ประภาคาร (บาลีวันละคำ 4,934)

ประภาคาร
อีกไม่นานเขาคงลืมกันไป
อ่านว่า ปฺระ-พา-คาน
แยกศัพท์เป็น ประภา + อาคาร
(๑) “ประภา”
บาลีเป็น “ปภา” อ่านว่า ปะ-พา รากศัพท์มาจาก ป (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + ภา (ธาตุ = สว่าง, รุ่งเรือง) + กฺวิ ปัจจัย, ลบ กฺวิ
: ป + ภา = ปภา + กฺวิ = ปภากฺวิ > ปภา (อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่สว่างไปทั่ว” หมายถึง แสงสว่าง, ความแจ่มจ้า, แสง (light, radiance, shine)
“ปภา” ในภาษาไทยใช้อิงสันสกฤตเป็น “ประภา”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ประภา : (คำนาม) แสง, แสงสว่าง, แสงไฟ. (ส. ปฺรภา; ป. ปภา).”
(๒) “อาคาร”
รูปศัพท์เดิมในบาลีเป็น “อคาร” อ่านว่า อะ-คา-ระ รากศัพท์มาจาก อค (สิ่งที่ไม่ไป, สิ่งที่ไปไหนไม่ได้) + รา (ธาตุ = ถือเอา, ยึดไว้) + กฺวิ ปัจจัย, ลบ กฺวิ, ทีฆะ อะ ที่ (อ)-ค เป็น อา (อค > อคา), ลบ อา ที่สุดธาตุ (รา > ร)
: อค + รา = อครา + กฺวิ = อครากฺวิ > อครา > อคารา > อคาร แปลตามศัพท์ว่า “ที่ยึดเสาไว้ไม่ให้ไป” หมายความว่า เสา ฝา หลังคา และเครื่องประกอบต่างๆ ถูกยึดไว้ตรงนั้น ไปไหนไม่ได้ ที่ตรงนั้นจึงชื่อว่า “อคาร”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อคาร” ว่า house or hut (บ้าน หรือกระท่อม)
ภาษาบาลีเป็น “อคาร” แต่บางสำนักบอกว่าเป็น “อาคาร” ก็มี หมายถึงมีทั้งรูป “อคาร” และ “อาคาร”
แต่ฝรั่งผู้จัดทำพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกว่าที่บางสำนักบอกว่าเป็น “อาคาร” ก็มีนั้นเป็นความเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากเห็นรูปคำสมาส เช่น “กูฏาคาร” (กู-ตา-คา-ระ, แปลว่า เรือนที่มียอด) แล้วแยกคำผิด คือไปแยกเป็น กูฏ + อาคาร = กูฏาคาร ความจริงแล้วที่เห็นเป็นรูป –าคาร นั้นเป็นไปตามกฎการสนธิ คือ ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ อ-(คาร) เป็น อา– : กูฏ + อคาร จึงเป็น กูฏาคาร ไม่ใช่เกิดจาก กูฏ + อาคาร ดังที่เข้าใจผิด
อย่างไรก็ตาม ในภาษาสันสกฤต สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน มีทั้ง “อคาร” และ “อาคาร” บอกไว้ดังนี้ –
(1) อคาร : (คำนาม) เรือน; a house.
(2) อาคาร : (คำนาม) บ้าน; a house, a dwelling.
คำนี้ในภาษาไทยใช้เป็น “อาคาร”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า –
“อาคาร : (คำนาม) เรือน, โรง, สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น; (คำที่ใช้ในกฎหมาย) ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงาน และสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ และหมายความรวมถึงสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น อัฒจันทร์ เขื่อน สะพาน อุโมงค์ ป้าย อู่เรือ. (ป., ส. อาคาร, อคาร).”
ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ปรับปรุงคำนิยามใหม่เป็นดังนี้ –
“อาคาร : (คำนาม) เรือน, โรง, สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น. (ป., ส. อาคาร, อคาร).”
ปภา + อคาร = ปภาคาร > ประภาคาร แปลตามศัพท์ว่า “โรงเรือนที่มีแสงสว่าง”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ประภาคาร : (คำนาม) กระโจมไฟ, เรือนตะเกียง ก็เรียก. (ดู กระโจมไฟ ที่ กระโจม ๑). (ส.).”
ที่คำว่า “กระโจมไฟ” พจนานุกรมฯ บอกไว้ดังนี้ –
“กระโจมไฟ (คำนาม) หอสูงซึ่งตามไฟฉายแสงอย่างแรงไว้บนยอดเพื่อใช้บอกสัญญาณในการเดินเรือเป็นต้น, ประภาคาร หรือ เรือนตะเกียง ก็เรียก.”
คำว่า “ประภาคาร” พจนานุกรม สอ เสถบุตร แปลเป็นอังกฤษว่า a lighthouse
พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล lighthouse เป็นบาลีดังนี้:
padīpāgāra ปทีปาคาร (ปะ-ที-ปา-คา-ระ) = โรงเรือนที่มีดวงไฟ
ขยายความ :
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ที่คำว่า “ประภาคาร” (อ่านเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 20:30 น.) กล่าวถึง “ประภาคาร” ไว้ดังนี้ –
…………..
ประภาคาร (อังกฤษ: lighthouse) เป็นตึกสูงหรือสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการออกแบบให้เปล่งแสงจากระบบไฟตะเกียงและเลนส์หรือจากกองไฟ เพื่อช่วยเหลือในการเดินเรือสำหรับการนำทางในทะเลหรือแม่น้ำ ประภาคารยังใช้ระบุจุดอันตรายตามแนวชายฝั่งทะเล สันดอน และแนวปะการัง เพื่อความปลอดภัยในการเทียบท่า ปัจจุบันการใช้งานประภาคารกำลังลดลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงและถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีการเดินเรือที่ทันสมัย
…………..
ดูก่อนภราดา!
: มีตาเนื้อ จึงจะเห็นประโยชน์ของดวงไฟ
: มีตาใน จึงจะเห็นประโยชน์ของดวงธรรม
#บาลีวันละคำ (4,934)
15-12-68
…………………………….
…………………………….
