จะทันโลกและอยู่กับโลกไปเพื่ออะไร

จะทันโลกและอยู่กับโลกไปเพื่ออะไร
————————————–
ในวงการพระศาสนา-โดยเฉพาะวงการสงฆ์-แนวคิดหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าคนจะเห็นด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา นั่นก็คือแนวคิดที่ว่า –
“โลกเปลี่ยนไป พระพุทธศาสนา-โดยเฉพาะวงการสงฆ์-จะต้องปรับเปลี่ยนให้ทันโลกและให้อยู่กับโลกได้”
ผมเน้น “โดยเฉพาะวงการสงฆ์” ก็เพราะเป็นจุดเด่น หรือเป็นสนามปฏิบัติการของแนวคิดนี้
จะดูความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ก็ขอให้ดูที่การปฏิบัติตัวของพระภิกษุสามเณร
พระภิกษุสามเณรทำอะไรลงไป คนก็จะแบ่งออกเป็น ๒ พวก
พวกหนึ่ง เห็นด้วย ชื่นชมยินดี
พวกหนึ่ง ไม่เห็นด้วย ตำหนิติเตียน
ถามว่า เหตุผลที่ชื่นชมยินดีกับเหตุผลที่ตำหนิติเตียน มาจากไหน
คำตอบก็คือ มาจากความคิดความเห็นความเข้าใจส่วนตัว
มีน้อยอย่างยิ่งที่มาจากความรู้ความเข้าใจหลักการหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง
เวลานี้คนส่วนมากไม่ได้ศึกษาหลักการหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนาและของความเป็นพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา – คือพระธรรมวินัย
ชาวบ้านทั่วไปนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนมากไม่มีเวลาและไม่มีอารมณ์ที่จะศึกษาอยู่แล้ว
แต่ที่น่าตกใจอย่างยิ่งก็คือ เวลานี้แม้แต่พระภิกษุสามเณรเองก็ลดความอุตสาหะในการศึกษาพระธรรมวินัยลงไปเป็นอันมาก
ชีวิตประจำวันหมดไปกับการทำกิจอย่างอื่นที่ไม่ใช่การศึกษาพระธรรมวินัย
จากประสบการณ์และเหตุการณ์ประจำวันหลายครั้ง ผมพบว่าพระภิกษุสามเณรเป็นอันมากไม่รู้แม้ในเรื่องที่ท่านควรจะต้องรู้
น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง
จริงอยู่ แม้เราจะมีการเรียนนักธรรม-เรียนบาลี ตลอดจนเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยสงฆ์ แต่ทุกวันนี้ก็เป็นการเรียนที่มุ่งผลอย่างอื่น เช่นเพื่อสอบได้ เพื่อเอาตัวเลขเอาสถิติ ไม่ใช่การเรียนเพื่อรู้เข้าใจพระธรรมวินัยให้ทั่วถึงแล้วเอาไปประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง
………………..
คราวนี้มาพิจารณากันดู ที่ว่า-โลกเปลี่ยนไป พระพุทธศาสนา-โดยเฉพาะวงการสงฆ์-จะต้องปรับเปลี่ยนให้ทันโลกและให้อยู่กับโลกได้-นั้น
ถามว่า เราจะปรับเปลี่ยนอะไร?
คำตอบก็คือ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของสงฆ์
อะไรที่ “ห้ามทำ” ขอให้ทำได้มากขึ้น หรือทำได้ทุกอย่างก็ยิ่งดี
อะไรที่ “ต้องทำ” ขอให้ทำน้อยลงหรือไม่ต้องทำเลยก็ยิ่งดี
นี่คือความหมายของคำว่า “ปรับเปลี่ยน”
เชื่อกันว่าถ้าทำอย่างนี้ พระภิกษุสามเณรหรือเรียกเป็นคำรวมว่า “สงฆ์” จะมีความคล่องตัว จะทันโลกและอยู่กับโลกได้เป็นอย่างดี
โปรดอย่าลืมว่า วิถีชีวิตของสงฆ์ขึ้นอยู่กับพระธรรมวินัย
พระธรรมวินัยเป็นเครื่องรองรับความเป็นสงฆ์
ก็แปลว่าต้องปรับเปลี่ยนพระธรรมวินัย ใช่หรือไม่?
ถ้าไม่ใช่ แล้วจะปรับเปลี่ยนอะไร?
แต่ถ้าใช่ ก็เป็นเรื่องใหญ่
………………..
