธรรม, หัวข้อธรรม

…………………………………………………

สรุปว่า พระไตรปิฎก คือแหล่งรวมคำสอนและเรื่องราวชั้นเดิมของพระพุทธศาสนา 

คำสอนในพระพุทธศาสนาในชั้นเดิมเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสอนพระธรรมวินัย พระสาวกได้ฟังแล้วก็จำกันไว้ ยังไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่มีระบบการตรวจสอบให้ถูกต้องตรงกัน โดยวิธีนำมากล่าวขึ้นพร้อมกัน คือสวดสาธยายพร้อม ๆ กัน ที่เรียกว่า “สังคายนา” หรือ “สังคีติ” ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า “การขับขานขึ้นพร้อมกัน” (โปรดเปรียบเทียบกับเพลงที่ขับร้องหมู่ ผู้ร้องทุกคนจะต้องจำคำร้องได้ถูกต้องตรงกันทุกคำ ถ้าร้องไม่ตรงกันแม้เพียงคำเดียว เพลงนั้นก็จะผิดทันที)

ราวพุทธศตวรรษที่ ๕ จึงมีการจารึกคำสอนเป็นลายลักษณ์อักษร จัดเป็นหมวดหมู่ ที่เรารู้จักกันในนาม “พระไตรปิฎก”

พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาเถรวาทบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี

สังคมไทยรู้จักและให้ความสำคัญต่อพระไตรปิฎกมาเป็นเวลานานแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อสร้างวัดที่สมบูรณ์แบบ จะต้องมี “หอ” ที่เป็นหลัก ๕ หอ คือ หอฉัน หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลอง และ หอไตร

“หอไตร” เป็นคำที่ตัดมาจาก “หอพระไตรปิฎก” คือห้องหรืออาคารที่สร้างไว้สำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฎกเพื่อให้พระภิกษุสามเณรใช้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยสืบอายุพระศาสนา

………………………

ที่นี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญ นั่นคือ ที่ว่า “อ่านพระไตรปิฎก” คือทำอะไร ทำอย่างไร ทำทำไม

กระบวนการ “อ่านพระไตรปิฎก” ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องก็คือ –

๑ ศึกษาเรียนรู้พระไตรปิฎกให้เข้าใจว่าหลักคำสอนที่ถูกต้องท่านแสดงไว้อย่างไร

๒ เอาหลักคำสอนที่ถูกต้องมาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตนเอง

๓ เผยแพร่หลักคำสอนที่ถูกต้องไปสู่ประชาชนและสังคมส่วนรวมให้เป็นที่รับรู้กันต่อไป

………………………

เฉพาะขั้นตอนการเผยแพร่นั้น มีหลักปฏิบัติ คือ

– เมื่อเอาพระไตรปิฎกไปอ้างหรือไปแสดง ต้องอ้างหรือแสดงให้ตรงตามต้นฉบับ 

– ถ้าจะมีความคิดความเห็นของเราเอง ก็แยกออกมาให้ชัดเจน 

ส่วนนี้พระไตรปิฎกว่าไว้

ส่วนนี้เป็นความคิดเห็นของข้าพเจ้า

– อย่าเอาความคิดเห็นของเราเข้าไปแทนที่พระไตรปิฎกเป็นอันขาด อย่าทำให้คนฟังคนอ่านเข้าใจไปว่า-ความเห็นที่ข้าพเจ้าแสดงมานี้แหละคือคำสอนของพระพุทธเจ้า

คำสอนในพระไตรปิฎกท่านว่าไว้อย่างนี้

ความเห็นของข้าพเจ้าว่าอย่างนี้

แยกกันให้เห็นชัด ๆ เป็นสัดเป็นส่วน

เวลานี้มักจะเอาคำสอนมาแสดงปนเปกันไปหมด

ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า

หรือว่าเป็นธรรมะของข้าพเจ้า

– ให้พระไตรปิฎกดำรงความเป็นพระไตรปิฎกที่บริสุทธิ์บริบูรณ์เหมือนเดิมไว้ตลอดไป พระไตรปิฎกเป็นมาและเป็นอยู่อย่างไรก็ให้อยู่อย่างนั้น เพื่อคนอื่นและคนรุ่นต่อ ๆ ไปจะได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นได้ศึกษาจากต้นฉบับเดิม-เท่า ๆ กับที่เราได้ศึกษา

………………………

อนึ่ง เมื่อพูดว่า “พระไตรปิฎก” ย่อมเป็นที่รับรองกันว่า หมายรวมถึงคัมภีร์ตลอดสายที่อธิบายพระไตรปิฎกด้วย ไม่ใช่เฉพาะที่เรียกว่า “พระบาลีพระไตรปิฎก” ที่พิมพ์เป็นอักษรไทย ๔๕ เล่มเท่านั้น แต่รวมถึงคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ไปจนถึงอาจริยมติที่ท่านบันทึกความเห็นไว้ ต้องอ่านคือศึกษาให้ตลอดสาย แล้วจึงประมวลเป็นหลักคำสอนที่ถูกต้อง เป็นที่รับรองตรงกัน ไม่ใช่เป็นหลักคำสอน “ตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเอง”

“อ่านพระไตรปิฎก” หรือ “ศึกษาพระไตรปิฎก” กินความแค่ไหน เป็นประเด็นที่ควรพูดกันให้รู้เรื่องและเข้าใจตรงกัน 

ขอยกไปพูดกันตอนหน้าครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

๑๙:๒๒

…………………………………………………

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0F3yzwj4yP16H8aGReRTqAPsG1Cgg9JyX3Ukn2xZRc3WNnw3p7KYbQT4vScrfQRUrl

…………………………………………………

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *