คำถามที่ผมอยากตอบ

คำถามที่ผมอยากตอบ (๕)-จบ
—————————–
บทความชุด “คำถามที่ผมอยากตอบ” เกิดขึ้นจากข้อความที่ว่า –
…………………………………………………
ระหว่างอ่านพระไตรปิฎก9ปี กับ
เรียนบาลี9ปี!? อย่างไหนจะเหมาะ
กับชาวพุทธมากกว่ากันครับ!?ขอ
ความเห็นด้วยครับ
…………………………………………………
คนที่ตั้งคำถามนี้เข้าใจว่า อ่านพระไตรปิฎกกับเรียนบาลีเป็นคนละเรื่องกัน
ความเข้าใจเช่นนี้บอกให้เรารู้อะไร?
บอกให้เรารู้ว่า คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าอ่านพระไตรปิฎกคืออะไร เรียนบาลีคืออะไร
ถ้าคนที่ตั้งคำถามนี้เข้าใจถูกต้องว่าอ่านพระไตรปิฎกคืออะไร เรียนบาลีคืออะไร เขาก็จะไม่ตั้งคำถามแบบนี้
เพราะอ่านพระไตรปิฎกกับเรียนบาลีเป็นเรื่องเดียวกัน
เมื่อเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ไม่ต้องถามว่าเรื่องไหนเหมาะกับชาวพุทธมากกว่ากัน คือต้องรู้อยู่แล้วว่าเหมาะทั้งสองเรื่อง ไม่มีเรื่องไหนเหมาะกว่าเรื่องไหน
จะอ่านพระไตรปิฎกรู้เรื่องและเข้าใจถูกต้องก็ต้องเรียนบาลี คือต้องรู้บาลี
เรียนบาลีไปทำไม?
เรียนบาลีก็เพื่อไปอ่านพระไตรปิฎก
งานตรง ๆ แท้ ๆ ของการเรียนบาลีก็เพื่อเอาความรู้บาลีไปอ่านพระไตรปิฎก เอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะบาลีมีอยู่ที่เดียวคือพระไตรปิฎก
เรียนบาลีเอาไปทำอย่างอื่นนั่นคือผิดเป้าหมาย คือเป็นเป้าหมายที่เบี่ยงเบน
อุปมาเหมือนเรียนหมอ (เรียนวิชาแพทย์) เป้าหมายที่ถูกต้องมีอยู่อย่างเดียว คือเอาความรู้ทางแพทย์ไปรักษาคนป่วยให้หายโรค
เรียนวิชาแพทย์เอาไปทำอย่างอื่นนั่นคือผิดเป้าหมาย คือเป็นเป้าหมายที่เบี่ยงเบน
………………………
ขอย้ำว่า
เป้าหมายที่ถูกต้องของการเรียนบาลีคือศึกษาพระไตรปิฎก
เป้าหมายของการศึกษาพระไตรปิฎกคือรู้เข้าใจหลักคำสอนที่ถูกต้อง
เป้าหมายของการรู้เข้าใจหลักคำสอนที่ถูกต้องคือเอาหลักคำสอนที่ถูกต้องมาปฏิบัติขัดเกลาตนเองและเผยแผ่ให้แพร่หลายไปในสังคม
ถ้าศึกษาพระไตรปิฎกโดยไม่รู้บาลี ก็มีโอกาสที่จะรู้หลักธรรมคำสอนอย่างผิด ๆ เข้าใจอย่างผิด ๆ
มีโอกาสที่จะเอาคำสอนมาปฏิบัติอย่างผิด ๆ
มีโอกาสที่จะเผยแผ่คำสอนผิด ๆ ให้แพร่หลายไปในสังคม
เรียนบาลีก็เพื่อศึกษาพระไตรปิฎก
ศึกษาพระไตรปิฎกก็ต้องรู้บาลี
นี่คือเหตุผลที่ว่า-อ่านพระไตรปิฎกกับเรียนบาลีเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่คนเดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจ-ซึ่งก็คือเข้าใจผิด ไปแยกการเรียนบาลีกับการศึกษาพระไตรปิฎกเป็นคนละเรื่อง
จึงเรียนบาลีโดยไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องศึกษาพระไตรปิฎก
และจึงศึกษาพระไตรปิฎกโดยไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรู้บาลี
………………………
เรื่องที่เข้าใจผิดอย่างยิ่งที่แฝงอยู่ในเรื่องเรียนบาลีและศึกษาพระไตรปิฎกก็คือ การเอาความรู้ที่ถูกต้อง-ซึ่งได้จากการเรียนบาลีและศึกษาพระไตรปิฎก-มาปฏิบัติขัดเกลาตนเองจนสะอาดหมดจดได้จริง ที่เรียกว่าบรรลุธรรม หรือบรรลุนิพพาน
เรื่องนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดของการเรียนบาลีและศึกษาพระไตรปิฎก ซึ่งก็คือเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
แต่เวลานี้เราแยกออกเป็นคนละเรื่องเด็ดขาดไปแล้ว
เรียนก็ส่วนเรียน ที่เราบอกกันว่าคือ “ปริยัติ”
ปฏิบัติขัดเกลาก็ส่วนปฏิบัติขัดเกลา ที่เราบอกกันว่าคือ “ปฏิบัติ”
ปริยัติกับปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกันไปแล้วทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน
จึงไม่มีนักเรียนบาลีคนไหนเรียนบาลีเพื่อจะปฏิบัติไปนิพพาน
คิดไม่เป็น เห็นไม่ได้ว่า เรียนบาลีกับปฏิบัติเพื่อไปนิพพานจะต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกัน
………………………
และที่แตกลูกตกลึกลงไปกว่านั้นก็คือ ความคิดที่ว่า-อย่าเกณฑ์ให้พระไปนิพพานกันนักเลย ให้พระอยู่ช่วยสังคมกันมั่งเถิด-ความคิดนี้ออกมาจากชาววัดนี่เอง
ทำให้สังคมพากันเข้าใจว่า ไปนิพพานคือทิ้งสังคม ไม่รับผิดชอบต่อสังคม
เป็นการ “ตบหน้า” พระพุทธเจ้าเต็มแรง
พระพุทธเจ้าและอรหันตสาวกท่านบรรลุนิพพานกันทั้งนั้น แต่ท่านไม่เคยทิ้งสังคมไปไหนเลย
พระพุทธเจ้ทำงานช่วยสังคม ๔๕ ปีไม่มีวันหยุด
ทำงานช่วยสังคมจนตายคางาน
ยังหลับตาพูดอยู่นั่นแหละว่า นิพพานของพระพุทธศาสนาคือการพาคนทิ้งสังคม!!
………………………
ความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิดที่กำลังครอบงำความคิดจิตใจผู้คนอยู่ในเวลานี้แก้ได้ยากที่สุด
จะปล่อยให้เข้าใจถูกขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องทำอะไร ไม่มีทางเป็นไปได้
ต้องทำ คือต้องแก้ไข จึงจะเกิดความเข้าใจถูกต้องขึ้นมาได้
ปัญหาที่เสมือนภูเขาลูกมหึมาที่ขวางทางอยู่ก็คือ ผู้รับผิดชอบในการบริหารการพระศาสนาท่านไม่มีความคิดที่จะแก้ไข
เหตุที่ไม่มีความคิดที่จะแก้ไขก็เพราะท่านไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา
พูดตรง ๆ ก็คือท่านเห็นว่า –
การเรียนบาลีโดยไม่ศึกษาพระไตรปิฎก เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว-หรืออย่างน้อยที่สุด-ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ข้อพิสูจน์คือมีคนทำกันอยู่ทั่วไป ถ้าเป็นเรื่องเสียหายเขาจะทำกันหรือ เห็นมีแต่เกิดประโยชน์และได้รับประโยชน์กันโดยทั่วหน้า
การศึกษาพระไตรปิฎกโดยไม่ต้องรู้บาลี ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว-หรืออย่างน้อยที่สุด-ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ข้อพิสูจน์ก็เช่นเดียวกัน คือมีคนทำกันอยู่ทั่วไป ถ้าเป็นเรื่องเสียหายเขาจะทำกันหรือ เห็นมีแต่เกิดประโยชน์และได้รับประโยชน์กันโดยทั่วหน้าเช่นเดียวกัน
………………………
มีท่านผู้หนึ่ง ท่านศึกษาเรื่องอันตรธานที่บรรยายว่าในที่สุดพระพุทธศาสนาจะวิปริตผิดเพี้ยน และศึกษาเรื่องทำนายปัตถเวน คือเรื่องพุทธทำนายความฝัน ๑๖ ข้อของพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่บรรยายถึงความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของมนุษย์
เมื่อผมพูดถึงเรื่องการเรียนบาลีกับการศึกษาพระไตรปิฎกที่กำลังเป็นไปในสมัยนี้ให้ท่านฟัง ท่านบอกผมว่า –
…………………………………………………
ต่อไป คนที่เข้าใจถูกต้อง พูดถูกต้อง สังคมจะมองว่าเป็นคนผิด
ส่วนคนที่เข้าใจผิด ๆ พูดผิด ๆ สังคมจะมองว่าเป็นคนถูก
…………………………………………………
เรื่องคำถามที่ผมอยากตอบก็คงจบแค่นี้แหละครับ
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
๑๗:๔๔
…………………………………………………
…………………………………………………
