บาลีวันละคำ

นิพพานสถานธรรม (บาลีวันละคำ 4,952)

นิพพานสถานธรรม

“สถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพาน”

อ่านตามที่ตาเห็นว่า นิบ-พาน-สะ-ถาน-ทำ

ประกอบด้วยคำว่า นิพพาน + สถาน + ธรรม 

(๑) “นิพพาน

ภาษาไทยอ่านว่า นิบ-พาน เขียนแบบบาลีเป็น “นิพฺพาน” (มีจุดใต้ พฺ ตัวหน้า) อ่านว่า นิบ-พา-นะ รากศัพท์มาจาก –

(1) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง เป็น , ซ้อน พฺ ระหว่างอุปสรรคและบทหลัง 

: นิ + วาน = นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมที่ออกพ้นจากตัณหาที่เรียกว่า วานะ

(2) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วา (ธาตุ = ดับ, สงบ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), ซ้อน วฺ ระหว่างอุปสรรคและธาตุ (นิ + + วา), แปลง วฺว (คือ ที่ซ้อนเข้ามาและ ที่เป็นธาตุ) เป็น พฺพ 

: นิ + + วา = นิววา + ยุ > อน = นิววาน > นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมเป็นเหตุดับไปแห่งไฟราคะเป็นต้น

(3) (คำนิบาต = ไม่, ไม่มี) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง อะ ที่ เป็น อิ ( > นิ), แปลง ที่ วาน เป็น , ซ้อน พฺ ระหว่างนิบาตและบทหลัง

: + วาน = นวาน > นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวะธรรมเป็นที่ไม่มีตัณหา หรือสภาวธรรมที่เมื่อบุคคลได้บรรลุแล้วย่อมไม่มีตัณหา

นิพฺพาน” (นปุงสกลิงค์) มีความหมายดังนี้ – 

(1) การดับของตะเกียงหรือไฟ (the going out of a lamp or fire) 

(2) อนามัย, ความรู้สึกว่าร่างกายมีความผาสุกสวัสดี (health, the sense of bodily well-being) 

(3) การดับไฟทางใจ 3 กอง คือ ราค, โทส และ โมห (The dying out in the heart of the threefold fire of rāga, dosa & moha: ความกำหนัด, ความโกรธ และความหลง lust, ill-will & stupidity) 

(4) ความรู้สึกมีสุขภาพในด้านดี, ความมั่นคง, ความถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ, ชัยชนะและความสงบ, ความพ้นจากอบายมุข, ความสุขสำราญ (the sense of spiritual well-being, of security, emancipation, victory and peace, salvation, bliss)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า – 

นิพพาน : การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

นิพพาน : (คำนาม) ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์. (คำกริยา) ดับกิเลสและกองทุกข์, ตาย (ใช้แก่พระอรหันต์). (ป.; ส. นิรฺวาณ), โบราณใช้ว่า นิรพาณ ก็มี. (จารึกสยาม).”

(๒) “สถาน” 

บาลีเป็น “ฐาน” อ่านว่า ถา-นะ รากศัพท์มาจาก ฐา (ธาตุ = ตั้งอยู่) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: ฐา + ยุ > อน = ฐาน แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่ตั้งแห่งผล” 

ฐาน” ใช้ในความหมายหลายอย่างตามแต่บริบท เช่น สถานที่, เขตแคว้น, ตำบล, แหล่ง, ที่อาศัย, ฐานะ, การตั้งอยู่, การดำรงอยู่, การหยุดอยู่, การยืน, ที่ตั้ง, ตำแหน่ง, เหตุ, โอกาส (ภาษาอังกฤษอาจใช้ได้หลายคำ เช่น place, region, locality, abode, part, state, condition, standing position, location, ground)

บาลี “ฐาน” สันสกฤตเป็น “สฺถาน

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –

(สะกดตามต้นฉบับ)

สฺถาน : (คำนาม) สถล, ที่, ตำแหน่ง; การอยู่; สมพาท, ความแม้น; อวกาศหรือมัธยสถาน; ที่แจ้งในเมือง, ทุ่ง, ฯลฯ; เรือน, บ้านหรือที่อาศรัย; บริเฉท; บุรี, นคร; สำนักงาร; บท, สถิติ; การหยุด; place, site, situation; staying; resemblance, likeness; leisure or interval; an open place in a town, a plain, &c.; a house, a dwelling; a chapter; a town, a city; an office; degree, station; halt.”

ภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “สถาน” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

สถาน ๑ : (คำนาม) ที่ตั้ง เช่น สถานเสาวภา สถานพยาบาล สถานพักฟื้น สถานบริบาลทารก, ถ้าใช้ประกอบคำอื่นหมายถึง ที่, แหล่ง, เช่น โบราณสถาน ศาสนสถาน ฌาปนสถาน ปูชนียสถาน สังเวชนียสถาน; ประการ เช่น มีความผิดหลายสถาน. (ส.; ป. ฐาน).”

(๓) “ธรรม” 

บาลีเป็น “ธมฺม” อ่านว่า ทำ-มะ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ) และ ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม)

: ธรฺ > + รมฺม > มฺม : + มฺม = ธมฺม (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า –

(1) “กรรมที่ทรงไว้ซึ่งความดีทุกอย่าง” (หมายถึงบุญ)

(2) “สภาวะที่ทรงผู้ดำรงตนไว้มิให้ตกไปในอบายและวัฏทุกข์” (หมายถึงคุณธรรมทั่วไปตลอดจนถึงโลกุตรธรรม)

(3) “สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งสัตว์ผู้บรรลุมรรคเป็นต้นมิให้ตกไปในอบาย” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)

(4) “สภาวะที่ทรงลักษณะของตนไว้ หรืออันปัจจัยทั้งหลายทรงไว้” (หมายถึงสภาพหรือสัจธรรมทั่วไป)

(5) “สภาวะอันพระอริยะมีโสดาบันเป็นต้นทรงไว้ ปุถุชนทรงไว้ไม่ได้” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล) 

คำแปลตามศัพท์ที่เป็นกลาง ๆ “ธมฺม” คือ “สภาพที่ทรงไว้

บาลี “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “ธรรม” ไว้ดังนี้ –

(1) คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม

(2) คำสั่งสอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟังธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า

(3) หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา เช่น ปฏิบัติธรรม ประพฤติธรรม

(4) ความจริง เช่น ได้ดวงตาเห็นธรรม

(5) ความยุติธรรม, ความถูกต้อง, เช่น ความเป็นธรรมในสังคม

(6) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมู่คณะ

(7) กฎหมาย เช่น ธรรมะระหว่างประเทศ

(8 ) สิ่งของ เช่น เครื่องไทยธรรม

การประสมคำ :

ขอประสมคำตามความเข้าใจของผู้เขียนบาลีวันละคำ ดังนี้

นิพพาน + สถาน = นิพพานสถาน เป็นคำสมาส แปลจากหลังมาหน้า แปลตามประสงค์ว่า “สถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพาน” อ่านตามสะดวกปากว่า นิบ-พาน-สะ-ถาน

คำนี้ถ้าอ่านตามหลักการอ่านคำสมาส ต้องอ่านว่า นิบ-พา-นะ-สะ-ถาน แต่เชื่อได้ว่าไม่มีใครอ่านแบบนี้ เพราะคำว่า “นิพพาน” ในภาษาไทย เราอ่านว่า นิบ-พาน จนติดปากติดหูกันไปแล้ว ไม่มีใครอ่านว่า นิบ-พา-นะ

สถาน + ธรรม = สถานธรรม เป็นคำประสมแบบไทย แปลจากหน้าไปหลัง อ่านว่า สะ-ถาน-ทำ แปลตามประสงค์ว่า “สถานที่ปฏิบัติธรรม” “สถานที่แสดงธรรม” “สถานที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับธรรม

อภิปรายขยายความ :

คำว่า “นิพพานสถานธรรม” เป็นชื่อสำนักปฏิบัติธรรมประจำกรุงเทพมหานคร แห่งที่ 79 ตั้งอยู่ที่วัดใหม่ (ยายแป้น) แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

ผู้เขียนบาลีวันละคำเห็นคำว่า “นิพพานสถานธรรม” ก็สะดุดใจ จึงนำมาเขียนเป็นบาลีวันละคำ

คำว่า “นิพพานสถานธรรม” แยกคำและประสมคำดังที่แสดงมา ที่ประสมคำดังแสดงมานี้เป็นการประสมแบบมีปัญหา กล่าวคือ –

ถ้าเป็นไปตามข้อ ๑ เมื่อเอาคำว่า “สถาน” ประสมกับ “ธรรม” เป็น “สถานธรรม” (ตามข้อ ๒) ไปแล้ว จะเอา “สถาน” คำเดียวมาประสมกับ “นิพพาน” ไม่ได้ เพราะ “สถาน” ประสมกับ “ธรรม” ไปแล้ว ถ้าจะเอามาประสม ก็ต้องเอามาเป็น นิพพาน + สถานธรรม แต่จะมีปัญหาว่าจะแปลอย่างไร

แปลว่า “นิพพานคือสถานที่ปฏิบัติธรรม” ก็ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะ “นิพพาน” จะเป็น “สถานที่” ไม่ได้ = นิพพานไม่ใช่สถานที่

แปลว่า “สถานที่ปฏิบัติธรรม คือนิพพาน” ก็ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะ “สถานที่” จะเป็น “นิพพาน” ไม่ได้ = สถานที่ไม่ใช่นิพพาน

แต่ถ้าอ้างว่า-หมายถึง “ธรรมคือนิพพาน” ไม่ได้หมายถึง “สถานที่คือนิพพาน” ก็มีปัญหาในทางตำแหน่งของศัพท์ เพราะตามหลักภาษาบาลี ถ้าต้องการจะหมายถึง “ธรรมคือนิพพาน” คำว่า “นิพพาน” กับคำว่า “ธรรม”จะต้องอยู่ติดกันเป็นคำเดียวกัน คือเป็น “นิพพานธรรม” แต่นี่เอาคำว่า “สถาน” มาคั่นกลาง เป็น “นิพพานสถาน-” ก็ต้องแปลว่า “สถานที่คือนิพพาน” จะให้หมายถึง “ธรรมคือนิพพาน” ได้อย่างไร

และถ้าอ้างว่า “นิพพานสถาน-” นี่แหละที่หมายถึง “สถานที่ปฏิบัติธรรม เพื่อบรรลุนิพพาน” ก็มีปัญหาว่า คำว่า “ธรรม” ที่อยู่ท้ายคำจะให้หมายถึงอะไร-ในเมื่อ “นิพพานสถาน” แค่นี้ก็ได้ความสมบูรณ์อยู่แล้ว

แต่ถ้าเป็นไปตามข้อ ๒ เมื่อเอาคำว่า “สถาน” ประสมกับ “นิพพาน” เป็น “นิพพานสถาน” (ตามข้อ ๑) ไปแล้ว จะเอา “สถาน” คำเดียวไปประสมกับ “ธรรม” เป็น “สถานธรรม” อีกไม่ได้ เพราะ “สถาน” ประสมกับ “นิพพาน” ไปแล้ว ถ้าจะเอามาประสม ก็ต้องเอามาเป็น นิพพานสถาน + ธรรม แต่จะมีปัญหาว่าจะแปลอย่างไร

แปลว่า “ธรรมคือสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพาน” ก็ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะ “ธรรม” จะเป็น “สถานที่” ไม่ได้ = ธรรมไม่ใช่สถานที่

แปลว่า “สถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพาน คือธรรม” ก็ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะ “สถานที่” จะเป็น “ธรรม” ไม่ได้ = สถานที่ไม่ใช่ธรรม

และถ้าอ้างว่า ต้องการหมายถึง “นิพพานคือธรรม” ก็จะมีปัญหาในทางตำแหน่งของศัพท์ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

ดูตามเจตนาของผู้คิดคำว่า “นิพพานสถานธรรม” นี้แล้ว ก็คงตั้งใจจะให้หมายถึง “สถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพาน” นั่นแหละ แต่วิธีเอาคำมาประกอบเข้าเป็นชื่อ เมื่อเอาหลักภาษาเข้าจับแล้วออกจะมีปัญหาน่าคิด

อย่างไรก็ตาม คำว่า “นิพพานสถานธรรม” มีสถานะเป็นวิสามานยนาม (proper name) คำชนิดนี้ได้รับสิทธิพิเศษ จะเอาคำอะไรมาประสมกับคำอะไร เขียนอย่างไร อ่านอย่างไร และมีความหมายอย่างไร ขึ้นอยู่กับเจตนาของเจ้าของนามหรือผู้ตั้งนามแต่เพียงผู้เดียว จะเอาหลักภาษาหรือความถูกผิดในแง่ใด ๆ มาตัดสินมิได้ ท่านให้ถือว่า ถูกต้องและใช้ได้ตามเจตนา

และโปรดทราบว่า ที่ยกคำนี้มาเขียนเป็นบาลีวันละคำ มิได้มีเจตนาจะทักท้วงหรือชี้ถูกชี้ผิดแต่ประการใดทั้งสิ้น มีเจตนาเพียงนำเสนอในแง่หลักภาษาเพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้สนใจภาษาเท่านั้น 

เมื่อรู้คำ รู้ที่มาของคำ รู้หลักการประสมคำ หากจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้คิดประดิษฐ์คำที่เป็นวิสามานยนามออกสู่การรับรู้ของสังคม จะได้คิดประดิษฐ์คำที่ถูกต้อง งดงาม ความหมายดี ดังคำที่เราชื่นชมบุคคลว่า “รูปก็งาม นามก็เพราะ” นั่นแล

…………..

ดูก่อนภราดา!

: รูปก็งาม นามก็เพราะ ก็เหมาะดี

: ถ้ากิริยาวาจาใจงามอีกด้วย ก็ยิ่งเป็นยอดดี

#บาลีวันละคำ (4,952)

2-1-69

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้