สามโต (บาลีวันละคำ 5,101)

สามโต
เรียนบาลีถวายเป็นพุทธบูชา
“สามโต” คือ “สาม” = จำนวน 3 และ “โต” = คำบาลีที่ลงท้ายว่า “-โต”
“สามโต” = คำบาลีที่ลงท้ายว่า “-โต” 3 คำ
(๑) อนฺติมชาติชาโต
(๒) อภิสมฺโพธิปตฺโต
(๓) อนุปาทิเสสปรินิพฺพุโต
…………..
(๑) “อนฺติมชาติชาโต”
อ่านว่า อัน-ติ-มะ-ชา-ติ-ชา-โต รูปคำเดิมเป็น “อนฺติมชาติชาต” อ่านว่า อัน-ติ-มะ-ชา-ติ-ชา-ตะ แยกศัพท์เป็น อนฺติม + ชาติ + ชาต
(1) “อนฺติม” อ่านว่า อัน-ติ-มะ รากศัพท์มาจาก อนฺต + อิม ปัจจัย
(ก) “อนฺต” (อัน-ตะ) รากศัพท์มาจาก อมฺ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ต ปัจจัย, แปลง ม ที่สุดธาตุเป็น น (อมฺ > อนฺ)
: อมฺ > อน + ต = อนฺต (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ถึงที่สุด”
“อนฺต” ตามคำแปลนี้หมายถึง –
(1) ที่สุด, สำเร็จ, ที่หมาย (end, finish, goal)
(2) เขต, ชาย, ริม (limit, border, edge)
(3) ข้าง (side)
(4) ด้านตรงกันข้าม, ตรงกันข้าม, ตำแหน่งตรงกัน (opposite side, opposite, counterpart)
(ข) อนฺต + อิม = อนฺติม แปลตามศัพท์ว่า “มีในที่สุด” หมายถึง สุดท้าย, ที่สุด (last, final)
“อนฺติม” เขียนตามแบบไทยเป็น “อันติมะ” หรือ “อันติม-” (กรณีมีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“อันติม-, อันติมะ : (คำวิเศษณ์) สุดท้าย, สูงสุด, เช่น ความจริงอันติมะ คือ ความจริงสุดท้าย ความจริงสูงสุด. (ป.; อ. ultimate).”
(2) “ชาติ” บาลีอ่านว่า ชา-ติ รากศัพท์มาจาก ชนฺ (ธาตุ = เกิด) + ติ ปัจจัย
กระบวนการทางไวยากรณ์ :
แบบที่ 1 แปลง ชนฺ เป็น ชา : ชน > ชา + ติ = ชาติ
แบบที่ 2 แปลง “น” ที่ (ช-)นฺ เป็น อา : (ช)น > อา (> ช + อา) = ชา + ติ = ชาติ
“ชาติ” (อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “การเกิด” ในภาษาบาลีใช้ในความหมายดังต่อไปนี้ –
(๑) การเกิด, การเกิดใหม่, กำเนิด (birth, rebirth, possibility of rebirth)
(๒) ชาติกำเนิด, เชื้อชาติ, ชั้น, วงศ์วาน (descent, race, rank, genealogy)
(๓) จำพวก, ชนิด (a sort of, kind of)
(๔) ตามธรรมชาติ (ตรงข้ามกับของที่ตกแต่งขึ้น); แท้จริง, บริสุทธิ์, วิเศษ (ตรงกันขามกับปนเจือ เลว) (by birth or nature, natural [opp. artificial]; genuine, pure, excellent [opp. adulterated, inferior])
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของคำว่า “ชาติ” ไว้ดังนี้ –
(๑) การเกิด, กำเนิด, มักใช้ว่า ชาติเกิด หรือ ชาติกำเนิด เช่น ถ้าทำไม่ดีก็เสียชาติเกิด,
(๒) ความมีชีวิตอยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น สบายทั้งชาติ.
(๓) เหล่ากอ, เทือกเถา, เผ่าพันธุ์, เช่น ชาตินักรบ ชาติไพร่.
(๔) ประเทศ เช่น รู้คุณชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์.
(๕) ประชาชนที่เป็นพลเมืองของประเทศ; ประชาชาติ ก็ว่า.
(๖) กลุ่มชนที่มีความรู้สึกในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอย่างเดียวกัน หรืออยู่ในปกครองรัฐบาลเดียวกัน.
(๗) ชนิด, จําพวก, ชั้น, หมู่.
(๘ ) คำเพิ่มข้างหลังของคำเดิม เมื่อเพิ่มแล้วความหมายคงเดิม เช่น รสชาติ หรือหมายถึงพวกหรือหมู่ เช่น คชาชาติ มนุษยชาติ.
