บาลีวันละคำ

มติเถรวาท (บาลีวันละคำ 5,102)

มติเถรวาท

ท่านประกาศไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 3 เดือน

อ่านว่า มะ-ติ-เถ-ระ-วาด

ประกอบด้วยคำว่า มติ + เถร + วาท

(๑) “มติ”

อ่านว่า มะ-ติ รากศัพท์มาจาก มนฺ (ธาตุ = รู้) + ติ ปัจจัย, ลบที่สุดธาตุ (มนฺ > ม) 

: มนฺ + ติ = มนติ > มติ แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติที่รู้” (คำหลักคือ “รู้” และมองว่า การรู้นั้นเป็น “ธรรมชาติ” อย่างหนึ่ง) 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ให้ความหมายคำว่า “มติ” ว่า mind, opinion, thought; thinking of, hankering after, love or wish for (จิตใจ, ความเห็น, ความคิด; การคิดถึง, ความอยาก, ความอยากได้หรือปรารถนา)

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน) บอกไว้ว่า –

“มติ : (คำนาม) พุทธิ; ความปรารถนา; ความจำ; ความเคารพ; ความเห็น; understanding or intellect; wish or desire; memory or recollection; opinion.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“มติ : (คำนาม) ความเห็น, ความคิดเห็น, เช่น ที่ประชุมลงมติ มติของข้าพเจ้า, ความรู้; ข้อวินิจฉัยญัตติที่เสนอต่อที่ประชุม. (ป., ส.).” 

(๒) “เถร” 

บาลีอ่านว่า เถ-ระ รากศัพท์มาจาก –

(1) ฐา (ธาตุ = ยืน, ตั้งอยู่) + อิร ปัจจัย, ลบ อา ที่ ฐา ( ฐา > ฐ), แปลง ฐ เป็น ถ, แผลง อิ ที่ อิ-(ร) เป็น เอ

: ฐา > ฐ + อิร = ฐิร > ถิร > เถร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังคงอยู่” (ถ้าเป็นพระก็คือยังไม่มรณภาพ หรือยังไม่ลาสิกขา)

(2) ถิร (ธาตุ = มั่นคง) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อิ ที่ ถิ-(ร) เป็น เอ

: ถิร + ณ = ถิรณ > ถิร > เถร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มั่นคง” (ดำรงเพศภิกษุอยู่อย่างมั่นคง, มีจิตใจมั่นคง)

(3) ถุ (ธาตุ = สรรเสริญ, ชมเชย) + อิร ปัจจัย, ลบ อุ ที่ ถุ, แผลง อิ ที่ อิ-(ร) เป็น เอ

: ถุ > ถ + อิร = ถิร > เถร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้น่าสรรเสริญยกย่อง”

“เถร” เป็นคำนาม หมายถึง พระเถระ, พระผู้ใหญ่, พระภิกษุผู้มีพรรษาตั้งแต่ 10 ขึ้นไป; เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง ผู้เป็นพระเถระ, ผู้แก่, ผู้เฒ่า, ผู้ใหญ่

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

“เถร, เถร-, เถระ : (คำนาม) พระผู้ใหญ่ ตามพระวินัยกำหนดว่า พระมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไป เรียกว่า พระเถระ. (ป.).”

“เถร” ในที่นี้หมายถึง พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล

(๓) “วาท” 

ภาษาไทยอ่านว่า วาด บาลีอ่านว่า วา-ทะ รากศัพท์มาจาก วทฺ (ธาตุ = พูด, กล่าว) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ ว-(ทฺ) เป็น อา (วทฺ > วาทฺ) 

: วทฺ + ณ = วทณ > วท > วาท (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “คำเป็นเครื่องพูด”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

“วาท, วาท– : (คำนาม) คำพูด, ถ้อยคำ; ลัทธิ, ความเห็น. (ป., ส.).”

ขยายความแทรก :

คำว่า “วาท” ที่ใช้ในภาษาบาลีมีความหมายมากกว่าที่เราเข้าใจกันในภาษาไทย กล่าวคือ : 

(1) การพูด, คำพูด, การคุย (speaking, speech, talk)

(2) สิ่งที่พูดกัน, ชื่อเสียง, คุณสมบัติ, ลักษณะพิเศษ (what is said, reputation, attribute, characteristic)

(3) การสนทนา, การทะเลาะกัน, การโต้เถียง, ความขัดแย้ง, การคัดค้าน (discussion, disputation, argument, controversy, dispute)

(4) คำสอน, ทฤษฎี, ความเชื่อ, หลักความเชื่อ, ลัทธิ, นิกาย (doctrine, theory put forth, creed, belief, school, sect)

บาลี “วาท” สันสกฤตก็เป็น “วาท”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ –

(สะกดตามต้นฉบับ)

“วาท : (คำนาม) สิทธาวสาน, ประติพจน์, ผล; พจน์; ถ้อยคำของผู้อยากรู้ความจริง; ฟ้อง, ข้อหาหรือกล่าวโทษ; ศัพท์, เสียง; demonstrated conclusion, reply, result; discourse; the speech of one desirous to know the truth; a plaint, an accusation; sound.”

ในภาษาไทย คำว่า “วาท” เรามักจะนึกถึงความหมายอย่างเดียว คือ “คำพูด” หรือ “การพูด” คือการเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำ หรือกว้างออกไปถึงการเขียนก็มีบ้าง แต่มักเน้นที่การพูด หรือคำพูด

แต่ในภาษาบาลี คำว่า “วาท” มิได้หมายถึงเฉพาะคำพูดหรือการพูดอย่างเดียว แต่มีความหมายกว้างออกไปถึงการแสดงความคิดเห็น ตัวความคิดเห็นที่แสดงออกมา ความเชื่อและการปฏิบัติตามความเชื่อที่เรียกลัทธิหรือศาสนา ทัศนคติหรือความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือในปัญหาหรือข้อถกเถียงอันใดอันหนึ่ง โดยไม่ได้เน้นที่วาจาถ้อยคำที่เปล่งเสียงออกมาหรือกิริยาที่แสดงออก กล่าวคือจะทำด้วยประการใด ๆ ก็ได้ที่ทำให้ใคร ๆ รู้และเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดหรือความคิดเห็นของตน ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “วาท” ได้ทั้งสิ้น

การประสมคำ : 

๑ เถร + วาท = เถรวาท อ่านแบบไทยว่า เถ-ระ-วาด แปลตามศัพท์ว่า “วาทะของพระเถระ” 

๒ มติ + เถรวาท = มติเถรวาท (มะ-ติ-เถ-ระ-วาด) เป็นคำประสมแบบไทย แปลจากหน้าไปหลังว่า “หลักการตามวาทะของพระเถระ” 

ขยายความ : 

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “เถรวาท” ไว้ดังนี้ –

…………..

เถรวาท : “วาทะของพระเถระ” (หมายถึงพระเถระผู้รักษาธรรมวินัยนับแต่ปฐมสังคายนา), พระพุทธศาสนาที่สืบมาแต่ยุคแรกสุด ซึ่งถือตามหลักธรรมวินัยที่พระอรหันตเถระ ๕๐๐ รูป ได้ประชุมทำสังคายนาครั้งแรกรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าวางเป็นแบบแผนไว้เมื่อ ๓ เดือนหลังพุทธปรินิพพาน ได้แก่พระพุทธศาสนาอย่างที่นับถือแพร่หลายในประเทศไทย พม่า ลังกา ลาว และกัมพูชา, บางทีเรียกว่า พุทธศาสนาแบบดั้งเดิม และเพราะเหตุที่แพร่หลายอยู่ในดินแดนแถบใต้ จึงเรียกว่า ทักษิณนิกาย (นิกายฝ่ายใต้);

…………..

คำว่า “มติเถรวาท” เป็นคำที่ผู้เขียนบาลีวันละคำคิดขึ้นเพื่อใช้เรียกข้อตกลงหรือหลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาทอันมีมูลมาจากพระพุทธดำรัสตอนใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพานที่ตรัสแก่พระอานนท์ว่า –

…………..

อากงฺขมาโน  อานนฺท  สงฺโฆ  มมจฺจเยน  ขุทฺทานุขุทฺทกานิ  สิกฺขาปทานิ  สมูหเนยฺยาติ  ฯ

ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราล่วงไป สงฆ์จำนงอยู่ จะพึงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียก็ได้

…………..

พระอานนท์แจ้งเรื่องนี้ในที่ประชุมสงฆ์ทำปฐมสังคายนาซึ่งมีขึ้นเพื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานล่วงแล้ว 3 เดือน และแจ้งว่าไม่ได้ทูลถามว่า “สิกขาบทเล็กน้อย” คือสิกขาบทข้อไหน

พระมหากัสสปเถระประธานในที่ประชุมจึงขอให้ที่ประชุมแสดงความคิดเห็นว่า “สิกขาบทเล็กน้อย” คือสิกขาบทข้อไหน

พระอรหันตเถระที่เข้าประชุมได้อภิปรายปัญหานี้และเป็นที่มาของ “มติเถรวาท” ดังที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ขอนำมาเสนอเพื่อประดับปัญญาดังนี้ –

…………..

พระเถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า เว้นปาราชิก ๔ เว้นสังฆาทิเสส ๑๓ เว้นอนิยต ๒ เว้นนิสสัคคิย์ปาจิตตีย์ ๓๐ เว้นปาจิตตีย์ ๙๒ เว้นปาฎิเทสนียะ ๔ นอกนั้นเป็นสิกขาบทเล็กน้อย

พระเถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า เว้นปาราชิก ๔ เว้นสังฆาทิเสส ๑๓ เว้นอนิยต ๒ เว้นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ เว้นปาจิตตีย์ ๙๒ นอกนั้นเป็นสิกขาบทเล็กน้อย

พระเถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า เว้นปาราชิก ๔ เว้นสังฆาทิเสส ๑๓ เว้นอนิยต ๒ เว้นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ นอกนั้นเป็นสิกขาบทเล็กน้อย

พระเถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า เว้นปาราชิก ๔ เว้นสังฆาทิเสส ๑๓ เว้นอนิยต ๒ นอกนั้นเป็นสิกขาบทเล็กน้อย

พระเถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า เว้นปาราชิก ๔ เว้นสังฆาทิเสส ๑๓ นอกนั้นเป็นสิกขาบทเล็กน้อย

พระเถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า เว้นปาราชิก ๔ นอกนั้นเป็นสิกขาบทเล็กน้อย

…………..

ครั้นแล้ว พระมหากัสสปเถระได้เสนอญัตติว่า –

…………..

สุณาตุ  เม  อาวุโส  สงฺโฆ  

ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

สนฺตมฺหากํ  สิกฺขาปทานิ  คิหิคตานิ  

สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์มีอยู่

(ชาวบ้านที่รู้เข้าใจศีลของพระก็มีอยู่)

คิหิโนปิ  ชานนฺติ  

แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า –

อิทํ  โว  สมณานํ  สกฺยปุตฺติยานํ  กปฺปติ  

สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายศากยบุตร 

อิทํ  โว  น  กปฺปตีติ  ฯ

สิ่งนี้ไม่ควร 

(พระทำอะไรสมควร ทำอะไรไม่สมควร ชาวบ้านเขารู้)

สเจ  มยํ  ขุทฺทานุขุทฺทกานิ  สิกฺขาปทานิ  สมูหนิสฺสาม  ภวิสฺสนฺติ  

ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย 

วตฺตาโร  ธูมกาลิกํ  สมเณน  โคตเมน  สาวกานํ  สิกฺขาปทํ  ปญฺญตฺตํ  

จักมีผู้กล่าวว่า พระสมณะโคดมบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายเป็นธูมกาลิก คืออยู่ได้ชั่วคราว 

ยาวิเมสํ  สตฺถา  อฏฺฐาสิ  

พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด 

ตาวิเม  สิกฺขาปเทสุ  สิกฺขึสุ  

สาวกเหล่านี้ก็ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น 

ยโต  อิเมสํ  สตฺถา  ปรินิพฺพุโต  

เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว 

นทานีเม  สิกฺขาปเทสุ  สิกฺขนฺตีติ  ฯ

พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้ 

ยทิ  สงฺฆสฺส  ปตฺตกลฺลํ  

ถ้าที่ประชุมพร้อมแล้ว (ขอให้พิจารณาลงมติว่า)

สงฺโฆ  อปฺปญฺญตฺตํ  น  ปญฺญาเปยฺย  

สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ

ปญฺญตฺตํ  น  สมุจฺฉินฺเทยฺย  

ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว

ยถาปญฺญตฺเตสุ  สิกฺขาปเทสุ  สมาทาย  วตฺเตยฺย  ฯ  

พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว 

เอสา  ญตฺติ  ฯ

นี่เป็นญัตติ (ข้อเสนอของข้าพเจ้า)

(วิธีลงมติคือ ถ้าเห็นชอบ ขอให้นิ่ง ถ้าไม่เห็นชอบ ขอให้คัดค้าน

ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ พระมหากัสสปเถระจึงประกาศมติว่า)

สงฺโฆ  อปฺปญฺญตฺตํ  น  ปญฺญาเปติ  

สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ

ปญฺญตฺตํ  น  สมุจฺฉินฺทติ  

ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว

ยถาปญฺญตฺเตสุ  สิกฺขาปเทสุ  สมาทาย  วตฺตติ  ฯ  

สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว 

ขมติ  สงฺฆสฺส  ตสฺมา  ตุณฺหี  ฯ 

ที่ประชุมเห็นชอบมตินี้

เอวเมตํ  ธารยามีติ  ฯ

ขอประกาศให้รับทราบทั่วกันดังนี้

ที่มา: ปัญจสติกขันธกะ วินัยปิฎก จุลวรรค ภาค 2 พระไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 620-621

…………..

สรุปว่า “มติเถรวาท” ก็คือ –

(1) ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธองค์ไม่ทรงบัญญัติ

(2) ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว

(3) สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้ 

…………..

ดูก่อนภราดา!

: เข้ามาอยู่ในพระพุทธศาสนาเถรวาท

: อย่าหลงลืมละเลยมติเถรวาท

#บาลีวันละคำ (5,102) 

1-6-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *