สติปัญญา (บาลีวันละคำ 4,928)

สติปัญญา
ท่านว่าต้องสมดุลกัน
อ่านว่า สะ-ติ-ปัน-ยา
ประกอบด้วยคำว่า สติ + ปัญญา
(๑) “สติ”
อ่านว่า สะ-ติ รากศัพท์มาจาก สรฺ (ธาตุ = คิด, ระลึก; เบียดเบียน) + ติ ปัจจัย, ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (สรฺ > ส)
: สรฺ + ติ = สรติ > สติ แปลตามศัพท์ว่า (1) “กิริยาที่ระลึกได้” (2) “ธรรมชาติเป็นเหตุให้ระลึกได้” (3) “ผู้เบียดเบียนความประมาท”
“สติ” (อิตถีลิงค์) หมายถึง ความระลึกได้, การจำได้, สติ; ความตั้งใจ, การมีใจตื่นอยู่, ความตระหนัก, ความระมัดระวัง, ความเข้าใจ, การครองสติ, มโนธรรม, ความมีสติถึงตนเอง (memory, recognition, consciousness, intentness of mind, wakefulness of mind, mindfulness, alertness, lucidity of mind, self-possession, conscience, self-consciousness)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“สติ : (คำนาม) ความรู้สึก, ความรู้สึกตัว, เช่น ได้สติ ฟื้นคืนสติ สิ้นสติ, ความรู้สึกผิดชอบ เช่น มีสติ ไร้สติ, ความระลึกได้ เช่น ตั้งสติ กำหนดสติ. (ป.; ส. สฺมฺฤติ).”
(๒) “ปัญญา”
เขียนแบบบาลีเป็น “ปญฺญา” อ่านว่า ปัน-ยา รากศัพท์มาจาก ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + ญา (ธาตุ = รู้) ซ้อน ญฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ + กฺวิ ปัจจัย, ลบ กฺวิ
: ป + ญฺ + ญา = ปญฺญา + กฺวิ = ปญฺญากฺวิ > ปญฺญา (อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “ธรรมชาติเป็นเครื่องรู้” (2) “การรู้โดยทั่วถึง”
“ปญฺญา” หมายถึง ความฉลาด, เหตุผล, ความรอบรู้, การเล็งเห็น, ความรู้, ความระลึกรู้ (intelligence, reason, wisdom, insight, knowledge, recognition)
จากความหมายของคำอุปสรรค “ป = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก” นักอธิบายธรรมะนิยมขยายความคำว่า “ปญฺญา” ว่า –
(1) “ทั่ว” = รู้ทั่วถ้วนทั่วถึง
(2) “ข้างหน้า” = รู้ล่วงหน้า คือรู้ว่าเหตุอย่างนี้จะเกิดผลอย่างไร, ต้องการผลอย่างนี้จะต้องทำเหตุอย่างไร
(3) “ก่อน” = รู้ก่อนที่จะทำ จะพูด จะคิด
(4) “ออก” = รู้แล้วนำชีวิตหลุดออกจากปัญหา พ้นจากทุกข์ได้
หลักภาษา :
(1) ปญฺญา เป็นคำนาม แปลว่า “ความรู้” เรานิยมทับศัพท์ว่า ปัญญา
(2) ถ้าเป็นคุณศัพท์ หมายถึง “ผู้มีปัญญา” แจกรูปตามรูปปุงลิงค์ (คำเพศชาย) เอกวจนะ รูปคำจะเป็น “ปญฺโญ” (ปัน-โย)
(3) ปญฺโญ รูปก่อนแจก คือ “ปญฺญ” (ปัน-ยะ) ก็คือ “ปญฺญา” นั่นเอง แต่แปลงรูปจาก “ปญฺญา” (คำนาม) กลายเป็น “ปญฺญ” (คำวิเศษณ์หรือคุณศัพท์) ซึ่งตรงกับสันสกฤตว่า “ปฺราชฺญ”
(4) ถ้ารูปเดิมยังเป็น “ปญฺญา” (คำนาม ไม่ใช่คุณศัพท์) สันสกฤตจะเป็น “ปฺราชฺญา” ตรงกับที่ใช้ในภาษาไทยว่า “ปรัชญา”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ปัญญา : (คำนาม) ความรอบรู้, ความรู้ทั่ว, ความฉลาดเกิดแต่เรียนและคิด, เช่น คนมีปัญญา หมดปัญญา. (ป.).”
สติ + ปัญญา = สติปัญญา แปลทับศัพท์ว่า “สติและปัญญา”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “สติปัญญา” ไว้ด้วย บอกไว้ดังนี้ –
“สติปัญญา : (คำนาม) ปัญญารอบคอบ, ปัญญารู้คิด, เช่น เขาเป็นคนมีสติปัญญาดี.”
ขยายความ :
เท่าที่ผู้เขียนบาลีวันละคำสดับตรับฟังคำชาวบ้านพูด ความหมายของคำว่า “สติปัญญา” แบบชาวบ้านจะไม่ตรงนักกับที่พจนานุกรมฯ นิยามไว้
เช่นพูดถึงเด็ก ถามกันว่า “เด็กคนนี้สติปัญญาเป็นอย่างไร” ความหมายของคำถามนี้ก็คือ เด็กคนนี้มีความสามารถที่จะเล่าเรียนศึกษาได้สูงหรือได้ไกลแค่ไหนอย่างไร ทั้งนี้เพราะความสามารถในทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนจะไม่เท่าหรือหรือไม่เหมือนกัน มีโอกาสเรียนเท่ากัน แต่ผลการเรียนไม่เท่ากัน มีโอกาสเรียนแล้ว แต่เรียนไปไม่ได้สูง ก็จะบอกว่า เพราะสติปัญญาไม่ค่อยดี
“สติปัญญา” ตามพจนานุกรมฯ หนักไปในทางความสามารถในการคิดหาเหตุผล
“สติปัญญา” ตามความหมายของชาวบ้าน หนักไปในทางความสามารถในการเรียนรู้
อีกความหมายหนึ่ง คือ “สติปัญญา” ในความหมายทางธรรม ผู้รู้ท่านว่าไว้สั้น ๆ ว่า
“สติ” คือ เฉลียว
“ปัญญา” คือ ฉลาด
และพูดเป็นคำคล้องจองว่า “ฉลาดอย่าขาดเฉลียว”
ฉลาด คือรู้คล่องว่องไวไปได้เร็ว
เฉลียว คือฉุกคิดได้ถึงจุดดีจุดด้อยของความรู้ความเร็วนั้น ว่าอาจเกิดข้อบกพร่อง ผิดพลาด หรือเกิดภัยอันตรายขึ้นได้อย่างไรบ้างเป็นต้น
“ปัญญา” คือฉลาด อุปมาเหมือนความเร็วของรถ
“สติ” คือเฉลียว อุปมาเหมือนห้ามล้อของรถ
…………..
ดูก่อนภราดา!
: สติเกินปัญญา ระแวงไปหมด
: ปัญญาเกินสติ ฟุ้งไปหมด
#บาลีวันละคำ (4,928)
9-12-68
…………………………….
…………………………….
