คุณค่าทางจิตใจ (๓)-จบ

คุณค่าทางจิตใจ (๓)-จบ

——————–

ผมได้พูดไว้ในตอนก่อนว่า สำหรับทหาร การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นคุณค่าทางจิตใจที่สำคัญยิ่ง

แต่สำหรับคนไทยรุ่นใหม่ เรื่องนี้คงเข้าใจค่อนข้างยาก และคงต้องพูดกันมาก-ถ้าต้องการจะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ตามที่ผมประเมินประมวลดู คนไทยรุ่นใหม่ไม่เห็นความสำคัญของการที่จะศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันเป็นรากเหง้าของตัวเอง

ถ้าจะมีการศึกษาเรียนรู้กันอยู่บ้าง ก็ด้วยเจตนาที่จะขุดคุ้ยเพื่อเหยียบย่ำตำหนิบรรพบุรุษของตัวเองว่าโง่เขลาเบาปัญญาหรือไม่ก็เลวทรามต่ำช้าหาที่เปรียบมิได้-ในกรณีนั่นนี่โน่น 

เพราะไม่ศึกษา หรือศึกษาด้วยท่าทีแนวคิดดังว่านั้น คนไทยรุ่นใหม่จึงเริ่มจะไม่เห็นประโยชน์ของการมีกำลังทหารและการมีสถาบันพระมหากษัตริย์

มีกองทัพไว้ทำไม มีไว้รบกับใคร ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไร เปลืองงบประมาณ

สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เหมือนกัน ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร

นี่คือแนวคิดของคนไทยรุ่นใหม่

ผมมั่นใจว่า มนุษย์เราที่มีการศึกษาไม่ได้มีความจำสั้นจนถึงกับจำไม่ได้ว่าโคตรเหง้าของตัวเองมาจากไหน

สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่เกิดมาก็เห็นบ้านเมืองเป็นอย่างที่เป็นอยู่ อาจมองไม่เห็นความสำคัญของสถาบัน พร้อมกับคิดแบบดูแคลนว่า-ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมี 

แต่ถ้าศึกษาให้รู้แจ้งว่า แผ่นดินไทยที่มีให้คนที่คิดเช่นนั้นได้อาศัยอยู่เป็นสุขทุกวันนี้มีมาได้อย่างไร เราก็จะเข้าใจ

………….

ผมเคยชวนให้คิดถึงพี่น้องคนจีนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่อดีตกาล

ใช้ไม้คานหาบหลัว ซื้อขวดขาย จนตั้งเนื้อตั้งตัวได้ เป็นเจ้าสัวมั่งคั่ง คิดถึงคุณของไม้คาน เอาไม้คานปิดทองใส่ตู้ไว้กราบไหว้บูชา 

ลูกหลานสืบต่อมาเพียง ๓ ชั่วคน ไม่เคยหาบหลัว ไม่เคยลำบาก ไม่รู้จักไม้คาน เกิดมาก็ได้เสวยสุขจากหยาดเหงื่อแรงงานที่บรรพบุรุษทำไว้ให้ เห็นไม้คานในตู้เป็นของเกะกะ-ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมี 

…………………..

นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ

กตญฺญูกตเวทิตา. 

…………………..

ไม่ต้องแปลก็คงพอเดาความหมายได้

ถ้าคนรุ่นเราไม่รู้จักคุณค่าของคนรุ่นก่อน

คนรุ่นหน้าก็จะไม่รู้จักคุณค่าของคนรุ่นเราเช่นกัน

แต่ถ้าใครจะประกาศว่า ข้าไม่ต้องการให้ใครมารู้จักคุณค่าหรือบุญคุณอะไรของข้า

ก็ได้ ก็เอาสิ 

แต่เราต้องอยู่กันอย่างสัตว์เดรัจฉานนะครับ 

เพราะสัตว์เดรัจฉานแม้มันจะอยู่ด้วยกัน แต่มันก็ไม่ต้องรู้จักคุณค่าของสิ่งที่มันอาศัยอยู่หรือรู้จักบุญคุณของกันและกัน

จะอยู่อย่างคนหรือจะอยู่อย่างสัตว์ เลือกเอาสิ

………….

พ่อแม่ผมมี ๓ คู่

คู่ที่ ๑ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดให้ชีวิต ท่านล่วงลับไปแล้ว ผมระลึกถึงทุกวันและทำบุญอุทิศส่วนกุศลถึงท่านทุกวันไม่เคยขาด และจะทำไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

คู่ที่ ๒ พระพุทธศาสนาและวัด เป็นผู้อบรมกล่อมเกลาให้ผมรู้จักผิดชอบชั่วดี และที่สำคัญที่สุด-สอนให้รู้ว่าอะไรคือสาระที่แท้จริงของชีวิต ผมอุทิศชีวิตที่ยังเหลืออยู่รับใช้พ่อแม่คู่นี้ และจะทำไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

คู่ที่ ๓ สถาบันและกองทัพเรือ เลี้ยงดูผมไม่ให้อดตาย ไม่ต้องไปลักขโมยจี้ปล้นทุจริตหลอกลวงใครกิน ผมระลึกถึงคุณและรับใช้ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส และจะทำไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

