บาลีวันละคำ

ธรรมธร-วินัยธร (บาลีวันละคำ 4,863)

ธรรมธรวินัยธร

หลักคำสอนให้พระปกครองพระ

ธรรมธร” อ่านว่า ทำ-มะ-ทอน

(๑) “ธรรม” 

บาลีเป็น “ธมฺม” อ่านว่า ทำ-มะ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ) และ ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม)

: ธรฺ > + รมฺม > มฺม : + มฺม = ธมฺม (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า –

(1) “กรรมที่ทรงไว้ซึ่งความดีทุกอย่าง” (หมายถึงบุญ)

(2) “สภาวะที่ทรงผู้ดำรงตนไว้มิให้ตกไปในอบายและวัฏทุกข์” (หมายถึงคุณธรรมทั่วไปตลอดจนถึงโลกุตรธรรม)

(3) “สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งสัตว์ผู้บรรลุมรรคเป็นต้นมิให้ตกไปในอบาย” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)

(4) “สภาวะที่ทรงลักษณะของตนไว้ หรืออันปัจจัยทั้งหลายทรงไว้” (หมายถึงสภาพหรือสัจธรรมทั่วไป)

(5) “สภาวะอันพระอริยะมีโสดาบันเป็นต้นทรงไว้ ปุถุชนทรงไว้ไม่ได้” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล) 

คำแปลตามศัพท์ที่เป็นกลาง ๆ “ธมฺม” คือ “สภาพที่ทรงไว้

บาลี “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “ธรรม” ไว้ดังนี้ –

(1) คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม

(2) คำสั่งสอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟังธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า

(3) หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา เช่น ปฏิบัติธรรม ประพฤติธรรม

(4) ความจริง เช่น ได้ดวงตาเห็นธรรม

(5) ความยุติธรรม, ความถูกต้อง, เช่น ความเป็นธรรมในสังคม

(6) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมู่คณะ

(7) กฎหมาย เช่น ธรรมะระหว่างประเทศ

(8 ) สิ่งของ เช่น เครื่องไทยธรรม

(๒) “วินัย” 

บาลีเป็น “วินย” อ่านว่า วิ-นะ-ยะ รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + นี (ธาตุ = นำไป) + (อะ) ปัจจัย แผลง อี (ที่ นี) เป็น เอ, แปลง เอ เป็น อย

: วิ + นี = วินี > (อี เป็น เอ = ) วิเน > (เอ เป็น อย = ) วินย + = วินย แปลตามศัพท์ว่า “อุบายเป็นเครื่องนำไป” หรือ “การนำไปอย่างวิเศษ” ความหมายที่เข้าใจกันคือ กฎ, ระเบียบแบบแผน, ข้อบังคับ, ข้อปฏิบัติ

วินย” ในบาลีใช้ในความหมายหลายอย่าง คือ :

(1) การขับออก, การเลิก, การทำลาย, การกำจัดออก (driving out, abolishing, destruction, removal)

(2) กฎ, วิธีพูดหรือตัดสิน, ความหมาย, วาทวิทยา (วิชาการใช้ถ้อยคำ) (rule, way of saying or judging, sense, terminology)

(3) วินัย, จรรยา, ศีลธรรม, ความประพฤติที่ดี (norm of conduct, ethics, morality, good behavior)

(4) ประมวลจรรยา, วินัยสงฆ์, กฎ, จรรยาบรรณหรือพระวินัย (code of ethics, monastic discipline, rule, rules of morality or of canon law)

วินย” ภาษาไทยใช้ว่า “วินัย” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

วินย-, วินัย : (คำนาม) ระเบียบแบบแผนและข้อบังคับ, ข้อปฏิบัติ, เช่น วินัยทหาร ทหารต้องยึดมั่นในวินัย; สิกขาบทของพระสงฆ์. (ป., ส.).”

(๓) “ธร” 

บาลีอ่านว่า ทะ-ระ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + (อะ) ปัจจัย

: ธรฺ + = ธร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทรงไว้” หมายถึง รองรับ, สวม, เก็บ; จำไว้ในใจ, ท่องจำ (bearing, wearing, keeping; holding in mind, knowing by heart)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

ธร : (คำนาม) การยึดไว้, การถือไว้, การทรงไว้, การมีไว้; ผู้รักษาไว้, ผู้ทรงไว้, มักใช้เป็นส่วนท้ายของสมาส เช่น วิชาธร วินัยธร. (ป.; ส.).”

