รัฐบาลสงฆ์ (บาลีวันละคำ 4,935)

รัฐบาลสงฆ์
คำที่ชวนให้หลงว่าพระคือชาวบ้าน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนบาลีวันละคำได้เห็นคำว่า “รัฐบาลสงฆ์” ที่มีผู้นำมาเขียนเป็นข่าว ก็รู้สึกขัน ๆ คัน ๆ คือจะว่าเป็นคำตลกเล่นก็ได้ จะว่าเป็นคำชวนให้คิดก็ได้
“รัฐบาลสงฆ์” อ่านตรง ๆ ว่า รัด-ถะ-บาน-สง ประกอบด้วยคำว่า รัฐบาล + สงฆ์
ทั้งคำว่า “รัฐบาล” และคำว่า “สงฆ์” เคยเขียนเป็นบาลีวันละคำมาแล้ว แต่ถือโอกาสทบทวนความรู้กันอีกก็คงเป็นประโยชน์อยู่บ้าง
(๑) “รัฐบาล”
อ่านว่า รัด-ถะ-บาน ประกอบด้วยคำว่า รัฐ + บาล
(ก) “รัฐ” บาลีเป็น “รฏฺฐ” อ่านว่า รัด-ถะ รากศัพท์มาจาก –
(1) รฐฺ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ต ปัจจัย, แปลง ฐต (คือ ฐ ที่ รฐ + ต ปัจจัย)เป็น ฏฐ ( –ฐต > –ฏฺฐ)
: รฐฺ + ต = รฐต > รฏฺฐ แปลตามศัพท์ว่า “ดินแดนเป็นที่เป็นไปแห่งชาวเมือง”
(2) รชิ (ธาตุ = เจาะ, ทำลาย) + ต ปัจจัย, ลบสระท้ายธาตุ (รชิ > รช), แปลง ชต เป็น ฏฐ
: รชิ > รช + ต = รชต > รฏฺฐ แปลตามศัพท์ว่า “ดินแดนเป็นเหตุให้พระราชาทั้งหลายทำลายป้อมค่ายกัน” (ในการเข้ายื้อแย่งเพื่อยึดครองดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง)
“รฏฺฐ” ความหมายที่เข้าใจกันก็คือ ดินแดน, อาณาจักร, ประเทศ, แผ่นดิน, บ้านเมือง
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “รฏฺฐ” ว่า reign, kingdom, empire; country, realm (รัฐ, อาณาจักร, จักรวรรดิ, ประเทศ, แผ่นดิน)
ในภาษาไทย ท่านให้ตัด ฏ ปฏัก ออก “รฏฺฐ” จึงเขียนเป็น “รัฐ” ถ้าอยู่ท้ายคำ อ่านว่า รัด (เคยมีนิยมพูดกันเป็น รัด-ถะ อยู่บ้าง) ถ้ามีคำอื่นมาสมาสข้างท้ายอ่านว่า รัด-ถะ- เช่นในคำว่า “รัฐบาล” อ่านว่า รัด-ถะ-บาน
“รัฐ” ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“รัฐ, รัฐ– : (คำนาม) แคว้น เช่น รัฐปาหัง, บ้านเมือง เช่น กฎหมายสูงสุดของรัฐ, ประเทศ เช่น รัฐวาติกัน. (ป. รฏฺฐ; ส. ราษฺฏฺร).”
(ข) “บาล” บาลีเป็น “ปาล” อ่านว่า ปา-ละ รากศัพท์มาจาก ปาลฺ (ธาตุ = ดูแล, รักษา) + อ (อะ) ปัจจัย
: ปาลฺ + อ = ปาล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ดูแล” หมายถึง ยาม, ผู้รักษา, ผู้คุ้มครอง, ผู้ป้องกัน (a guard, keeper, guardian, protector)
“ปาล” คำนี้นิยมใช้ในภาษาไทยว่า “บาล” (บาน)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“บาล : (คำกริยา) เลี้ยง, รักษา, คุ้มครอง, ปกครอง, เช่น บาลเมือง, โดยมากใช้เป็นคำหลังสมาส เช่น โลกบาล รัฐบาล นครบาล โคบาล นิรยบาล. (ป., ส. ปาล).”
รฏฺฐ + ปาล = รฏฺฐปาล (รัด-ถะ-ปา-ละ) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ดูแลแว่นแคว้น” คือ ผู้บริหารบ้านเมือง
“รฏฺฐปาล” ใช้ในภาษาไทยเป็น “รัฐบาล”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“รัฐบาล : (คำนาม) องค์กรปกครองประเทศ, คณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารในการปกครองประเทศ.”
(๒) “สงฆ์”
เขียนแบบบาลีเป็น “สงฺฆ” อ่านว่า สัง-คะ รากศัพท์มาจาก สํ (คำอุปสรรค = พร้อมกัน, ร่วมกัน) + หนฺ (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + อ (อะ) ปัจจัย, แปลงนิคหิตที่ สํ เป็น ง (สํ > สงฺ), แปลง หนฺ เป็น ฆ
: สํ > สงฺ + หนฺ > ฆ + อ = สงฺฆ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า –
(1) “หมู่เป็นที่ไปรวมกันแห่งส่วนย่อยโดยไม่แปลกกัน” หมายความว่า ส่วนย่อยที่มีคุณสมบัติหลักๆ “ไม่แปลกกัน” คือมีคุณสมบัติตรงกัน เหมือนกัน ส่วนย่อยดังกล่าวนี้ไปอยู่รวมกัน คือเกาะกลุ่มกัน ดังนี้เรียกว่า “สงฺฆ”
(2) “หมู่ที่รวมกันโดยมีความเห็นและศีลเสมอกัน” ความหมายนี้เล็งที่บรรพชิตหรือสาวกที่เป็นนักบวชในลัทธิศาสนาต่างๆ เช่นภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นต้น ต้องมีความคิดเห็นและความประพฤติลงรอยกันจึงจะรวมเป็น “สงฺฆ” อยู่ได้
“สงฺฆ” จึงหมายถึง หมู่, กอง, กลุ่ม, คณะ
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สงฺฆ” เป็นอังกฤษว่า –
(1) multitude, assemblage (ฝูงชน, ชุมนุมชน, หมู่, ฝูง)
(2) the Order, the priesthood, the clergy, the Buddhist church (คณะสงฆ์, พระ, นักบวช, พุทธจักร)
(3) a larger assemblage, a community (กลุ่มใหญ่, ประชาคม)
“สงฺฆ” ปกติในภาษาไทยใช้ว่า “สงฆ์” ถ้าอยู่หน้าคำสมาสมักใช้เป็น “สังฆ-”
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “สงฆ์” บอกไว้ดังนี้ –
…………..
สงฆ์ : หมู่, ชุมนุม
1. หมู่สาวกของพระพุทธเจ้า เรียกว่า สาวกสงฆ์ ดังคำสวดในสังฆคุณ ประกอบด้วยคู่บุรุษ ๔บุรุษบุทคล (รายตัวบุคคล) ๘ เริ่มแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค จนถึงพระอรหันต์ ต่างจากภิกขุสงฆ์ คือหมู่แห่งภิกษุหรือชุมนุมภิกษุ (ดูความหมาย 2), ต่อมา บางทีเรียกอย่างแรกว่า อริยสงฆ์ อย่างหลังว่า สมมติสงฆ์
2. ชุมนุมภิกษุหมู่หนึ่งตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ซึ่งสามารถประกอบสังฆกรรมได้ตามกำหนดทางพระวินัย ต่างโดยเป็นสงฆ์จตุรวรรคบ้าง ปัญจวรรคบ้าง ทศวรรคบ้าง วีสติวรรคบ้าง, ถ้าเป็นชุมนุมภิกษุ ๒ หรือ ๓ รูป เรียกว่า คณะ ถ้ามีภิกษุรูปเดียว เป็น บุคคล
…………..
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ –
…………..
สงฆ์ : (คำนาม)
(๑) ภิกษุ เช่น ของสงฆ์ พิธีสงฆ์, บางทีก็ใช้ควบกับคำ พระ หรือ ภิกษุ เป็น พระสงฆ์ หรือ ภิกษุสงฆ์ เช่น นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ มีภิกษุสงฆ์มารับบิณฑบาตมาก, ลักษณนามว่า รูป หรือ องค์ เช่น ภิกษุสงฆ์ ๒ รูป พระสงฆ์ ๔ องค์ (ป. สงฺฆ; ส. สํฆ).
(๒) ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปร่วมกันทำสังฆกรรม แต่จำนวนภิกษุที่เข้าร่วมสังฆกรรมแต่ละอย่างไม่เท่ากัน คือในสังฆกรรมทั่ว ๆ ไป เช่น ในการสวดพิธีธรรม สวดอภิธัมมัตถสังคหะ ประกอบด้วยภิกษุ ๔ รูป เรียกว่า สงฆ์จตุรวรรค ในการรับกฐิน สวดพระปาติโมกข์ ปวารณากรรม และอุปสมบทในถิ่นที่ขาดแคลนภิกษุ ต้องประกอบด้วยภิกษุ ๕ รูป เรียกว่า สงฆ์ปัญจวรรค ในการอุปสมบทในถิ่นที่มีภิกษุมาก ต้องประกอบด้วยภิกษุ ๑๐ รูป เรียกว่า สงฆ์ทสวรรค และในการสวดอัพภานระงับอาบัติสังฆาทิเสส ต้องประกอบด้วยภิกษุ ๒๐ รูป เรียกว่า สงฆ์วีสติวรรค, ภิกษุที่เข้าร่วมสังฆกรรมดังกล่าว ถ้ามากกว่าจำนวนที่กำหนดจึงจะใช้ได้ ถ้าขาดจำนวนใช้ไม่ได้. (ป. สงฺฆ; ส. สํฆ).
…………..
รัฐบาล + สงฆ์ = รัฐบาลสงฆ์ เป็นคำประสมแบบไทย แปลโดยประสงค์ว่า “คณะภิกษุที่ใช้อำนาจบริหารในการปกครองสงฆ์”
อภิปรายขยายความ :
“รัฐบาลสงฆ์” เป็นคำที่มีผู้คิดขึ้นเลียนแบบรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารในการปกครองประเทศ แต่เมื่อใช้ในคณะสงฆ์ จึงเพิ่มคำว่า “สงฆ์” เข้าข้างท้ายเป็น “รัฐบาลสงฆ์”
คำว่า “รัฐบาลสงฆ์” มีผู้ใช้เรียกพระมหาเถระที่มีพระบรมราชโองการโปรดแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จำนวน 20 รูป ประกอบด้วย –
1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส
2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม
3. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
4.สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี วัดไตรมิตรวิทยาราม
5. พระพรหมโมลี วัดปากน้ำ
6. พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ
7. พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส
8. พระพรหมเสนาบดี วัดปทุมคงคา
9. พระพรหมวชิรมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม
10. พระพรหมมุนี วัดพระศรีมหาธาตุ
11. พระพรหมวชิรากร วัดราชผาติการาม
12. พระพรหมวัชรเมธี วัดอรุณราชวราราม
13. พระพรหมวชิรเวที วัดปทุมวนาราม
14. พระพรหมวชิรานุวัตร วัดบพิตรพิมุข
15. พระพรหมวัชรวิมลมุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
16. พระพรหมวชิรรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร
17. พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ วัดอาวุธวิกสิตาราม
18. พระธรรมวชิรเมธาจารย์ วัดโสมนัสวิหาร
19. พระธรรมวชิรจินดาภรณ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
20. พระธรรมวัชรญาณวิศิษฏ์ วัดปทุมวนาราม
…………..
ดูตามเจตนา เห็นได้ว่าผู้คิดคำว่า “รัฐบาลสงฆ์” มองว่า กรรมการมหาเถรสมาคมมีสถานะเหมือนคณะรัฐมนตรีที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ แต่กรรมการมหาเถรสมาคมทำหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ จึงเรียกว่า “รัฐบาลสงฆ์”
การเรียกกรรมการมหาเถรสมาคมว่า “รัฐบาลสงฆ์” ผู้เขียนบาลีวันละคำมีข้อสังเกตบางประการดังนี้ –
รัฐบาลที่บริหารประเทศประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี มีตำแหน่งชัดเจนว่ารัฐมนตรีคนไหนรับผิดชอบงานกระทรวงไหน
แต่กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งมีสถานะเหมือนรัฐมนตรี ไม่ปรากฏหน้าที่ว่า รูปไหนรับผิดชอบงานอะไรในคณะสงฆ์ อาจจะรู้กันเป็นภายในในหมู่กรรมการมหาเถรสมาคม แต่สังคมทั่วไปไม่รู้ อย่าว่าแต่สังคมทั่วไปเลย แม้แต่ในสังคมชาววัดแท้ ๆ ผู้เขียนบาลีวันละคำก็เชื่อว่าไม่รู้ด้วยเหมือนกัน
กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปท่านบอกสถานภาพท้ายชื่อท่านทุกครั้งว่าท่านเป็น “กรรมการมหาเถรสมาคม” แต่ท่านไม่เคยบอกว่าท่านรับผิดชอบงานด้านไหนของคณะสงฆ์ ต่างจากรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลที่บอกสถานะชัดเจนเป็นที่รู้กันทั้งประเทศว่า รัฐมนตรีคนไหนรับผิดชอบงานกระทรวงไหน
คณะรัฐมนตรีมีการประชุมตามวาระ แต่วันงานปกติ รัฐมนตรีแต่ละคนก็ปฏิบัติงานที่กระทรวงที่ตนรับผิดชอบ
กรรมการมหาเถรสมาคมมีการประชุมตามวาระ (เท่าที่ทราบ ประชุมเดือนละ 3 ครั้ง คือวันที่ 10, 20 และ 30 ของเดือน) แต่วันงานปกติ ไม่มีใครรู้ว่ากรรมการมหาเถรสมาคมแต่ละรูปท่านปฏิบัติงานของคณะสงฆ์อยู่ที่ไหน มีสำนักงานโดยเฉพาะหรือเปล่า แต่ละวันท่านทำงานอะไรบ้างตามหน้าที่กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งมีฐานะเป็น “รัฐบาลสงฆ์”
ผู้เขียนบาลีวันละคำรู้สึกว่า งานของ “รัฐบาลสงฆ์” นี่แปลกดี จึงบอกว่า ได้เห็นคำว่า “รัฐบาลสงฆ์” ที่มีผู้นำมาเขียนเป็นข่าวแล้ว รู้สึกขัน ๆ คัน ๆ
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ถ้าเป้าหมายของการบวชเบี่ยงเบน
: พระพุทธศาสนาอันเป็นที่พึ่งของชาวบ้านก็คงบูดเบี้ยว
#บาลีวันละคำ (4,935)
16-12-68
…………………………….
…………………………….