เคยศึกษาเรื่องนี้กันมาบ้างหรือยัง —
เรื่องที่ ๑ – ในมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๗๐ พระพุทธองค์ตรัสหลักธรรมหมวดหนึ่ง ชื่อ “ภิกขุอปริหานิยธรรม” หลักธรรมชุดนี้มี ๗ ข้อ ข้อที่ ๓ มีข้อความดังนี้ –
………………..
ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู อปญฺญตฺตํ น ปญฺญเปสฺสนฺติ ปญฺญตฺตํ น สมุจฺฉินฺทิสฺสนฺติ ยถาปญฺญตฺเตสุ สิกฺขาปเทสุ สมาทาย วตฺติสฺสนฺติ วุฑฺฒิเยว ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา โน ปริหานิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุ (1) จักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (2) จักไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว (3) จักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ได้บัญญัติไว้แล้ว อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น
………………..
พึงพิจารณาด้วยใจเป็นกลางเถิดว่า การปรับเปลี่ยนพระธรรมวินัยเป็นการฝืนหลักคำสอนข้อนี้หรือไม่
เรื่องที่ ๒ – เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระอรหันตเถระ ๕๐๐ ได้ทำปฐมสังคายนา คือประชุมกันจัดระเบียบหลักพระธรรมวินัย
การทำปฐมสังคายนามีลักษณะพิเศษที่ควรสังเกตบางประการ กล่าวคือ
(1) ทำหลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน อันเป็นระยะเวลาที่เหตุการณ์ยังสดยังใหม่ ผู้คนยังจดจำพระบรมศาสดาได้เป็นอันดี
(2) พระเถระผู้เป็นองค์ประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ได้รับฟังพระธรรมวินัยมาโดยตรงจากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ฟังผ่านอาจารย์มาอีกต่อหนึ่ง จึงสามารถรับรองยืนยันได้ว่าอะไรพระพุทธเจ้าตรัสสอน อะไรพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสสอน เป็นหลักประกันว่าพระธรรมวินัยที่ประชุมจัดระเบียบกันนั้นถูกต้องตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนไว้
ผลจากการทำปฐมสังคายนาก็คือพระพุทธศาสนาที่เรียกกันว่า “เถรวาท” อันหมายถึงพระพุทธศาสนาที่มีรากฐานมาจากการรวบรวมพระธรรมวินัยที่กระทำโดย “พระเถระ” ดังกล่าวข้างต้น
หลักการสำคัญข้อหนึ่งของ “เถรวาท” ปรากฏอยู่ในรายงานการประชุมปฐมสังคายนา (ปัญจสติกขันธกะ คัมภีร์จุลวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๖๒๐ และตรัสไว้ก่อนหน้านั้นในมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๔๑) ต้นเรื่องมีอยู่ว่า —
เมื่อรวบรวมพระธรรมวินัยได้ครบถ้วนหมดแล้ว ตอนท้ายของการประชุม พระอานนทเถระซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญด้านพระธรรม (พระอุบาลีเถระเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญด้านพระวินัย) แจ้งต่อที่ประชุมว่า มีพระพุทธานุญาตก่อนปรินิพพานว่า เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว ถ้าคณะสงฆ์ประสงค์จะยกเลิกสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ที่ทรงบัญญัติไว้ ก็ให้พร้อมใจกันประกาศยกเลิกได้
ที่ประชุมอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในประเด็น “สิกขาบทเล็กน้อย” และในที่สุดได้ลงมติว่า สงฆ์คณะนี้ไม่ถอนสิกขาบทใดๆ ทั้งสิ้น
เหตุผลและรายละเอียดมีเป็นประการใด โปรดศึกษาข้อความจากพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๖๒๑) ดังนี้ –
พระมหากัสสปเถระ ประธานของที่ประชุมเสนอญัตติว่า –
………………..
(๑) ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์ก็มีอยู่ แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร สิ่งนี้ไม่ควร ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย จักมีผู้กล่าวว่า พระสมณโคดมบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายเป็นกาลชั่วคราว พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด สาวกเหล่านี้ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้
(๒) ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว นี้เป็นญัตติ
(ต่อจากนั้นพระมหากัสสปเถระได้ทบทวนญัตติซ้ำอีกครั้งหนึ่งตามระเบียบของการเสนอญัตติ ต่อด้วยข้อเสนอเพื่อให้ที่ประชุมลงมติ ความในพระไตรปิฎกบันทึกต่อมาดังนี้)
(๓) ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์ก็มีอยู่ …. (ข้อความเหมือนในข้อ (๑) จนถึง) ….จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้ –
สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
(ต่อจากนั้นเป็นมติของที่ประชุม ข้อความเป็นดังนี้)
(๔) สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้
………………..
สรุปมติของที่ประชุมปฐมสังคายนาเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็คือ
(1) ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติ
(2) ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว
(3) สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้
โปรดสังเกตว่า มติของที่ประชุมก็คือ “ภิกขุอปริหานิยธรรม” ข้อ ๓ ดังที่ยกมาแสดงไว้ข้างต้นนั่นเอง
โปรดอ่านซ้ำอีกครั้ง
………………..
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุ (1) จักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (2) จักไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว (3) จักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ได้บัญญัติไว้แล้ว อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น
………………..
เห็นความสอดคล้องกันของ “พระธรรม” และ “พระวินัย” หรือยัง
กล่าวโดยนัยตรงกันข้ามก็คือ –
ถ้าพวกภิกษุ (1) บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (2) ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว (3) ไม่สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ได้บัญญัติไว้แล้ว (เช่นจะต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันโลก) อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเสื่อมอย่างเดียว ไม่มีความเจริญเพียงนั้น
………………..
สองเรื่องที่ยกมาให้อ่านกันนี้ เชื่อว่าเราส่วนมากไม่เคยรู้มาก่อน
เรียกตามสำนวนก็ว่า-ไม่เคยศึกษา
พระธรรมวินัยนั้นท่านว่ามีมากถึงแปดหมื่นสี่พันหัวข้อ
สมมุติว่า-นี่เพิ่งศึกษาได้แค่ ๒ หัวข้อ
นั่นแปลว่า มีพระธรรมวินัยอีกเป็นอันมากที่เรายังไม่ได้ศึกษา
เราจะเปลี่ยนแปลงพระธรรมวินัยทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาให้รู้เข้าใจทั่วถึงอย่างนั้นหรือ?
ทีนี้ดูเฉพาะสองเรื่องที่นำมาเสมอ
ในฐานะสมาชิกของสังคมสงฆ์ที่สมัครใจเข้ามาอยู่ในพระธรรมวินัย เมื่อได้รู้เข้าใจแล้วว่า มีหลักธรรมที่ตรัสไว้และหลักพระวินัยแห่งคณะสงฆ์เถรวาทยึดถือตรงกันว่า
(1) ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติ
(2) ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว
(3) สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้
และมีพระพุทธพจน์ตรัสยืนยันว่า ถ้าพวกภิกษุประพฤติยึดถือเช่นนี้อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น
ซึ่งมองในมุมตรงข้ามได้ว่า ถ้าประพฤติตรงกันข้าม ก็พึงหวังได้ซึ่งความเสื่อมอย่างเดียว ไม่มีความเจริญ
ถามว่า – เมื่อได้รู้เข้าใจเช่นนี้แล้ว ยังคิดที่จะปรับเปลี่ยนพระธรรมวินัยเพื่อให้ทันโลกและอยู่กับโลกได้-อยู่หรือไม่
พระพุทธองค์ตรัสไว้โดยนัยว่า ถ้าไม่สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ได้บัญญัติไว้ พึงหวังได้ซึ่งความเสื่อมอย่างเดียว ไม่มีความเจริญ – รู้อย่างนี้ก็ยังยืนยันที่จะไม่สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ได้บัญญัติไว้อยู่นั่นเอง
จะเอากันอย่างนั้นหรือ?
………………..
คราวนี้มาถึงประเด็น-ความเปลี่ยนแปลงของสังคม-ของโลก ซึ่งเป็นข้อที่ยกขึ้นมาอ้างเพื่อจะเปลี่ยนแปลงพระธรรมวินัย
ระเบียบวินัยของชาวโลกอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นเพราะสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป
แต่พระธรรมวินัย-โดยเฉพาะสิกขาบทต่าง ๆ-นั้น ยากที่จะตัดสินได้ว่าข้อไหนล้าสมัยจนถึงขัดต่อการปฏิบัติธรรม และจะใช้เกณฑ์อะไรเป็นมาตรฐาน
ตัวอย่างเช่น นายดำ อุปสมบทเป็นภิกษุดำ ไม่ฉันภัตตาหารหลังเที่ยง ร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้และสามารถปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างสบาย
ส่วนนายแดง อุปสมบทเป็นภิกษุแดง ไม่ฉันอาหารตอนเย็นแล้วเกิดอาการไม่สบาย เช่น ป่วยเป็นโรคกระเพาะ ไม่อาจปฏิบัติธรรมได้
ถ้ามีผู้เสนอให้สงฆ์ปรับเปลี่ยนพระธรรมวินัย คือยกเลิกสิกขาบทข้อที่ว่าด้วยห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล สงฆ์จะใช้เกณฑ์ของภิกษุดำหรือภิกษุแดงเป็นมาตรฐานในการพิจารณา?
ถ้าใช้ภิกษุดำเป็นเกณฑ์ ก็ไม่ต้องยกเลิก แต่ขัดกับความจำเป็นของภิกษุแดง
ถ้าจะรักษาประโยชน์ของภิกษุแดง ก็ต้องยกเลิก แต่จะทำให้เกณฑ์ของภิกษุดำลดต่ำลงไป
ภิกษุดำอาจนึกรังเกียจภิกษุแดงตลอดจนภิกษุอื่นๆ ที่ฉันอาหารในเวลาวิกาล (เพราะสงฆ์ยกเลิกสิกขาบทข้อนี้ออกไปแล้ว) ฝ่ายภิกษุแดงก็อาจนึกหมั่นไส้ภิกษุดำที่เคร่งครัดกว่า แล้วก็จะเกิดการกระทบกระทั่งกันอยู่เรื่อย ๆ
แล้วถ้าอยู่ไป ๆ เกิดมีภิกษุอะไรสักรูปหนึ่งหรือหลายรูป อ้างว่าตนหรือพวกตนมีความจำเป็น-กล่าวคือถ้าไม่ได้เสพเมถุนวันละครั้งจะเกิดอาการไม่สบาย ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ จึงเสนอขอให้สงฆ์ยกเลิกสิกขาบทข้อนี้ สงฆ์จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา?
ปัญหาข้างต้น แนวปฏิบัติตามมติที่ประชุมปฐมสังคายนาก็คือรักษาสิกขาบททั้งหมดไว้ และเอาสิกขาบทเหล่านั้นเป็นเกณฑ์มาตรฐาน
ผู้ปฏิบัติได้ตามเกณฑ์มาตรฐานนั้นก็มีสิทธิ์เข้ามาเป็นสมาชิกของสงฆ์ได้
ส่วนผู้ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ก็มีเสรีภาพที่จะสละสิทธิ์นั้นเสีย แล้วเลือกหนทางดำเนินในระดับอื่น ซึ่งยังมีอยู่อีกมากมาย
ยังเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีได้เหมือนเดิม
ไม่มีใครขับไสไล่ส่งใครออกไปจากพระศาสนาแต่ประการใด
วิธีเช่นนี้ย่อมเป็นการดำรงเกณฑ์มาตรฐานของสงฆ์ไว้ได้ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้
ไม่ใช่ยุบ เลิก ลด หรือถอน หรือเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จนในที่สุดก็จะเป็นการละลาย สลาย หรือทำลายตัวเองนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ถ้าภิกษุแดงไม่สามารถงดอาหารมื้อเย็นได้ วิธีการที่ถูกต้องจึงย่อมไม่ใช่การขอให้สงฆ์ยกเลิกสิกขาบทที่ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล หากแต่คือ – การสละสิทธิ์ความเป็นภิกษุแดงกลับไปเป็นนายแดงตามเดิม ซึ่งก็ยังสามารถบำเพ็ญบุญกิริยาได้อย่างสมบูรณ์ แล้วปล่อยให้สิกขาบทที่ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาลคงอยู่เป็นมาตรฐานของภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาทสืบต่อไป เพื่อที่ว่า ภิกษุดำและใคร ๆ ที่มีความสามารถถึงระดับ จะได้พัฒนาตัวเองขึ้นไปสู่มาตรฐานนั้นได้ อันจะเป็นการเกื้อกูลแก่การทำที่สุดแห่งทุกข์ต่อไป
ถ้าปฏิบัติตามกฎไม่ได้ ก็ถอยออกมา
รักษากฎกติกาไว้ให้ผู้ที่ปฏิบัติได้
ถ้าปฏิบัติตามกฎไม่ได้ ก็ถอยออกมา
ไม่ใช่แก้กฎกติกาจนไม่เหลืออะไร
และที่ควรคำนึงไว้ด้วยก็คือ ถ้าสิ่งที่ทันโลกและอยู่กับโลกได้นั้นถูกเปลี่ยนแปลงจนไม่เหลืออะไรที่เป็นพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องแท้จริง เราจะทันโลกและอยู่กับโลกไปเพื่ออะไร
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๔ กันยายน ๒๕๖๒
๑๘:๐๙
