คิดได้เมื่อใกล้รุ่ง

คิดได้เมื่อใกล้รุ่ง (๒)
………………………
พระกับเงิน
………………………
ว่าตามพุทธบัญญัติแล้ว พระกับเงินต้องแยกออกจากกัน
ประการแรก หลักพระวินัยพุทธบัญญัติที่ต้องศึกษารับรู้ไว้มีดังนี้ –
…………………………………………………
โย ปน ภิกฺขุ ชาตรูปรชตํ อุคฺคเณฺหยฺย วา อุคฺคณฺหาเปยฺย วา
อุปนิกฺขิตฺตํ วา สาทิเยยฺย นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ ฯ
อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน
หรือยินดีทองและเงินอันเขาเก็บไว้ให้,
ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์
…………………………………………………
ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ภาค ๒ นิสสัคคียกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘
พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕ หน้า ๙๐
…………………………………………………
โย ปน ภิกฺขุ นานปฺปการกํ รูปิยสํโวหารํ สมาปชฺเชยฺย
นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยนฺติ ฯ
อนึ่ง ภิกษุใดถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ
ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.
…………………………………………………
ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ภาค ๒ นิสสัคคียกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๙
พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๙ หน้า ๙๔
…………………………………………………
สิกขาบทที่ ๘ ห้ามรับเงินทองเอามาครอบครอง
สิกขาบทที่ ๙ ห้ามเอาเงินทองออกจับจ่ายใช้สอย-ซึ่งก็คือที่เราเรียกกันว่าบริหารจัดการเรื่องเงิน
สิกขาบทที่ ๘ เราคุ้นกันดี คือที่รู้กันว่าห้ามพระรับเงิน ส่วนสิกขาบทที่ ๙ เราไม่คุ้น เพราะไม่มีใครยกขึ้นมาพูดเหมือนกรณีห้ามพระรับเงิน สิกขาบททั้ง ๒ นี้อยู่ในหมวดเดียวกัน ถ้าเป็นกฎหมายก็คือมาตราติด ๆ กันนั่นเอง
ห้ามพระรับเงินและเอาเงินไปจับจ่ายซื้อของ แต่พระก็ต้องการวัตถุและบริการอันเป็นความจำเป็นตามธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องกินต้องใช้ เมื่อห้ามรับเงินทองอันสมมุติกันว่าเป็นตัวกลางในการได้มาซึ่งวัตถุและบริการ (ตามสิกขาบทที่ ๘) และห้ามใช้เงินทองจับจ่ายซื้อขาย (ตามสิกขาบทที่ ๙) พระจะได้วัตถุและบริการที่ต้องการมาจากไหนด้วยวิธีการอย่างไร?
ปัญหานี้มีพุทธานุญาตไว้แล้วที่เรียกว่า “เมณฑกานุญาต” หรือที่เรารู้จักกันในคำว่า “ปวารณา”
…………………………………………………
สนฺติ ภิกฺขเว มนุสฺสา สทฺธา ปสนฺนา
มีอยู่ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส
เต กปฺปิยการกานํ หตฺเถ หิรญฺญสุวณฺณํ อุปนิกฺขิปนฺติ
เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการก สั่งว่า –
อิมินา ยํ อยฺยสฺส กปฺปิยํ ตํ เทถาติ ฯ
สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยเงินทองนี้
อนุชานามิ ภิกฺขเว ยํ ตโต กปฺปิยํ ตํ สาทิตุํ
ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากเงินทองนั้นได้
น เตฺววาหํ ภิกฺขเว เกนจิ ปริยาเยน ชาตรูปรชตํ สาทิตพฺพํ ปริเยสิตพฺพนฺติ วทามีติ ฯ
แต่เรามิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไร ๆ เลย
…………………………………………………
ที่มา: เภสัชชขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๕ ข้อ ๘๕
…………………………………………………
ชาวบ้านถวายเงินให้พระโดยฝากตัวเงินไว้ที่กัปปิยการกคือคนวัด
กัปปิยการกจัดหาวัตถุและบริการอันสมควรแก่สมณบริโภคมาถวายพระโดยใช้เงินนั้น
พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระบริโภคใช้สอยวัตถุและบริการนั้นได้
แต่ไม่ทรงอนุญาตให้ยินดีและแสวงหาเงิน
นี่คือหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่มีพุทธานุญาตไว้
และนี่คือหลักเกณฑ์อันเป็นที่มาที่กำหนดไว้ว่า พระกับเงินต้องแยกออกจากกัน
………………………
แต่ทุกวันนี้ จะเป็นเพราะอะไร จะด้วยเหตุผลอันใดก็ไม่อาจทราบได้ หรือแม้จะทราบได้บ้างก็ละไว้ฐานเข้าใจ สิ่งที่ปรากฏในสังคมไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้
พูดกันตรง ๆ ทุกวันนี้กลายเป็นว่าพระท่านรับเงินมาครอบครองเอง เป็นเจ้าของเงินเอง บริหารจัดการเอง
อ้าว ทำไมล่ะ?
