บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

ใครจะรับผิดชอบ

ใครจะรับผิดชอบ

————————–

คำถามของผู้ไม่ (มีแก่ใจจะ) รับผิดชอบ

เวลาใครทำอะไรสักอย่างที่ใครบางคนไม่เห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วยนั้นจะมีคำพูดแสดงความไม่เห็นด้วยโดยนัย นั่นคือคำว่า

“เกิดอะไรขึ้น ใครจะรับผิดชอบ” 

ญาติมิตรหลายท่านคงเคยได้ยิน

หรือบางทีตัวท่านเองก็อาจจะเคยพูดประโยคแบบนี้มาบ้างแล้วด้วย 

ตัวอย่างเช่น เพื่อนท่านจะกลับบ้านต่างจังหวัด 

ท่านมีแก่ใจจะขับรถไปส่ง เพราะอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้

แต่คนที่บ้านท่านไม่เห็นด้วย

แทนที่คนที่บ้านท่านจะบอกว่าไม่เห็นด้วยตรงๆ เขาจะมีคำพูดแบบนี้

“ไปตามทาง รถเป็นอะไรไปใครจะรับผิดชอบ” 

เป็นประโยคที่มีนัยรุนแรงกว่าคำว่า “ไม่เห็นด้วย” ตรงๆ เสียอีก

ทุกเรื่องทุกกรณี สามารถยกเอาคำว่า “ใครจะรับผิดชอบ” ขึ้นมาขวางทางได้ทั้งสิ้น

………………..

ครั้งหนึ่ง ในบ้านเราเกิดกรณีตึงเครียดบริเวณชายแดน มีเสียงเรียกร้องให้ฝ่ายทหารส่งกำลังเข้าไปเผชิญหน้าเพื่อสะกดฝ่ายตรงข้าม

นายทหารใหญ่ระดับแม่ทัพออกมาตอบว่า “ส่งทหารเข้าไป ถ้าลูกเขาตาย ใครจะรับผิดชอบ” 

………………..

คนที่มีลูกชาย เมื่อลูกอายุถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ต้องไปเข้ารับการตรวจคัดเลือกเพื่อเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ 

กำลังหลักของทหารที่เข้าปฏิบัติการรบหรือปฏิบัติการทางทหาร มาจากทหารกองประจำการเหล่านี้

“ถ้าลูกเขาตาย” หมายถึง ถ้าเกิดปะทะกัน แล้วทหาร-ซึ่งเป็นลูกชาวบ้านเขาเหล่านั้น-ถูกยิงตาย ถูกระเบิดตาย หรือเป็นอะไรตายก็ตาม-อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการทางทหารในกรณีเช่นนั้น ท่านแม่ทัพท่านร้องถามว่า-ใครจะรับผิดชอบ

ถามให้สั้นกว่านั้น – ส่งทหารไปรบ ถ้าทหารตาย ใครจะรับผิดชอบ

ถ้าถามหาคนรับผิดชอบแบบนี้ ก็แปลว่า ประเทศชาติไม่ต้องมีทหาร

เพราะมีทหาร จึงทำให้ลูกชาวบ้านเขาตาย-ใช่หรือไม่

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ต้องการให้ลูกใครตาย ก็ต้องไม่เอาลูกใครไปเป็นทหาร ซึ่งก็คือประเทศชาติไม่ต้องมีทหาร-ใช่หรือไม่

ความเป็นจริงที่ยอมรับกันทั่วไปก็คือ ทหารมีหน้าที่ตายแทนประขาชน

และเมื่อมีทหารตายจากการปฏิบัติหน้าที่ ใครจะต้องทำอย่างไร ทั้งแก่ตัวทหารผู้ตายและแก่ญาติพี่น้อง ทางราชการมีระเบียบกำหนดไว้หมดแล้ว ไม่ต้องมานั่งถามกันว่า-เอาไงดี

เมื่อเข้าไปทำหน้าที่ทางทหาร-ไม่ว่าจะเข้าไปโดยสมัครใจหรือเข้าไปโดยข้อบังคับของกฎหมาย จึงไม่ต้องตั้งคำถามว่า-ถ้าตายใครจะรับผิดชอบ

น่าอัศจรรย์ที่ทหารระดับแม่ทัพร้องถามกลับมาเช่นนั้น

………………..

