เมืองโอ่งกำลังจะกลายเป็นเมืองมังกร

เมืองโอ่งกำลังจะกลายเป็นเมืองมังกร

————————————–

ราชบุรีเป็นเมืองผลิตโอ่ง มีโรงงานปั้นโอ่งเป็นจำนวนมาก-นั่นหมายถึงเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ผมโชคดีที่มาอยู่วัดมหาธาตุราชบุรีตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ ยังทันเห็น “โรงโอ่ง” ที่อยู่ข้างวัด และที่อยู่ตรงนั้นตรงโน้นทั่วไปในเมืองราชบุรี

ยังได้ยินเสียงทุบดิน เสียงเคาะโอ่ง ยังเคยเข้าไปในโรงโอ่ง ดูช่างปั้นโอ่ง ได้เห็นควันไฟจากปล่องโรงโอ่งในชีวิตประจำวัน

โอ่งที่นิยมผลิตกันมากที่สุดก็คือโอ่งที่เขียนลวดลายเป็นรูปมังกร จึงเรียกกันด้วยความเข้าใจง่ายๆ ว่า “โอ่งมังกร” แปลว่า โอ่งที่เขียนลวดลายเป็นรูปมังกร ส่วนรูปทรงของโอ่งก็เป็นไปตามมาตรฐานของ “โอ่งมังกร”

คำว่า “โอ่งมังกร” น้ำหนักของคำ หรือคำหลักคือ “โอ่ง”

ไม่ใช่ “มังกร”

นั่นคือเราพูดถึง “โอ่ง” ไม่ได้พูดถึง “มังกร”

ไปหาโอ่งมาใบหนึ่ง

ไปหามังกรมาตัวหนึ่ง

คนละอย่างกัน คนละเรื่องกัน

เมืองราชบุรีเกี่ยวข้องกับโอ่ง

เมืองราชบุรีไม่ได้เกี่ยวข้องกับมังกร

มังกรมีมากับโอ่ง ไม่ได้มีลอยๆ

ไม่มีโอ่งก็ไม่มีมังกร

เพราะฉะนั้น เมื่อจะพูดถึงมังกรที่เกี่ยวกับเมืองราชบุรี ต้องพูดถึงโอ่งด้วยเสมอไป และต้องบอกว่ามังกรเกี่ยวข้องกับโอ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเมืองราชบุรี

คนรุ่นหลังฟังภาษาแล้วจับหลักของคำไม่ถูก ให้น้ำหนักไม่เป็น

ไปจับเอาคำว่า “มังกร” ขึ้นมาเชิด และเชิดไปโดดๆ ไม่ได้เอ่ยอ้างถึง “โอ่ง” แต่ประการใดทั้งสิ้น

การยกเอามังกรขึ้นมาเชิดลอยๆ จึงเป็นการบิดเบือนหรือทำลายข้อเท็จจริงในตำนานของบ้านเมืองไปโดยไม่รู้ตัว

ถ้าไม่รักษาประวัติเดิมไว้ให้ดี อีก ๓๐๐ ปี ราชบุรีเมืองโอ่งจะกลายเป็นราชบุรีเมืองมังกร

เมื่อคนที่เคยรู้เคยเห็นว่าราชบุรีเป็นเมืองผลิตโอ่งล้มหายตายจากไปหมดแล้ว เด็กราชบุรีรุ่นใหม่เกิดมาไม่เคยเห็นโรงโอ่ง ไม่เคยเห็นกระบวนการปั้นโอ่ง ไม่รู้ว่าราชบุรีเป็นเมืองผลิตโอ่ง เกิดมาก็เห็นแต่รูปมังกรที่ยกขึ้นมาเชิดชูอวดกัน ก็จะพากันเชื่อว่าราชบุรีเป็นเมืองมังกร

ถึงตอนนั้นก็จะมีคนแต่งตำนานเมืองราชบุรี อ้างว่า-กาลครั้งหนึ่ง มีมังกรตัวหนึ่งมาโลดแล่นอยู่ในเมืองราชบุรี-อย่างนั้นอย่างนี้

สนุกเขาละ

ตอนนั้น ใครบอกว่าราชบุรีเป็นเมืองโอ่ง ก็จะไม่มีคนเชื่ออีกต่อไป

ตรงนี้แหละที่เตือนใจเราว่า ถ้าไม่ศึกษาเรื่องเก่าให้เข้าใจถูกต้อง เราก็จะจมอยู่กับเรื่องใหม่ที่ห่างไกลจากความเป็นจริง

……………………..

