อุปฺปาทวยธมฺมิโน (บาลีวันละคำ 5,118)

อุปฺปาทวยธมฺมิโน
มีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา
เป็นรูปคำบาลี อ่านว่า อุบ-ปา-ทะ-วะ-ยะ-ทำ-มิ-โน
แยกศัพท์เป็น อุปฺปาท + วย + ธมฺมิโน
(๑) “อุปฺปาท”
อ่านว่า อุบ-ปา-ทะ รากศัพท์มาจาก อุ (คำอุปสรรค = ขึ้น นอก) + ปทฺ (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ ป-(ทฺ) เป็น อา (ปทฺ > ปาท), ซ้อน ปฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ (อุ + ปฺ + ปทฺ)
: อุ + ปฺ + ปทฺ = อุปฺปทฺ + ณ = อุปฺปทณ > อุปฺปท > อุปฺปาท (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “การเกิดขึ้น” หมายถึง การอุบัติ, การปรากฏขึ้น, การเกิด (coming into existence, appearance, birth)
(๒) “วย”
อ่านว่า วะ-ยะ รากศัพท์มาจาก วยฺ (ธาตุ = ไป, ถึง) + อ (อะ) ปัจจัย
: วยฺ + อ = วย (ปุงลิงค์) (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่ถึงความเสื่อมไป” หมายถึง อายุ, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัยรุ่น, วัยฉกรรจ์, วัยหนุ่ม (age, especially young age, prime, youth)
บาลี “วย” ใช้ในภาษาไทยเป็น “วัย” (ไว)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
“วัย, วัย– : (คำนาม) เขตอายุ, ระยะของอายุ, เช่น วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยชรา. (ป., ส. วย).”
ในทางธรรม แบ่ง “วัย” ออกเป็น 3 ช่วง คือ –
(1) ปฐมวัย = วัยแรก (youth)
(2) มัชฌิมวัย = วัยกลาง (middle age)
(3) ปัจฉิมวัย = วัยหลังหรือวัยท้าย (old age)
(๓) “ธมฺมิโน”
อ่านว่า ทำ-มิ-โน รูปคำเดิมเป็น “ธมฺมี” อ่านว่า ทำ-มี ประกอบขึ้นจาก ธมฺม + อี ปัจจัย
(ก) “ธมฺม” อ่านว่า ทำ-มะ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม)
: ธรฺ > ธ + รมฺม > มฺม : ธ + มฺม = ธมฺม (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า –
(1) “กรรมที่ทรงไว้ซึ่งความดีทุกอย่าง” (หมายถึงบุญ)
(2) “สภาวะที่ทรงผู้ดำรงตนไว้มิให้ตกไปในอบายและวัฏทุกข์” (หมายถึงคุณธรรมทั่วไปตลอดจนถึงโลกุตรธรรม)
(3) “สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งสัตว์ผู้บรรลุมรรคเป็นต้นมิให้ตกไปในอบาย” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)
(4) “สภาวะที่ทรงลักษณะของตนไว้ หรืออันปัจจัยทั้งหลายทรงไว้” (หมายถึงสภาพหรือสัจธรรมทั่วไป)
(5) “สภาวะอันพระอริยะมีโสดาบันเป็นต้นทรงไว้ ปุถุชนทรงไว้ไม่ได้” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)
คำแปลตามศัพท์ที่เป็นกลาง ๆ “ธมฺม” คือ “สภาพที่ทรงไว้”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ สรุปความหมายในแง่หนึ่งไว้ว่า “ธมฺม” หมายถึง –
(1) doctrine (คำสอน)
(2) right or righteousness (สิทธิหรือความถูกต้อง)
(3) condition (เงื่อนไข)
(4) phenomenon (ปรากฏการณ์)
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปลคำว่า “ธมฺม” (Dhamma) เป็นอังกฤษไว้ดังนี้ –
1. the Dharma; the Dhamma; the Doctrine; the Teachings (of the Buddha).
2. the Law; nature.
3. the Truth; Ultimate Reality.
4. the Supramundane, especially nibbāna.
5. quality; righteousness; virtue; morality; good conduct; right behaviour.
6. tradition; practice; principle; norm; rule; duty.
7. justice; impartiality.
8. thing; phenomenon.
9. a cognizable object; mind-object; idea.
10. mental state; mental factor; mental activities.
11. condition; cause; causal antecedent.
บาลี “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “ธรรม” ไว้ดังนี้ –
(1) คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม
(2) คําสั่งสอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟังธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า
(3) หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา เช่น ปฏิบัติธรรม ประพฤติธรรม
(4) ความจริง เช่น ได้ดวงตาเห็นธรรม
(5) ความยุติธรรม, ความถูกต้อง, เช่น ความเป็นธรรมในสังคม
(6) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมู่คณะ
(7) กฎหมาย เช่น ธรรมะระหว่างประเทศ
(8 ) สิ่งของ เช่น เครื่องไทยธรรม
ในที่นี้ “ธมฺม” ใช้ในความหมายว่า เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา
(ข) ธมฺม + อี ปัจจัยในตัทธิต (ประเภทตทัสสัตถิตัทธิต) มีคำแสดงความหมายว่า “ธรรมะในกถานั้น มีอยู่ เหตุนั้น กถานั้นจึงชื่อว่า มีธรรม”
: ธมฺม + อี = ธมฺมี (ทำ-มี) แปลตามประสงค์ในที่นี้ว่า “มี-เป็นธรรมดา”
การประสมคำ :
๑ อุปฺปาท + วย = อุปฺปาทวย (อุบ-ปา-ทะ-วะ-ยะ) แปลว่า “ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป” = การเกิดขึ้นและการดับไป
๒ อุปฺปาทวย + ธมฺมี = อุปฺปาทวยธมฺมี (อุบ-ปา-ทะ-วะ-ยะ-ทำ-มี) แปลว่า “มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา” = มีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา
ในที่นี้ คำว่า “อุปฺปาทวยธมฺมี” ทำหน้าที่เป็น “วิเสสนะ” ของคำว่า “สงฺขารา”
ขยายความแทรก :
คำว่า “วิเสสนะ” แปลตามศัพท์ว่า (1) “คำที่ทำให้แจ้ง” (2) “คำที่ทำให้ต่าง” หมายถึง คำที่ทำให้รู้ว่า คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ เป็นต้นนั้น ๆ มีลักษณะอย่างไร ต่างจากสิ่งอื่นอย่างไร หรือแม้ในพวกเดียวกันต่างกันเองอย่างไร
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “วิเสสน” ว่า distinguishing, distinction, qualification, attribute (แสดงให้เป็นเห็นความแตกต่าง, ความแตกต่างกันหรือความดีพิเศษ, คุณสมบัติ, คุณลักษณะ)
ตัวอย่างเช่น –
“อุจฺโจ รุกฺโข” (อุด-โจ รุก-โข)
“อุจฺโจ” แปลว่า “สูง”
“รุกโข” แปลว่า “ต้นไม้”
“อุจฺโจ รุกฺโข” แปลว่า “ต้นไม้สูง”
“อุจฺโจ” คือ “วิเสสนะ” แสดงลักษณะของ “รุกฺโข” (ต้นไม้) ให้รู้ว่า ต้นไม้ “สูง”
นักเรียนบาลีพูดว่า “อุจฺโจ” เป็น “วิเสสนะ” ของ “รุกฺโข” หรือพูดลัด ๆ ว่า “อุจฺโจ วิเสสนะ ของ รุกฺโข”
หลักสำคัญของ “วิเสสนะ” ก็คือ ต้องประกอบลิงค์ วจนะ วิภัตติ ให้เหมือนกับคำนามที่ตนขยาย หรือ “นามที่เป็นเจ้าของ”
ในที่นี้ คำว่า “อุปฺปาทวยธมฺมี” ทำหน้าที่เป็น “วิเสสนะ” ของคำว่า “สงฺขารา” (สังขารทั้งหลาย)
คำว่า “สงฺขารา” รูปคำเดิมเป็น “สงฺขาร” ในทางไวยากรณ์บาลีเป็นปุงลิงค์ แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) พหุวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “สงฺขารา”
คำว่า “อุปฺปาทวยธมฺมี” ประกอบลิงค์ วจนะ วิภัตติ เหมือนกับ “สงฺขารา” (คือวิภัตตินามที่หนึ่ง พหุวจนะ) เปลี่ยนรูปเป็น “อุปฺปาทวยธมฺมิโน”
ขยายความ :
“อุปฺปาทวยธมฺมิโน” เป็นคำบาลีที่คุ้นหูคนไทยมากคำหนึ่ง เป็นข้อความบาทหนึ่งหรือวรรคหนึ่งในคาถา ( = คำประพันธ์) 4 วรรค หรือ 1 บท จะได้ยินเวลาไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ผู้ตาย เช่น สวดพระอภิธรรม ตอนพระทำพิธีบังสุกุล
คาถาบทนี้มีข้อความเต็ม ๆ ดังนี้ –
…………..
อนิจฺจา วต สงฺขารา
อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ
เตสํ วูปสโม สุโข.
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
มีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา
สังขารทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
การเข้าไประงับดับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นความสุข
ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 147
…………..
ต่อไปนี้ เวลาได้ยินพระท่านกล่าวคำชักผ้าบังสุกุลขึ้นต้นว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา” วรรคที่ 2 จะเป็นคำว่า “อุปฺปาทวยธมฺมิโน” คงจะพอระลึกได้ว่า แต่ละวรรคแต่ละคำมีความหมายว่าอย่างไร
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ไม่มีอะไรสักอย่างที่เกิดขึ้นแล้วไม่ดับ
: แต่มีอะไรบางอย่างที่ดับแล้วไม่เกิด
#บาลีวันละคำ (5,118)
17-6-69
…………………………….
…………………………….