ในที่นี้ “ชาติ” ใช้ในความหมายตามข้อ (1)
(3) “ชาต” อ่านว่า ชา-ตะ รากศัพท์มาจาก ชนฺ (ธาตุ = เกิด) + ต ปัจจัย, แปลง ชนฺ เป็น ชา
: ชนฺ + ต = ชนต > ชาต แปลว่า “เกิดแล้ว” = การเกิดได้มีขึ้นเรียบร้อยแล้ว (born) ไม่ใช่กำลังเกิด หรือจักเกิด ในภาษาบาลีมักใช้เป็นคำกริยาและคุณศัพท์
การประสมคำ :
๑ อนฺติม + ชาติ = อนฺติมชาติ อ่านว่า อัน-ติ-มะ-ชา-ติ แปลว่า “การเกิดครั้งสุดท้าย” ใช้ในภาษาไทยเป็น “อันติมชาติ” อ่านว่า อัน-ติ-มะ-ชาด
๒ อนฺติมชาติ + ชาต = อนฺติมชาติชาต (อัน-ติ-มะ-ชา-ติ-ชา-ตะ) แปลว่า “เกิดแล้วในชาติสุดท้าย”
“อนฺติมชาติชาต” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “อนฺติมชาติชาโต” (อัน-ติ-มะ-ชา-ติ-ชา-โต)
ขยายความ :
“อนฺติมชาติ” หรือ “อันติมชาติ” ตามความหมายเดิมในบาลีหมายถึง-เมื่อสิ้นชีพจากชาตินี้ โลกนี้ หรือชีวิตนี้แล้ว ก็ไม่ไปถือกำเนิดอีก นั่นคือ ชาตินี้หรือชีวิตนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย ไม่เกิดอีกไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิไหน ๆ ก็ตาม
ความข้อนี้ คำในบาลีท่านใช้ว่า “อยมนฺติมา ชาติ” (อะ-ยะ-มัน-ติ-มา ชา-ติ) แปลว่า “ชาตินี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย”
พึงพิจารณาโดยแยบคายว่า คำว่า “อยมนฺติมา ชาติ = ชาตินี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย” เป็นการยืนยันว่า เมื่อบรรลุพระนฤพานแล้วก็ไม่มี “ชาติ” หรือภพภูมิอะไรที่จะให้ผู้บรรลุไปเกิดอีก ทั้งนี้เพราะผู้บรรลุอยู่ในภพภูมิไหนก็คือการเกิดในภพภูมินั้นเป็น “การเกิดครั้งสุดท้าย” ไม่มีการเกิดเป็นอะไรอีกต่อไป เมื่อดับขันธ์แล้วจะมีอะไรของผู้บรรลุพระนฤพานไปสถิตเป็นอมตะอยู่ในภพภูมิไหน ๆ อีกได้อย่างไร?
…………..
(๒) “อภิสมฺโพธิปตฺโต”
อ่านว่า อะ-พิ-สำ-โพ-ทิ-ปัด-โต รูปคำเดิมเป็น “อภิสมฺโพธิปตฺต” อ่านว่า อะ-พิ-สำ-โพ-ทิ-ปัด-ตะ แยกศัพท์เป็น อภิ + สมฺโพธิ + ปตฺต
(1) “อภิ” อ่านว่า อะ-พิ เป็นคำอุปสรรค มีความหมายว่า เหนือ, ทับ, ยิ่ง, ข้างบน (over, along over, out over, on top of) โดยอรรถรสของภาษาหมายถึง มากมาย, ใหญ่หลวง (very much, greatly)
(2) “สมฺโพธิ” อ่านว่า สำ-โพ-ทิ รากศัพท์มาจาก สํ (คำอุปสรรค = พร้อมกัน, ร่วมกัน, ดี) พุธฺ (ธาตุ = รู้) + อิ ปัจจัย, แปลงนิคหิตที่ สํ เป็น มฺ (สํ > สมฺ), แผลง อุ ที่ พุ-(ธฺ) เป็น โอ (พุธฺ > โพธ)
: สํ + พุธฺ = สํพุธฺ + อิ = สํพุธิ > สมฺพุธิ > สมฺโพธิ (อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “ธรรมชาติเป็นเครื่องรู้พร้อม” (2) “สิ่งเป็นเหตุรู้พร้อม” หมายถึง การตรัสรู้ (the highest enlightenment)
บาลี “สมฺโพธิ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “สมโพธิ” อ่านว่า สม-โพด
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ –
“สมโพธิ : (คำนาม) การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า. (ป.).”