นี่คือคุณค่าทางจิตใจของผม

พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิตเลือดเนื้อผม ท่านก็คงมีข้อบกพร่องอยู่บ้างตามวิสัยปุถุชน แต่ผมไม่เคยเอาข้อบกพร่องนั้นขึ้นมาตำหนิด่าว่าให้ใครฟัง ไม่-แม้แต่จะเก็บเอามาคิดคำนึง

คนที่นับถือพระพุทธศาสนาและเข้ามาอยู่ในวัด ก็ย่อมมีข้อบกพร่องอยู่บ้างตามวิสัยปุถุชน ชีวิตผมอยู่ในรั้ววัดมากว่า ๒๐ ปี ทั้งเป็นเด็กวัด เป็นสามเณร เป็นพระ และเป็นคนอาศัยวัดอยู่ ผมมั่นใจว่าเป็นคนหนึ่งที่รู้จักซอกมุมลี้ลับในวัดได้ดีคนหนึ่ง แต่ผมไม่เคยเอาข้อบกพร่องหรือซอกมุมลี้ลับใดๆ ขึ้นมาตำหนิด่าว่าให้ใครฟัง นอกจากปรารภ+ปรับทุกข์กับคนวัดด้วยกันเป็นบางครั้งบางคราว

คนที่อยู่ในสถาบันและคนที่อยู่ในกองทัพเรือ ก็ย่อมมีข้อบกพร่องอยู่บ้างตามวิสัยปุถุชน แต่ผมไม่เคยเอาข้อบกพร่องนั้นขึ้นมาตำหนิด่าว่าให้ใครฟัง

วิธีคิดที่จะช่วยให้แยกได้-แยกเป็น ก็คือคิดว่า หน้าที่ใครหน้าที่มัน

เรามีหน้าที่อะไร ก็ทำหน้าที่ของเราไป

ใครเขามีหน้าที่อะไร ก็ให้เขาทำหน้าที่ของเขาไป

อย่าไปเที่ยวเกณฑ์ให้คนอื่นทำหน้าที่ก่อน แล้วข้าพเจ้าจึงจะทำหน้าที่ของข้าพเจ้า

คุณต้องเป็นคนดีอย่างที่ฉันต้องการก่อน แล้วฉันจึงจะนับถือคุณ

ใครมีหน้าที่ แต่เขาไม่ทำหน้าที่ ก็เป็นความบกพร่องของเขา

ทำไมจะต้องเอาความบกพร่องของเขามาเป็นเหตุให้เราบกพร่องไปอีกคนหนึ่ง 

ผมมีหลักอยู่ว่า เรารักใคร จงเป็นพวกเดียวกับเขา 

ความเป็นพวกเดียวกันทำให้เราได้สิทธิ์ที่จะทักท้วงเตือนติงเมื่อเห็นสิ่งใดที่ไม่ถูกไม่ควร 

การอยู่กันคนละพวกก็เหมือนอยู่คนละฟากคลอง ทำได้แค่ตะโกนด่ากัน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์สร้างสรรค์อันใด

ถ้าไม่อยากเห็นใครเดินตกเหว จงเข้าประชิดตัวเขาไว้ ไม่ใช่ตีจาก

แต่เพราะเราไม่อาจได้อะไรทุกอย่างที่เราอยากได้หรืออยากให้เป็น เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นใครไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น เราก็ต้องมีหลักยึด คือ 

๑ อย่าเกลียดเขา

๒ ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่

๓ ถ้าหวังดีต่อกันจริง จงหาวิธีบอกเขาว่าเขาบกพร่องอะไร ไม่ใช่เอ็ดตะโรใส่เขา หรือเอาข้อบกพร่องของเขาไปโพนทะนาทั่วโลก แต่ไม่เคย-หรือไม่กล้า-เข้าไปบอกกับเจ้าตัวเขาตรงๆ ด้วยตัวเอง

………….

มนุษย์ต้องมีสิ่งที่เป็นคุณค่าทางจิตใจของตัวเอง

สัตว์เดรัจฉานมันไม่มีและไม่ต้องมี

แต่มนุษย์ต้องมี

คุณค่าทางจิตใจของบางคนอาจมีคุณค่าเฉพาะตัวเขาคนเดียว

แต่ของบางคนอาจมีคุณค่าในวงกว้างออกไปถึงคนอื่นๆ ด้วย

บางทีกว้างออกไปถึงสังคม ถึงประเทศชาติ

และแม้แต่กว้างออกไปถึงโลกทั้งโลก

………….

ค้นหาคุณค่าทางจิตใจของตัวเองให้พบ-ซึ่งอาจจะไม่เหมือนหรือไม่ตรงกับคุณค่าทางจิตใจของเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ

แล้วจงปฏิบัติต่อคุณค่าทางจิตใจของตัวเองให้ถูกต้องเหมาะสม

ต่อจากนั้น ก็จะเข้าใจคุณค่าทางจิตใจของเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ-ซึ่งอาจจะไม่เหมือนหรือไม่ตรงกับคุณค่าทางจิตใจของเรา

แล้วจงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ และต่อคุณค่าทางจิตใจของเขาเหล่านั้นให้ถูกต้องเหมาะสมเฉกเช่นที่เราปฏิบัติต่อคุณค่าทางจิตใจของเรา

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕

๑๔:๕๑

………………………………………….

คุณค่าทางจิตใจ (๓)

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น