การประสมคำ :

ธมฺม + ธร = ธมฺมธร (ทำ-มะ-ทะ-ระ) แปลว่า “ผู้ทรงธรรม” หมายถึง ผู้รู้เข้าใจทั่วถึงพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ดีแล้ว และสามารถบอกกล่าวอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วย กรณีมีปัญหาทางธรรมที่จะต้องแสดงมติให้เห็นประจักษ์ ก็สามารถแสดงได้ถูกต้องตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ทุกประการ

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ธมฺมธร” ว่า one who knows the Dhamma by heart (ผู้รู้ธรรมอย่างขึ้นใจ) 

ธมฺมธร” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ธรรมธร” อ่านว่า ทำ-มะ-ทอน

แปลกแต่จริง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ไม่ได้เก็บคำว่า “ธรรมธร” ไว้ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ก็ไม่ได้เก็บคำว่า “ธรรมธร” ไว้

วินย + ธร = วินยธร (วิ-นะ-ยะ-ทะ-ระ) แปลว่า “ผู้ทรงไว้ซึ่งวินัย” หมายถึงผู้รู้ผู้ชำนาญหลักพระวินัย

วินยธร” ภาษาไทยใช้เป็น “วินัยธร” (วิ-ไน-ทอน) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

วินัยธร : (คำนาม) ภิกษุผู้ชำนาญวินัย. (ป.).”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ดังนี้ – 

…………..

วินัยธร : “ผู้ทรงวินัย”, ภิกษุผู้ชำนาญวินัย; พระอุบาลีเถระ ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในบรรดาพระวินัยธร.

…………..

ขยายความ :

ธรรมธร” เป็นคำเรียกภิกษุผู้ทรงความรู้ทางธรรม และได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

วินัยธร” เป็นคำเรียกภิกษุผู้ทรงความรู้ทางพระวินัย และได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับพระวินัย

ธรรมธรวินัยธร” เป็นตำแหน่งที่มีคู่กันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เมื่อพระภิกษุมีปัญหาเกี่ยวกับพระธรรมวินัย คณะสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขก็พิจารณาวินิจฉัยแก้ไขกันเอง ทางราชการบ้านเมืองไม่เข้ามาก้าวก่ายวุ่นวายด้วย

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับพระธรรมวินัย จะทำอย่างไร?

เรื่องนี้มีพระพุทธพจน์ที่ตรัสแก่พระอานนท์เมื่อใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ดังนี้ –

…………..

สิยา  โข  ปนานนฺท  ตุมฺหากํ  เอวมสฺส  อตีตสตฺถุกํ  ปาวจนํ  นตฺถิ  โน  สตฺถาติ  น  โข  ปเนตํ  อานนฺท  เอวํ  ทฏฺฐพฺพํ  โย  โว  อานนฺท  มยา  ธมฺโม  จ  วินโย  จ  เทสิโต  ปญฺญตฺโต  โส  โว  มมจฺจเยน  สตฺถา.

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 141

…………..

แปลโดยประสงค์ ดังนี้ –

…………..

สิยา  โข  ปนานนฺท  ตุมฺหากํ  เอวมสฺส  

ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า 

อตีตสตฺถุกํ  ปาวจนํ  

ปาพจน์ (คือหลักธรรมวินัย) มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว 

นตฺถิ  โน  สตฺถาติ  

พระศาสดาของพวกเราไม่มี 

น  โข  ปเนตํ  อานนฺท  เอวํ  ทฏฺฐพฺพํ  

ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น 

โย  โว  อานนฺท  มยา  ธมฺโม  จ  วินโย  จ  เทสิโต  ปญฺญตฺโต  

ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใด อันเราแสดงแล้วได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ 

โส  โว  มมจฺจเยน  สตฺถา.

ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

…………..

โดยนัยแห่งพระพุทธพจน์นี้ ผู้ทำหน้าที่ธรรมธรก็ยังคงมีพระธรรมเป็นหลัก ผู้ทำหน้าที่วินัยธรก็ยังคงมีพระวินัยเป็นหลัก ดุจเดียวกับเมื่อพระศาสดายังไม่ปรินิพพานนั่นเอง

ที่พึงระหนักก็คือ ผู้ทำหน้าที่ธรรมธร ไม่ใช่เพียงแต่รู้ธรรม แต่ต้องเป็นผู้มีธรรมคือปฏิบัติตามธรรมที่รู้นั้นโดยไม่ละเลยเพิกเฉยด้วย

ผู้ทำหน้าที่วินัยธร ไม่ใช่เพียงแต่รู้วินัย แต่ต้องเป็นผู้มีวินัยคือปฏิบัติตามวินัยที่รู้นั้นโดยไม่ละเมิดเมินเฉยด้วย

ถ้าพระภิกษุทั้งหลายทรงธรรมทรงวินัยดังกล่าวนี้ คณะสงฆ์ก็สามารถปกครองกันเองได้

…………..

ดูก่อนภราดา!

เรียนธรรมเรียนวินัย: ดี

รู้ธรรมรู้วินัย: ดีมาก

มีธรรมมีวินัย: ดีที่สุด

ละเมิดธรรมละเมิดวินัย: เลวที่สุด

#บาลีวันละคำ (4,863)

5-10-68

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้