(3) “ปตฺต” อ่านว่า ปัด-ตะ รากศัพท์มาจาก ปทฺ (ธาตุ = ไป, ถึง) + ต ปัจจัย, แปลง –ทฺ ที่สุดธาตุกับ ต เป็น ตฺต
: ปทฺ + ต = ปทฺต > ปตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ถึงแล้ว”
“ปตฺต” เป็นคำกริยากิตก์ ใช้เป็นกริยาอดีตกาล และใช้เป็นคุณศัพท์ พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ปตฺต” ว่า obtained, got, reached (ได้รับ, บรรลุ, ได้มา, ถึง)
การประสมคำ :
๑ อภิ + สมฺโพธิ = อภิสมฺโพธิ (อะ-พิ-สำ-โพ-ทิ) แปลว่า “การตรัสรู้อย่างยิ่งใหญ่” คือการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒ อภิสมฺโพธิ + ปตฺต = อภิสมฺโพธิปตฺต (อะ-พิ-สำ-โพ-ทิ-ปัด-ตะ) แปลว่า “บรรลุการตรัสรู้อย่างยิ่งใหญ่” คือบรรลุความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
“อภิสมฺโพธิปตฺต” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “อภิสมฺโพธิปตฺโต” (อะ-พิ-สำ-โพ-ทิ-ปัด-โต)
…………..
(๓) “อนุปาทิเสสปรินิพฺพุโต”
อ่านว่า อะ-นุ-ปา-ทิ-เส-สะ-ปะ-ริ-นิบ-พุ-โต รูปคำเดิมเป็น “อนุปาทิเสสปรินิพฺพุต” แยกศัพท์เป็น อนุปาทิ + เสส + ปรินิพฺพุต
(1) “อนุปาทิ” อ่านว่า อะ-นุ-ปา-ทิ รากศัพท์มาจาก น + อุปาทิ
(ก) “น” บาลีอ่านว่า นะ (ไม่ใช่ นอ) เป็นคำจำพวก “นิบาต” คำจำพวกนี้ไม่แจกด้วยวิภัตติปัจจัย คือคงรูปเดิมเสมอ อาจเปลี่ยนรูปโดยวิธีสนธิกับคำอื่นบ้าง แต่คงถือว่าเป็นคำเดิมเพราะเวลาแปลต้องแยกคำออกเป็นคำเดิมเสมอ
นักเรียนบาลีมักท่องจำรวมกับคำอื่นในกลุ่มเดียวกันว่า “น ไม่ โน ไม่ มา อย่า ว เทียว” (น [นะ] = ไม่, โน = ไม่, มา = อย่า, ว [วะ] = เทียว)
“น” เป็นนิบาตบอกความปฏิเสธ แปลว่า ไม่, ไม่ใช่ (no, not)
กฎการประสมของ น + คือ :
(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง น เป็น อ–
(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ (อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ) แปลง น เป็น อน–
ในที่นี้ คำหลังคือ “อุปาทิ” ขึ้นต้นด้วยสระ คือ อุ จึงต้องแปลง น เป็น อน–
(ข) “อุปาทิ” รากศัพท์มาจาก อุป (คำอุปสรรค = เข้าไป, ใกล้, มั่น) + อา (คำอุปสรรค = ทั่ว, ยิ่ง, กลับความ) + ทา (ธาตุ = ให้) + อิ ปัจจัย, “ลบสระหน้า” คือ อา ที่ ทา (ทา > ท)
: อุป + อา + ทา = อุปาทา > อุปาท + อิ = อุปาทิ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันกรรมกิเลสยึดไว้มั่น” (ทา ธาตุ = ให้ อา อุปสรรคนำหน้าใช้ในความหมายว่า “กลับความ” เป็น อาทา = เอา, ยึดเอา)
“อุปาทิ” หมายถึง เบญจขันธ์
พจนานุกรม บาลี-อังกฤษ แปล “อุปาทิ” ว่า “stuff of life”, substratum of being, khandha (“องค์ประกอบหรือเนื้อแท้ของชีวิต”, พื้นฐานของสิ่งมีชีวิต, ขันธ์)
(2) “เสส” อ่านว่า เส-สะ รากศัพท์มาจาก สิสฺ (ธาตุ = ประกอบไม่ทั้งหมด, ส่วนเหลือ) + อ (อะ) ปัจจัย, แผลง อิ ที่ สิ-(สฺ) เป็น เอ (สิสฺ > เสส)
: สิสฺ + อ = สิส > เสส แปลตามศัพท์ว่า “ส่วนที่ประกอบไม่ทั้งหมด”
ขยายคำ : สิสฺ ธาตุ ท่านไขความว่า “อสพฺพยุชฺชเน” (อะ-สับ-พะ-ยุด-ชะ-เน) แปลว่า “ใช้ในความหมายว่าประกอบไม่ทั้งหมด” คือเอาสิ่งนั้นไปประกอบกับสิ่งอื่น แต่เอาไปประกอบไม่หมด ส่วนที่ไม่ได้เอาไปประกอบจึงเรียกว่า “เสส” คือ “ส่วนที่เหลือ”
“เสส” ถ้าใช้เป็นคำนาม (ปุงลิงค์; นปุงสกลิงค์) หมายถึง ส่วนเหลือ (remainder) ถ้าใช้เป็นคุณศัพท์ หมายถึง เศษ, ที่เหลือ (remaining, left)
(3) “ปรินิพฺพุต” อ่านว่า ปะ-ริ-นิบ-พุ-ตะ รากศัพท์มาจาก ปริ + นิพฺพุต
(ก) “ปริ” อ่านว่า ปะ-ริ เป็นคำอุปสรรค (คำสำหรับใช้เติมข้างหน้าคำนามหรือคำกริยาที่เป็นรูปคำบาลีหรือสันสกฤตให้มีความหมายแผกเพี้ยนไปจากเดิม หรือมีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิมเป็นต้น และถือเป็นคำเดียวกับคำนามหรือคำกริยานั้น เพราะตามปรกติจะไม่ใช้ตามลำพัง) มีความหมายว่า รอบ, เวียนรอบ; ทั่วไป, เต็มไปหมด, รวมหมด (around, round about; all round, completely, altogether)
(ข) “นิพฺพุต” รากศัพท์มาจาก นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วา (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + ต ปัจจัย, ซ้อน พฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ, แปลง อา ที่ วา เป็น อุ (วา > วุ), แปลง ว เป็น พ,
: นิ + พฺ + วา = นิพฺวา + ต = นิพฺวาต > นิพฺวุต > นิพฺพุต แปลตามศัพท์ว่า “เข้าไปสงบแล้ว” = ดับแล้ว (นิ + วา = อุปสเม > ในความหมายว่าเข้าไปสงบ)
ปริ + นิพฺพุต = ปรินิพฺพุต (ปะ-ริ-นิบ-พุ-ตะ) แปลว่า “ดับรอบแล้ว” (ดับหมดแล้วอย่างสิ้นเชิง)
การประสมคำ :
๑ อุปาทิ + เสส = อุปาทิเสส (อุ-ปา-ทิ-เส-สะ) แปลว่า “มีอุปาทิเหลือ” หมายความว่า ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่
๒ น + อุปาทิเสส = นอุปาทิเสส > อนุปาทิเสส (อะ-นุ-ปา-ทิ-เส-สะ) แปลว่า “ไม่มีอุปาทิเหลือ” หมายความว่า ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่
๓ อนุปาทิเสส + ปรินิพฺพุต = อนุปาทิเสสปรินิพฺพุต (อะ-นุ-ปา-ทิ-เส-สะ-ปะ-ริ-นิบ-พุ-ตะ) แปลว่า “ดับรอบแล้วด้วยนิพพานอันไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่”
“อนุปาทิเสสปรินิพฺพุต” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “อนุปาทิเสสปรินิพฺพุโต” (อะ-นุ-ปา-ทิ-เส-สะ-ปะ-ริ-นิบ-พุ-โต)
ขยายความ :
นิพพานมี 2 ลักษณะ คือ “สอุปาทิเสสนิพพาน” และ “อนุปาทิเสสนิพพาน”
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความไว้ดังนี้ –
…………..
(1) สอุปาทิเสสนิพพาน : นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ, ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ คือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่, นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ; เทียบ อนุปาทิเสสนิพพาน
(2) อนุปาทิเสสนิพพาน : นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ, ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึง พระอรหันต์สิ้นชีวิต, นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับภพ; เทียบ สอุปาทิเสสนิพพาน
…………..
สรุปว่า “สามโต” คือ –
(๑) อนฺติมชาติชาโต = เกิดแล้วในชาติสุดท้าย > ประสูติ
(๒) อภิสมฺโพธิปตฺโต = บรรลุการตรัสรู้อย่างยิ่งใหญ่ > ตรัสรู้
(๓) อนุปาทิเสสปรินิพฺพุโต = ดับรอบแล้วด้วยนิพพานอันไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่ > ปรินิพพาน
รายละเอียดของแต่ละ “โต” มีเป็นประการใด เรียนรู้ได้จากที่แสดงมา
เรียนบาลีถวายเป็นพุทธบูชาในวันวิสาขบูชา
…………..
ดูก่อนภราดา!
: เกิดแล้วไม่ตาย ไม่มี
: ตายแล้วไม่เกิด มี
#บาลีวันละคำ (5,101)
31-5-69
…………………………….
…………………………….