แง่มุมหนึ่งที่ผู้ตั้งคำถาม “ใครจะรับผิดชอบ” มักจะลืมคิดก็คือ –

๑ ตอนแรกมีแผนว่าจะทำอย่างนี้ๆ หรือมีผู้เสนอว่าควรทำอย่างนี้ๆ

๒ แล้วมีผู้แย้งค้านว่าทำแบบนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะรับผิดชอบ

๓ พอมีเสียงแย้งค้านอย่างนี้ ก็เลยไม่ทำ

๔ พอไม่ทำ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นจากการที่ไม่ทำนั้น ใครจะรับผิดชอบ

ตรงนี้แหละครับที่คนแย้งค้านมักไม่ได้คิด

ดูตัวอย่างกรณีส่งทหารที่ว่าข้างต้นก็จะเห็นชัด

๑ ขอให้ส่งทหารเข้าไป

๒ แย้งค้านว่า-ถ้าทหารตายใครจะรับผิดชอบ

๓ ตกลงก็เลยไม่ส่ง

๔ ฝ่ายตรงข้ามบุกเข้ามายึดพื้นที่ของเราได้โดยสะดวก-เพราะเราไม่ส่งทหารเข้าไปคุมไว้

๕ ทีนี้ใครจะรับผิดชอบล่ะ?

คนที่แย้งค้านตามข้อ ๒ ควรจะต้องรับผิดชอบปัญหาตามข้อ ๕ ใช่หรือไม่

ถ้าถามกลับไปยังคนที่แย้งค้าน ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า ใครมีหน้าที่ก็รับผิดชอบกันเองสิ 

แต่ไม่ใช่กูก็แล้วกัน!

หรืออย่างกรณีท่านมีแก่ใจจะขับรถไปส่งเพื่อนดังที่กล่าวข้างต้น คนแย้งค้านก็จะบอกว่า มันเป็นปัญหาของเขา ก็ให้เขาแก้ปัญหาเอาเองสิ เรื่องอะไรจะต้องให้เราไปรับผิดชอบ

เรื่องก็จะกลายเป็น-คนรู้จักกันดีๆ แต่ไม่มีน้ำใจ 

เกื้อกูลกันทำไม ตัวใครตัวมัน 

สวัสดี

………………..

แนวคิดของผมก็คือ คำถาม “ถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะรับผิดชอบ” นั้น ผู้ถามแย้งค้านมักอ้างสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งฟังดูก็ต้องนับว่าดี คือเหมือนกับว่ารอบคอบ คิดระวังไว้ล่วงหน้า 

ถ้ารอบคอบเช่นนั้นจริง ก็ควรจะช่วยกันคิดแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ อยู่ตรงหน้านี้ด้วย ใช่หรือไม่?

“ถ้าเกิดอะไรขึ้น” – นี่มันยังไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ยังอุตส่าห์คิดล่วงหน้าได้

เพราะฉะนั้น อะไรที่มันกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้านี่แท้ๆ ก็ควรจะช่วยกันคิดแก้ปัญหาได้ด้วย

เช่น-ถ้าไม่ให้ทำอย่างนั้น จะให้ทำอย่างไร 

แต่ส่วนมาก ผู้ที่นิยมแย้งค้านโดยวิธีตั้งคำถาม “ใครจะรับผิดชอบ” นั้น เมื่อตั้งคำถามเสร็จก็มักจะเข้าใจว่าตนทำหน้าที่เสร็จแล้ว และตนไม่มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบอะไรอีกกับเรื่องนั้น

………………..

ถ้ายังพอใจจะถามหาคนรับผิดชอบ ก็ถามไปเถิด

แต่โปรดอย่าถามหาคนรับผิดชอบอย่างเดียว

จงมีแก่ใจช่วยกันคิดหาทางแก้ปัญหาด้วย

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

๑๑:๔๔

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้