ก็เพราะการรับเอง เก็บเอง เป็นเจ้าของเงินเอง บริหารจัดการเอง สามารถสนองความต้องการได้อย่างไร้ขีดจำกัด
หากัปปิยการกมาทำหน้าที่รับเงินเก็บเงินจับจ่ายซื้อของแทนพระ หาไม่ได้ หายาก ยุ่งยาก มากเรื่อง ไม่หา ไม่ต้องหา ไม่เอา ทำเองดีที่สุด
ว่ากันตามหลักความจริงแล้ว การมีบุคคลหรือเครื่องมือสำหรับกลั่นกรองสิ่งที่สมควรแก่สมณบริโภคนั้น นับว่าเป็นคุณูปการอย่างมหาศาลแก่พระ เป็นเครื่องมือช่วยควบคุมความต้องการของพระให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้ความต้องการแลบออกไปนอกทาง เป็นการเตือนสติพระให้ปฏิบัติดำเนินอยู่ในแนวทางฝึกหัดขัดเกลาตนเองอย่างเคร่งครัดตามเป้าหมายที่ถูกต้องของการออกบวช
เป็นอันว่าทุกวันนี้ สังคม-ทั้งชาววัดและชาวบ้าน-ยินยอมและยินดีให้พระกับเงินเข้ามาอยู่ด้วยกัน
การกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดพุทธบัญญัติ แต่ทุกฝ่ายก็มองข้าม-ทำเป็นลืมกันไปหมด ในขณะเดียวกับที่ปัญหาอีกชนิดหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา เป็นเหตุให้ชาววัดตระหนกและตระหนักถึงอันตรายของการที่พระเกี่ยวข้องกับเงิน
…………………………………………………
ลืมกันหรือยัง กรณีอดีตเจ้าคุณแย้มวัดไร่ขิง
นั่นคือตัวอย่างสด ๆ ของการรับเอง เก็บเอง บริหารจัดการเอง ที่สามารถสนองความต้องการได้อย่างไร้ขีดจำกัด
แล้วผลเป็นอย่างไร?
ผลคือทำลายตัวเอง กระเทือนไปถึงพระศาสนาด้วย
…………………………………………………
ต่อจากนั้น ก็เกิดข่าว-สีกานั่น สีกานี่ โยงไปถึงข่าวพระมีเมียซึ่งไม่พ้นที่จะโยงไปถึงเรื่องเงิน แล้วก็โยงย้อนไปที่คดีเงินทอนวัดที่สำแดงเดชมาในอดีตไม่ใกล้ไม่ไกล –
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ จึงเป็นรากเหง้าหรือที่ไปที่มาที่แท้จริงของระเบียบสำนักนายกนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.๒๕๖๘ ซึ่งเป็นผลให้เกิด “คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” เรียกโดยย่อว่า คพช. และปรากฏตัวประธานและคณะกรรมการชุดสมบูรณ์แบบเมื่อไม่นานมานี้
เป้าหมายของ คพช.-ดูได้หรือพิสูจน์ได้จากองค์ประกอบของคณะกรรมการ-ก็คือ จัดการกับพระที่มีปัญหาเรื่องเงิน
และนี่เองเป็นเหตุให้พระ-โดยเฉพาะพระสังฆาธิการ คือพระที่มีตำแหน่งหน้าที่บริหารกิจการพระศาสนา-ร้องบอกร้องเตือนกันอยู่อึงมี่ว่า ระวังนะ อย่าทำอะไรให้พลาดนะ อย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมายนะ
………………………
ตรงจุดนี้แหละที่ผมมีข้อสังเกตที่เชื่อแน่ว่าแทบจะไม่มีใครสังเกต นั่นก็คือ –
…………………………………………………
เราพยายามอย่างยิ่งที่จะหาทางไม่ให้พระทำอะไรพลาดท่าเสียทีตกเป็นเหยื่อของกฎหมาย ซึ่งก็คือไม่ให้พระละเมิดกฎหมาย
แต่เราไม่ได้ทำอะไรเลยที่แสดงให้เห็นความพยายามที่จะหาทางไม่ให้พระละเมิดพระวินัยพุทธบัญญัติ
…………………………………………………
พระรับเงินมาครอบครองเอง เป็นเจ้าของเงินเอง บริหารจัดการเอง เป็นการละเมิดพระวินัยพุทธบัญญัติ
เราเฉยกันหมด!
แต่พอมี คพช. รองับคอพระที่จะละเมิดกฎหมาย
เราลุกขึ้นมาร้องเตือนกันอึกทึกครึกโครม!
เรา-โดยเฉพาะพระนั่นเอง-เห็นกฎหมายสำคัญกว่าพระวินัยพุทธบัญญัติ
น่าอัศจรรย์ไหม?
………………………

ข้อเสนอของผมก็คือ แยกเงินออกไปจากพระให้เด็ดขาด
ระเบียบวินัยกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่กำหนดให้พระเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องเงิน ยกเลิกให้หมด
เงินสงฆ์ เงินวัด รวมทั้งเงินส่วนตัว กำหนดให้มีบุคคลหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่พระเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการ ความรับผิดชอบใด ๆ เกี่ยวกับการเงิน ไม่ต้องให้เกี่ยวกับพระอย่างเด็ดขาด
พระมีสิทธิ์รับรู้ แสดงความเห็น แสดงความต้องการ แต่ไม่ต้องเข้ามารับผิดชอบในการบริหารจัดการ
หลวงพ่อครับ ขอเบิกเงินไปซื้อนั่นซื้อนี่ – แบบนี้ไม่ต้องมีอีกต่อไป
หลวงพ่อไม่ได้ถือเงิน ไม่มีเงิน จะซื้ออะไรไปบอกคนบริหารจัดการโน่น
สร้างศาลา เจ้าอาวาสต้องการให้มุงกระเบื้อง ไม่ใช่มุงสังกะสี อยากได้กระเบื้องแบบไหน บอกคนบริหารจัดการเรื่องเงิน เขาจะเอาเงินอะไรไปซื้อที่ไหนอย่างไร เจ้าอาวาสไม่ต้องรับผิดชอบ ถึงเวลาได้กระเบื้องมาตามต้องการ นี่คือตัวอย่างพระแสดงความต้องการได้โดยไม่ต้องเข้าไปบริหารจัดการเรื่องเงิน
เงินส่วนตัวก็ใช้หลักการเดียวกัน อยากฉันอะไร อยากใช้อะไร “อันสมควรแก่สมณบริโภค” บอกคนบริหารจัดการเรื่องเงิน ไม่ต้องกำเงินไปซื้อเองเพราะไม่มีเงินอยู่ในครอบครอง
วิธีดังที่ว่านี้ ตัดปัญหาเรื่องพระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องเงินได้เด็ดขาด
เมื่อพระไม่ได้ถือเงินเอง มีข้อขัดข้องอะไรอย่างไรในการใช้จ่าย-ซึ่งต้องมีแน่-ก็ค่อย ๆ ช่วยกันหาทางแก้ไขเป็นเรื่อง ๆ ไป โดยยึดหลัก-ไม่ต้องให้พระละเมิดพระวินัยพุทธบัญญัติเป็นสำคัญ
…………………………………………………
เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว สินค้าญี่ปุ่นที่มาถึงเมืองไทยเป็นที่รู้กันว่า คุณภาพ “ห่วยแตก” ใช้ทีสองที พัง ต้องโยนทิ้ง ญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหาพัฒนาคุณภาพ ทุกวันนี้สินค้าญี่ปุ่นคุณภาพขึ้นถึงระดับมาตรฐานโลก
…………………………………………………
พระไม่ได้ถือเงินเอง มีข้อขัดข้องอย่างไร ช่วยกันหาทางแก้ไขไปเรื่อย ๆ ในที่สุด-ไม่ถึง ๑๐๐ ปี พระไม่ต้องครอบครองเงิน แต่สามารถหาของฉันของใช้และบริการอันสมควรแก่สมณบริโภคได้ทุกเวลาทุกสถานที่โดยไม่ต้องละเมิดพระวินัยพุทธบัญญัติ
…………………………………………………
ถ้าเราพยายามหาทางไม่ให้พระละเมิดกฎหมายได้
เราก็ต้องพยายามหาทางไม่ให้พระละเมิดพระวินัยพุทธบัญญัติได้เช่นกัน
…………………………………………………
ถึงตอนนั้น จะมี คพช. หรือไม่มี ก็ไม่ต้องกลัวอะไรเลย เพราะอย่างน้อยก็เรื่องเงินเรื่องหนึ่งละที่ คพช. งับคอพระไม่ได้อย่างแน่นอน
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๑๓ มีนาคม ๒๕๖๙
๑๘:๐๓
…………………………………………………
…………………………………………………
(ความคิดเห็นท้ายโพสต์)
เจ้าชาย มะนาว
พระที่เป็นอาจารย์สอน/ตำแหน่งอื่นในมหาวิทยาลัยสงฆ์ เป็นต้น ก็ได้รับเงินมาครอบครองส่วนตัวทั้งนั้นครับ (เงินเดือน)ท่านก็คงไม่อยากให้ใครรับแทนท่าน บริหารให้ท่าน
ตอบกลับ
ทองย้อย แสงสินชัย
เจ้าชาย มะนาว นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ “ข้อขัดข้อง” ที่่เกิดขึ้น เพื่อให้เราช่วยกันคิดแก้ไข จะทำอย่างไรจึงจะทำให้พระท่านหลุดพ้นจากข้อขัดข้องแบบนี้ด้วย และไม่ต้องละเมิดพระวินัยพุทธบัญญัติแบบนี้ด้วย แน่นอนว่ามันแก้ไม่ได้ง่าย ๆ และไม่อาจแก้ได้ในวันสองวัน แต่ถ้าเราไม่คิดเรื่องนี้ และไม่แก้เรื่องนี้ ปัญหาแบบนี้ก็คงอยู่ต่อไป การละเมิดพระวินัยพุทธบัญญัติก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ และไม่มีใครเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย
.
ดู ๆ ไปแล้ว แนวโน้มก็คงจะเป็นแบบนี้ต่อไป สอดคล้องกับเรื่องศาสนาอันตรธานซึ่งโบราณาจารย์ท่านพยากรณ์ไว้แล้ว-เริ่มต้นก็เป็นแบบที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง
.
ศาสนาอันตรธานนั้นเทียบได้กับ-ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย แต่ทั้งที่รู้อย่างนี้ก็ไม่มีใครนั่งนอนรอความตายอยู่เฉย ๆ มีแต่ว่าทำอะไรได้ก็ทำกันไปตราบเท่าที่ยังไม่ตาย ฉันใด ศาสนาอันตรธานก็ฉันนั้น ไม่ควรนั่งนอนรอให้ศาสนาอันตรธานไปเรื่อย ๆ ทำอะไรได้ก็ควรช่วยกันทำตราบเท่าที่ศาสนายังไม่อันตรธาน อย่างน้อยก็ภูมิใจได้ว่าศาสนายังไม่อันตรธานในยุคสมัยเรา และเราไม่ใช่คนหนึ่งที่ปล่อยเลยเฉยผ่านอันเป็นต้นเหตุให้ศาสนาอันตรธาน
.
ขอบคุณท่านอาจารย์ที่กรุณาแสดงความเห็นครับ
