คำถามที่ผมอยากตอบ

คำถามที่ผมอยากตอบ (๒)
————————-
“อ่านพระไตรปิฎก” กินความแค่ไหน เป็นประเด็นที่ควรพูดกันให้รู้เรื่องและเข้าใจตรงกัน
คำว่า “อ่านพระไตรปิฎก” ไม่ใช่การทำเพียงแค่ให้ข้อความในพระไตรปิฎก “ผ่านสายตา”
พระไตรปิฎกมีกี่เล่ม มีกี่พันกี่หมื่นหน้า ผ่านสายตามาหมดแล้ว
แบบนั้นคืออ่านพระไตรปิฎกตามตัวหนังสือ ไม่ใช่ความหมายที่ถูกของคำว่า “อ่านพระไตรปิฎก”
“อ่านพระไตรปิฎก” หมายถึง “ศึกษาพระไตรปิฎก”
และ “ศึกษาพระไตรปิฎก” ไม่ใช่เพียงกระบวนการที่กระทำเพื่อให้ได้วุฒิหรือเพื่อรับปริญญาอย่างที่เราเข้าใจกันและทำกันอยู่
………………………
ครั้งหนึ่ง ผมปรารภขึ้นในหมู่ญาติมิตรว่า ทุกวันนี้ ในหมู่พระภิกษุสามเณรหรือในหมู่ชาววัดแทบจะไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎกกันแล้ว
ญาติมิตรท่านหนึ่งก็แย้ง-ยืนยันว่า ในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยยังมีการศึกษาพระไตรปิฎกกันทั่วไป หลายแห่งมีศูนย์พระไตรปิฎกศึกษาโดยเฉพาะ
แต่เมื่อตามไปดู ก็พบความจริงว่า การศึกษาพระไตรปิฎกที่ว่านั้น เป็นระบบหรือหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้ได้วุฒิทั้งสิ้น
โปรดเข้าใจว่า การศึกษาพระไตรปิฎกที่ถูกต้องไม่ใช่ศึกษาเพื่อให้ได้วุฒิหรือได้รับปริญญา
ถ้าศึกษาเพื่อเอาวุฒิ ก็จะไม่ต่างกับเรียนบาลีแบบที่นักเรียนบาลีของเราเรียนกันอยู่
และจะไม่ต่างกับที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเรียนเอาปริญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีทำวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย
………………………
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ นิยามคำว่า “วิทยานิพนธ์” ไว้ว่า –
…………………………………………………
วิทยานิพนธ์ : (คำนาม) บทนิพนธ์ที่ผู้เรียบเรียงยกเอาหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นวิจัยหรือพรรณนาขยายความ โดยนับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อเสนอรับปริญญา.
…………………………………………………
คำว่า “นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อเสนอรับปริญญา” นั่นเองที่บอกถึง “ธรรมชาติ” ของวิทยานิพนธ์
นั่นคือ เมื่อผู้เรียบเรียง-ซึ่งโดยปกติหมายถึงตัวนักศึกษาเอง แต่โดยไม่ปกติอาจเป็นใครก็ได้ที่นักศึกษาขอให้เรียบเรียงให้-ได้ “ยกเอาหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นวิจัยหรือพรรณนาขยายความ” ผ่านกระบวนการต่าง ๆ จนได้รับอนุมัติให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแล้ว ซึ่งหมายความนักศึกษาได้รับปริญญาตามที่ต้องการแล้ว การศึกษาพระไตรปิฎกสำหรับผู้นั้นก็จบลงแค่นั้น
ผมเข้าใจว่า จนถึงวันนี้นักศึกษาของเราเอาเรื่องในพระไตรปิฎกมาทำวิทยานิพนธ์ทำวิจัยกันจนปรุไปหมดแล้วทั้ง ๓ ปิฎก
พูดชัด ๆ
ธัมมจักกัปปวัตนสูตรก็มีคนทำวิทยานิพนธ์แล้ว
พรหมชาลสูตรก็มีคนทำวิทยานิพนธ์แล้ว
อัคคัญญสูตรก็มีคนทำวิทยานิพนธ์แล้ว
กาลามสูตรก็มีคนทำวิทยานิพนธ์แล้ว
เอ่ยพระวินัยตอนไหน พระสูตรตอนไหน พระอภิธรรมตอนไหน มีคนเอาไปทำวิทยานิพนธ์แล้วทั้งนั้น
พูดอีกนัยหนึ่งว่า พระไตรปิฎกนั้นมีคนศึกษาจนปรุไปหมดแล้ว
แต่เป็นการศึกษาเพื่อให้ได้วุฒิทั้งสิ้น
และเมื่อได้วุฒิแล้วก็เลิกศึกษา เก็บตำราเข้าตู้
พอล่วงเวลาไประยะหนึ่ง พอใครไปถามอะไรเข้าก็จะตอบอย่างไม่ลังเลว่า เอ ทิ้งมานาน ชักจะลืม ๆ
………………………
ศึกษาพระไตรปิฎกต้องศึกษาตลอดเวลา และศึกษาตลอดชีวิต
ศึกษาพระไตรปิฎกไม่ใช่เพื่อให้ได้วุฒิ แต่เพื่อให้รู้หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้อง
แล้วนำหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องมาปฏิบัติขัดเกลาตนเอง
แล้วเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องให้แพร่หลายสู่สังคมต่อไป
สรุปให้เห็นชัด ๆ – เป้าหมายของการศึกษาพระไตรปิฎก คือ รู้ เข้าใจ ทำได้ ทำเป็น
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในพระไตรปิฎกมีหลักคำสอนเรื่องสันโดษ
“รู้” คือรู้ว่าหลักคำสอนเรื่องสันโดษมีอยู่ตรงไหนบ้างในพระไตรปิฎก
“เข้าใจ” คือเข้าใจความหมายที่ถูกต้องของ “สันโดษ” ตามพุทธประสงค์ ไม่ใช่ความหมายตามที่คนทั่วไปเข้าใจ หรือหมายถึงว่า-คนทั่วไปเข้าใจความหมายของสันโดษผิดไปจากความหมายที่ถูกต้องอย่างไร ก็เข้าใจ
“ทำได้” คือเอาหลักคำสอนว่าด้วยสันโดษมาประพฤติปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพียงแต่เรียนรู้ แต่ไม่ได้เอามาปฏิบัติ
“ทำเป็น” คือเอาหลักคำสอนว่าด้วยสันโดษมาประพฤติปฏิบัติจนสันโดษเกิดมีขึ้นในชีวิตจิตใจจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแต่ปฏิบัติหรือสักแต่ว่าปฏิบัติ แต่สันโดษไม่เกิดมีขึ้นได้จริงในชีวิต
“ทำได้-ทำเป็น” อาจสรุปอีกแบบหนึ่งว่า
อะไรที่สอนให้ลด-เลิก-ละ ก็ลดเลิกละได้เด็ดขาดจริง ๆ
อะไรที่สอนให้อบรมพัฒนาฝึกฝนให้เกิดมีขึ้น ก็อบรมพัฒนาฝึกฝนทำให้เกิดมีขึ้นได้จริง ๆ
และที่สำคัญที่สุด คำว่า “ศึกษาพระไตรปิฎก” รวมไปถึงเอาหลักคำสอนมาปฏิบัติขัดเกลาตนเองจนกระทั่งจิตหมดจดที่เรียกว่า “บรรลุธรรม” ได้จริง ๆ
หลักคำสอนเหมือนยา
ผู้ศึกษาเหมือนผู้ป่วย
“ศึกษาพระไตรปิฎก” คือเอายามารักษาอาการป่วยจนหายป่วยได้จริง ๆ
………………………
ที่เราหลงทางหรือเข้าใจผิดอย่างสุดขั้วอยู่ในเวลานี้ก็คือ เราเข้าใจกันว่า “ศึกษา” คือเรียนรู้วิชาการ ไม่เกี่ยวกับการ “ปฏิบัติ” เพราะเราไปเอาสูตร “ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ” มาจับ
“ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ” เป็นการจัดกลุ่มพระสัทธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่มหรือ ๓ ส่วน
ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธนั่นแหละรวมลงในคำว่า “ศึกษา”
ไม่ได้หมายความว่า “ศึกษา” คือ ปริยัติอย่างเดียว
หลักฐานยืนยันในหลักข้อนี้อยู่ที่คำว่า พระเสขะ-พระอเสขะ ที่เรียนกันมาตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี-ชั้นโทนั่นเอง แต่เราลืมกันไปหมด
จากปุถุชน ศึกษาคือประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตนเองจนสภาพจิตพัฒนาขึ้นเป็นอริยบุคคล
อริยบุคคลมี ๔ ระดับ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี ๓ ระดับนี้ยังเป็น “เสขบุคคล” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังต้องศึกษา” คือยังไม่จบการศึกษา
อรหันต์หรือพระอรหันต์เป็น “อเสขบุคคล” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไม่ต้องศึกษา” คือผู้จบการศึกษาแล้ว
ศึกษาพระไตรปิฎกตามความหมายที่ถูกต้อง คือ เอาคำสอนที่ถูกต้องมาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตนเองจนสภาพจิตพัฒนาขึ้นเป็นอเสขบุคคล จึงจะเป็นอันจบการศึกษา
นี่คือความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “อ่านพระไตรปิฎก” หรือ “ศึกษาพระไตรปิฎก”
ตอนหน้าจะได้พูดกันให้รู้เรื่องถึงคำว่า “เรียนบาลี”
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
๑๘:๔๔
…………………………………………………
…………………………………………………
