สดับปกรณ์ (บาลีวันละคำ 4,933)

สดับปกรณ์
แปลว่า “เจ็ดคัมภีร์”
ถ้าไม่ระวังให้ดีจะกลายเป็น “ฟังพระสวด”
อ่านว่า สะ-ดับ-ปะ-กอน
ดูตามรูปคำ น่าจะแยกศัพท์เป็น สดับ + ปกรณ์
แต่คำนี้แยกอย่างนี้ไม่ได้ เพราะรูปคำ “สดับ” ไม่ใช่ “สดับ” ในภาษาไทย
“สดับ” ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
(1) สดับ : (คำกริยา) ตั้งใจฟัง เช่น สดับพระธรรมเทศนา, มักใช้เข้าคู่กับคําตรับฟัง เป็น สดับตรับฟัง; (วรรณ) ได้ยิน เช่น ถึงแม้ว่าจะสนิทนิทรา ก็ผวาเมื่อสดับศัพท์เสียงพี่. (วิวาหพระสมุท). (ข. สฎาบ่).
(2) สดับตรับฟัง : (คำกริยา) ฟังด้วยความเอาใจใส่ เช่น สดับตรับฟังพระธรรมเทศนา.
ถ้าเช่นนี้ “สดับ” ในคำว่า “สดับปกรณ์” เป็นภาษาอะไร?
พจนานุกรมฯ บอกไว้ว่า “สดับปกรณ์” คำบาลีเป็น “สตฺตปฺปกรณ” คำสันสกฤตเป็น “สปฺตปฺรกรณ”
นั่นคือ “สดับ” ในคำว่า “สดับปกรณ์” เพี้ยนมาจากคำว่า “สตฺตปฺ”
รูปคำจริง ๆ ของ “สตฺตปฺ” คือ “สตฺต” อักษร ปฺ ที่อยู่ข้างหลังเป็นพยัญชนะที่ซ้อนเข้ามาระหว่าง สตฺต กับ ปกรณ
สตฺต + ปฺ + ปกรณ = สตฺตปฺปกรณ
เพราะฉะนั้น จึงต้องเริ่มด้วยการบอกว่า “สดับปกรณ์” บาลีเป็น “สตฺตปฺปกรณ” อ่านว่า สัด-ตับ-ปะ-กะ-ระ-นะ แยกศัพท์เป็น สตฺต + ปกรณ
(๑) “สตฺต”
อ่านว่า สัด-ตะ เป็นศัพท์ที่เรียกว่า “สังขยา” คือคำบอกจำนวน แปลว่า เจ็ด ( = จำนวนเจ็ด)
(๒) “ปกรณ”
อ่านว่า ปะ-กะ-ระ-นะ รากศัพท์มาจาก ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) แล้วแปลง น เป็น ณ
: ป + กรฺ = ปกรฺ + ยุ > อน = ปกรน > ปกรณ แปลตามศัพท์ว่า “การทำทั่วไป”
“ปกรณ” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –
(1) การประกอบ, ข้อความในกฎหมายที่ยอมรับกัน (performance, undertaking paragraph of the law)
(2) โอกาส (occasion)
(3) คำอธิบาย, การจัด, งานประพันธ์, หนังสือ, ปกรณ์ (exposition, arrangement, literary work, composition, book)
บาลี “ปกรณ” สันสกฤตเป็น “ปฺรกรณ”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ –
(สะกดตามต้นฉบับ)
“ปฺรกรณ : (คำนาม) ‘ประกรณ์,’ บทนำ, เรื่องนำ; บริจเฉท; การต้อนรับด้วยความเคารพ; ประพฤติมากหรือดี; เรื่องซึ่งกวีผูกขึ้นเปนบทกลอน; an introduction, a prologue or prelude; a chapter; treating with respect; doing much or well; a poetical fiction.”
บาลี “ปกรณ” ในภาษาไทยใช้เป็น “ปกรณ์” อ่านว่า ปะ-กอน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ –
“ปกรณ์ : (คำนาม) คัมภีร์, ตำรา, หนังสือ. (ป. ปกรณ; ส. ปฺรกรณ).”
สตฺต + ปกรณ ซ้อน ปฺ ระหว่างศัพท์ (สตฺต + ปฺ + ปกรณ)
: สตฺต + ปฺ + ปกรณ = สตฺตปฺปกรณ (สัด-ตับ-ปะ-กะ-ระ-นะ) แปลว่า “คัมภีร์ทั้งเจ็ด”
“สตฺตปฺปกรณ” 2 พยางค์แรกอ่านว่า สัด-ตับ เอามาใช้ในภาษาไทย แปลง ต เต่า เป็น ด เด็ก สัด-ตับ จึงกลายเป็น สัด-ดับ แล้วออกเสียงเพี้ยน จาก สัด-ดับ กลายเป็น สะ-ดับ แล้วเลยเขียนตามเสียงเพี้ยนเป็น “สดับ”
“สตฺตปฺปกรณ” จึงกลายเป็น “สดับปกรณ์”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ –
“สดับปกรณ์ : (คำกริยา) บังสุกุล (ใช้แก่ศพเจ้านาย). (คำนาม) พิธีสวดมาติกาบังสุกุลเนื่องด้วยศพ ปัจจุบันใช้เฉพาะเจ้านาย. (ป. สตฺตปฺปกรณ; ส. สปฺตปฺรกรณ หมายถึง พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์).”
ขยายความ :
“สตฺตปฺปกรณ > สดับปกรณ์” แปลว่า “คัมภีร์ทั้งเจ็ด” หรือ “คัมภีร์เจ็ดเล่ม” หรือ “เจ็ดคัมภีร์”
คัมภีร์ทั้งเจ็ด มีคัมภีร์อะไรบ้าง?
คัมภีร์ทั้งเจ็ด หรือเจ็ดคัมภีร์ หรือ 7 ปกรณ์ เป็นคัมภีร์ในพระอภิธรรมปิฎก ประกอบด้วย –
(1) สังคณี หรือ ธัมมสังคณี รวมข้อธรรมเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วอธิบายทีละประเภท ๆ
(2) วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำคัญ ๆ ขึ้นตั้งเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบายชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด
(3) ธาตุกถา จัดข้อธรรมต่าง ๆ เข้าในขันธ์ อายตนะ ธาตุ
(4) ปุคคลบัญญัติ บัญญัติความหมายของบุคคลประเภทต่าง ๆ ตามคุณธรรมที่มีอยู่ในบุคคลนั้น ๆ
(5) กถาวัตถุ แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่าง ๆ สมัยสังคายนาครั้งที่ 3
(6) ยมก ยกหัวข้อธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถามตอบ โดยตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ ๆ
(7) ปัฏฐาน อธิบายปัจจัย 24 แสดงความสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันแห่งธรรมทั้งหลายโดยพิสดาร
ผู้รู้เอาคำแรกของทั้ง 7 ปกรณ์นี้มาเรียกรวมกันเพื่อจำง่าย ว่า “สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ” เรียกกันว่า “หัวใจพระอภิธรรมปิฎก”
…………..
ดูก่อนภราดา!
: เรื่องที่ฟังเขาว่า รู้ที่ไปที่มาเอาไว้
: ดีกว่าพูดตามกันไปโดยไม่รู้ที่มา
#บาลีวันละคำ (4,933)
14-12-68
…………………………….
…………………………….