และตรงนี้เองที่มาเข้าทางพอดีกับพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนานั้นมีสถานะเป็น “เรื่องเก่า” เต็มตัว คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดี หลักฐานที่บันทึกคำสอนก็ดี เกิดมีขึ้นเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าประสงค์จะรู้หลักคำสอนที่ถูกต้องตรงตามที่บันทึกไว้ ก็ต้องศึกษาตรวจสอบไปให้ถึงต้นฉบับเดิม

เราโชคดีที่ต้นฉบับเดิมที่บันทึกคำสอนในพระพุทธศาสนา-ที่เรียกรู้กันด้วยคำสั้นๆ ว่า “พระไตรปิฎก” ยังมีอยู่ครบถ้วน

ใครประพฤติถูกหรือผิดอย่างไร สามารถศึกษาตรวจสอบกับพระไตรปิฎกได้

แต่ถ้าไม่หมั่นศึกษาตรวจสอบกับพระไตรปิฎก ใช้วิธีจับเอาแต่สิ่งที่สอนกันประพฤติกันให้เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นหลัก-ดังที่กำลังนิยมทำกันอยู่ในทุกวันนี้-เราก็จะประพฤติคลาดเคลื่อนไปจากหลักคำสอนเดิมโดยไม่รู้ตัว

ถึงตอนนั้นก็จะมีคนแต่งคำอธิบายว่า คำสอนหรือข้อปฏิบัติข้อนั้นๆ ที่ประพฤติกันตามสำนักนั้นๆ ถูกต้องแล้วเพราะเหตุผลอย่างนี้ๆ 

สนุกเขาละ

เราส่วนมากทุกวันนี้หย่อนความอุตสาหะที่จะศึกษาตรวจสอบไปให้ถึงพระไตรปิฎก ฟังคำอธิบายที่น่าเชื่อก็จะพากันเชื่อ ไม่ต่างอะไรกับคนที่ฟังตำนานเมืองราชบุรีที่แต่งใหม่ให้เกี่ยวข้องกับมังกรที่จะจมอยู่กับเรื่องใหม่ที่ห่างไกลจากความเป็นจริง

ที่ว่าดังนี้ มิได้มีความประสงค์จะบอกว่า คำสอนหรือข้อปฏิบัติที่ประพฤติกันตามสำนักต่างๆ ทุกวันนี้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเชื่อไม่ได้ไปเสียทั้งหมด —

แต่มีความประสงค์จะบอกว่า การศึกษาตรวจสอบไปให้ถึงพระไตรปิฎกอันเป็นแหล่งที่มาของคำสอนจะเป็นหลักประกันว่า เราจะประพฤติปฏิบัติได้ตรงตามหลักคำสอนเดิมแท้ 

ผู้ที่มั่นใจว่า คำสอนหรือข้อปฏิบัติที่ตนยึดถืออยู่นั้นเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องแล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะยึดถือและประพฤติปฏิบัติตามนั้นต่อไป

แต่เมื่อใดก็ตามที่ประสงค์จะตรวจสอบให้เห็นข้อเท็จจริงถูกต้องถ่องแท้ ท่านจะใช้วิธีไหนและจะทำอย่างไร-ถ้าไม่ใช้วิธีศึกษาตรวจสอบไปให้ถึงแหล่งที่มาของคำสอน

……………………………………..

หลักการศึกษาของผู้เจริญแล้วก็คือ –

(๑) ศึกษาตรวจสอบเรื่องเดิมที่มีอยู่ให้ครบถ้วนทั่วถึงก่อน 

(๒) ต่อจากนั้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือจะเห็นเป็นอย่างไร เป็นสิทธิเสรีภาพของเรา 

(๓) หลักฐานเดิมที่มีอยู่ก็คงของท่านไว้ ไม่ไปยกเลิกรื้อถอนเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้วิปริตผิดไปจากเดิม ทั้งนี้เพื่อคนอื่นๆ จะได้มีโอกาสใช้สิทธิเสรีภาพศึกษาตรวจสอบได้เท่าๆ กับเรา

……………………………………..

เวลานี้ เราอยู่ในช่วงเวลาที่กำลังเห็นคำสอนและข้อปฏิบัติที่ประพฤติกันอยู่ในสำนักต่างๆ

ถ้าใช้วิธี-หลักเดิมในพระพุทธศาสนาจะว่าอย่างไรฉันไม่สน แบบไหนที่ถูกใจ ฉันก็เลื่อมใสแบบนั้น

แบบนี้ คำสอนในพระพุทธศาสนาก็จะคลาดเคลื่อนไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าใช้วิธี-ศึกษาตรวจสอบไปให้ถึงแหล่งที่มาของคำสอน แล้วนับถือปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องตรงตามคำสอน

แบบนี้ คำสอนในพระพุทธศาสนาก็จะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไป

และเมืองโอ่งก็จะไม่กลายเป็นเมืองมังกร

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๙ มกราคม ๒๕๖๕

๑๗:๓๗

………………………………………..

เมืองโอ่งกำลังจะกลายเป็นเมืองมังกร

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น