บาลีวันละคำ

อสักยปุตติโย (บาลีวันละคำ 5,100)

อสักยปุตติโย

ไม่เป็นเชื้อสายศากยบุตร = ไม่ใช่พระ

อ่านว่า อะ-สัก-กฺยะ-ปุด-ติ-โย

“อสักยปุตติโย” แยกศัพท์ตามที่ตาเห็นเป็น อ + สักย + ปุตติโย 

(๑) “อ”

อ่านว่า อะ รูปคำเดิมมาจาก “น” อ่านว่า นะ (ไม่ใช่ นอ) เป็นคำจำพวก “นิบาต” คำจำพวกนี้ไม่แจกด้วยวิภัตติปัจจัย คือคงรูปเดิมเสมอ อาจเปลี่ยนรูปโดยวิธีสนธิกับคำอื่นบ้าง แต่คงถือว่าเป็นคำเดิมเพราะเวลาแปลต้องแยกคำออกเป็นคำเดิมเสมอ 

นักเรียนบาลีมักท่องจำรวมกับคำอื่นในกลุ่มเดียวกันว่า “น ไม่ โน ไม่ มา อย่า ว เทียว” (น [นะ] = ไม่, โน = ไม่, มา = อย่า, ว [วะ] = เทียว) 

“น” เป็นนิบาตบอกความปฏิเสธ แปลว่า ไม่, ไม่ใช่ (no, not)

กฎการประสมของ น + คือ :

(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง น เป็น อ–

(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ (อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ) แปลง น เป็น อน–

ในที่นี้ คำหลังคือ “สักย” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ คือ ส จึงต้องแปลง น เป็น อ–

(๒) “สักย” 

เขียนแบบบาลีเป็น “สกฺย” อ่านว่า สัก-กฺยะ คำว่า –กฺย (มีจุดใต้ กฺ) ไม่ใช่ กะ-ยะ แต่ออกเสียง กฺ ครึ่งเสียง หรือจะอ่านว่า สัก-เกียะ ตรง ๆ ก็จะได้เสียงที่ชัดขึ้น 

“สกฺย” รากศัพท์มาจาก สกฺ (ธาตุ = อาจ, สามารถ) + ณฺย ปัจจัย, ลบ ณฺ (ญฺย > ย) 

: สกฺ + ณฺย = สกฺณฺย > สกฺย แปลตามศัพท์ว่า (1) “ผู้สามารถ” (2) “ผู้สามารถที่จะรักษาตระกูลวงศ์ไว้ได้” (3) “ผู้เกิดในศากยตระกูลซึ่งมีมาแต่เดิม” 

“สกฺย” สันสกฤตเป็น “ศากฺย”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –

“ศากฺย : (คำนาม) พระนามของพระพุทธเจ้า; the name of Buddha.”

จะเห็นว่า “สกฺย” รูปคำใกล้ไปทางสันสกฤต คือ “ศากฺย” แต่ก็มีรูปคำบาลีอีกรูปหนึ่งเป็น “สกฺก” (สัก-กะ) จะว่า “สกฺก” เป็นรูปบาลีแท้ ส่วน “สกฺย” เป็นรูปบาลีกลายก็ได้ 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สกฺก” (คุณศัพท์) ว่า able, possible (สามารถ, เป็นไปได้) 

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“ศากย-, ศากยะ : (คำนาม) ชื่อวงศ์กษัตริย์วงศ์หนึ่งในเมืองกบิลพัสดุ์ เรียกว่า ศากยวงศ์, เรียกกษัตริย์ในวงศ์นี้ว่า ศากยะ. (ส. ศากฺย; ป. สกฺย).” 

(๓) “ปุตติโย”

เขียนแบบบาลีเป็น “ปุตฺติโย” (มีจุดใต้ ตฺ ตัวหน้า) รูปคำเดิมมาจาก ปุตฺต + อิย ปัจจัย

(ก) “ปุตฺต” อ่านว่า ปุด-ตะ รากศัพท์มาจาก –

(1) ปู (ธาตุ = สะอาด, ชำระ) + ต ปัจจัย, ซ้อน ตฺ, รัสสะ อู ที่ ปู เป็น อุ (ปู > ปุ)

: ปู + ตฺ + ต = ปูตฺต > ปุตฺต แปลตามศัพท์ว่า (1) “ผู้เป็นเหตุให้บิดามารดาสะอาด” (คือไม่ถูกตำหนิว่าไม่มีผู้สืบสกุล) (2) “ผู้ชำระตระกูลของตนให้สะอาด” (คือทำให้ตระกูลมีผู้สืบต่อ)

(2) ปูรฺ (ธาตุ = เต็ม) + ต ปัจจัย, แปลง รฺ ที่สุดธาตุเป็น ตฺ,(ปูรฺ > ปูตฺ), รัสสะ อู ที่ ปู-(รฺ) เป็น อุ (ปูร > ปุร)

: ปูรฺ + ตฺ = ปูรต > ปูตฺต > ปุตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังดวงใจของบิดามารดาให้เต็ม”

(3) ปุสฺ (ธาตุ = เลี้ยง) + ต ปัจจัย, ลบ สฺ ที่สุดธาตุ (ปุสฺ > ปุ), ซ้อน ตฺ 

: ปุสฺ > ปุ + ตฺ + ต = ปุตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันมารดาบิดาเลี้ยงดู” 

“ปุตฺต” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –

(1) ลูกชาย (a son) 

(2) เด็ก, ผู้สืบสกุล (child, descendant)

แทรกการประสมคำ :

สกฺย + ปุตฺต = สกฺยปุตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ลูกชายของศากยะ” หมายถึง กุมารที่เกิดในศากยตระกูลโดยตรง เช่น พระพุทธเจ้า พระอนุรุทธะ พระอานนท์ เป็นต้น

(ข) สกฺยปุตฺต + อิย = สกฺยปุตฺติย (สัก-เกียะ-ปุด-ติ-ยะ) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เป็นเชื้อสายศากยบุตร”

ขยายความแทรก :

คำว่า “สกฺยปุตฺต” ในภาษาไทยใช้เป็น “ศากยบุตร” มักหมายถึงพระภิกษุ เช่นคำที่พูดว่า “ศากยบุตรพุทธชิโนรส” และ “พวกสมณะศากยบุตร” 

แต่ในภาษาบาลี ถ้าหมายถึงภิกษุในพระพุทธศาสนา ท่านใช้คำว่า “สกฺยปุตฺติย” (สัก-เกียะ-ปุด-ติ-ยะ) แปลตามศัพท์ว่า “เชื้อสายศากยบุตร” หมายความว่า ไม่ใช่ผู้ที่เกิดในศากยตระกูลโดยตรง แต่เมื่อเข้ามาบวชเป็นภิกษุในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศากยบุตร จึงได้รับการยกย่องเสมือนเป็นศากยบุตรด้วย แต่เป็น “เชื้อสายศากยบุตร” ไม่ใช่ศากยบุตรโดยสายเลือด 

ในภาษาบาลีแสดงความแตกต่างโดยรูปศัพท์ คือ – 

“สกฺยปุตฺต” = ศากยบุตรโดยสายเลือด เกิดมาก็เป็นศากยบุตรทันที

“สกฺยปุตฺติย” = ศากยบุตรโดยเชื้อสาย ต้องเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาจึงจะเป็นศากยบุตรได้

…………..

น + สกฺยปุตฺติย = นสกฺยปุตฺติย > อสกฺยปุตฺติย (อะ-สัก-เกียะ-ปุด-ติ-ยะ) แปลว่า “ผู้ไม่เป็นเชื้อสายศากยบุตร” 

“อสกฺยปุตฺติย” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “อสกฺยปุตฺติโย” (อะ-สัก-เกียะ-ปุด-ติ-โย)

“อสกฺยปุตฺติโย” เขียนแบบไทยเป็น “อสักยปุตติโย”

ขยายความ :

“อสกฺยปุตฺติโย = อสักยปุตติโย” มีความหมายว่าอย่างไร?

ภิกษุที่ละเมิดอาบัติปาราชิก ท่านใช้คำเรียก 4 คำ คือ –

ปาราชิโก = ผู้พ่ายแพ้

อสํวาโส = ไม่มีสิทธิ์อยู่ร่วมกับภิกษุ

อสฺสมโณ = ไม่เป็นสมณะ

อสกฺยปุตฺติโย = ไม่เป็นเชื้อสายศากยบุตร

ทุกคำมีความหมายร่วมกันว่า ขาดจากความเป็นภิกษุ คือที่เราพูดกันว่า ไม่เป็นพระ ไม่ใช่พระ

แถม :

คำลาสิกขาที่เราคุ้นกันคือ –

สิกฺขํ  ปจฺจกฺขามิ  คิหีติ  มํ  ธาเรถ.

(สิกขัง ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ) 

แปลว่า “ข้าพเจ้าขอลาสิกขา ท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์”

คำว่า “คิหีติ  มํ  ธาเรถ” (จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์) หมายความว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นพระอีกต่อไปแล้ว คำที่มีความหมายอย่างเดียวกันนี้ยังมีอีกหลายคำ ขอยกมาแสดงไว้เพื่อประกอบการศึกษาดังนี้ –

… คิหีติ  มํ  ธาเรหิ … เป็นคฤหัสถ์

… อุปาสโกติ  มํ  ธาเรหิ … เป็นอุบาสก

… อารามิโกติ  มํ  ธาเรหิ … เป็นคนทำการวัด

… สามเณโรติ  มํ  ธาเรหิ … เป็นสามเณร

… ติตฺถิโยติ  มํ  ธาเรหิ … เป็นเดียรถีย์

… ติตฺถิยสาวโกติ  มํ  ธาเรหิ … เป็นสาวกเดียรถีย์

… อสฺสมโณติ  มํ  ธาเรหิ … ไม่เป็นสมณะ

… อสกฺยปุตฺติโยติ  มํ  ธาเรหิ … ไม่เป็นเชื้อสายศากยบุตร 

ที่มา: ปฐมปาราชิกกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 31

เมื่อกล่าวคำใดคำหนึ่งดังแสดงมานี้ ก็เป็นการบอกกล่าวให้รู้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นพระอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น พระที่ต้องอาบัติปาราชิก ท่านเรียกว่า “อสกฺยปุตฺติโย = อสักยปุตติโย” จึงเป็นอันยืนยันว่า พระที่ต้องอาบัติปาราชิกนั้นไม่เป็นพระอีกต่อไป

คำบอกกล่าวที่ว่า พระปาราชิก ยังเป็นพระ แต่มีสถานะเป็น “อสังวาโส” ก็ดี

หรือจะบอกว่า พระปาราชิก ยังเป็นพระ แต่มีสถานะเป็น “อัสสมโณ” ก็ดี

หรือจะบอกว่า พระปาราชิก ยังเป็นพระ แต่มีสถานะเป็น “อสักยปุตติโย” ก็ดี

ไม่ว่าจะเลี่ยงไปใช้คำไหน ก็เท่ากับบอกว่า “พระปาราชิกไม่ใช่พระ” ทั้งนั้น

อันที่จริงคำว่า “ปาราชิก” ก็ฟ้องอยู่ในตัวแล้วว่า “ไม่ใช่พระ” คำว่า “พระปาราชิก ยังเป็นพระ” จึงเป็นคำที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง โดยที่คนพูดไม่ทันรู้ตัว

…………..

ดูก่อนภราดา!

: เรียนบาลีจะมีค่า

: ถ้าเรียนเพื่อรักษาพระธรรมวินัย

#บาลีวันละคำ (5,100) 

30-5-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *