ใครแน่กว่ากัน

ใครแน่กว่ากัน
—————————-
เมื่อวานนี้ (๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖) ผมชวนญาติพี่น้องไปเลี้ยงพระในการสอบนักธรรมประจำปี ณ วัดมหาธาตุ อันเป็นสนามสอบของจังหวัด มีภิกษุสามเณรที่มาสอบและมาเป็นเจ้าหน้าที่ รวมแล้วเป็นจำนวนหลายร้อยรูป
กลับมาถึงบ้านก็เลยเขียนคำว่า “ภัตตาหาร” เป็นบาลีวันละคำ
ระหว่างช่วยเลี้ยงพระก็คิดไปเรื่อยๆ ว่า ถ้าคนเราไม่มีอะไรกิน จะทำอย่างไรกัน ?
เมื่อวันก่อนผมไปที่บ้านญาติ ก็เรื่องไปนัดหมายกันไปเลี้ยงพระนี่แหละ ไปเห็นเขาปลูกฟักแฟงไว้ข้างครัวหลังบ้าน มีลูกห้อยระย้า นอกจากนี้หน้าบ้านยังมีกล้วย หลังบ้านมีไม้กินได้อีกหลายชนิด แล้วก็พืชผักธรรมชาติอีกรอบบ้าน
ก็เลยเกิดความคิดประสมประเสกัน แล้วก็เกิดเป็นคำถามอย่างที่ตั้งเป็นชื่อข้างต้น
แล้วก็ที่เพิ่งถามไป
ถ้าคนเราไม่มีอะไรกิน จะทำอย่างไรกัน ?
คนในเมืองยังมีกินอยู่ได้ก็เพราะมีเงินซื้อ
จะทำอย่างไรถ้าคุณไม่มีเงิน ?
คำตอบแบบตัดตอนก็คือ ก็ต้องหางานทำ
ถ้าตอบโดยไม่ตัดตอนก็ต้องถอยไปถึงตอนที่-ทำอย่างไรจึงจะมีงานทำ
ก็ต้องหาวิชาความรู้ คือต้องเรียน
ทำอย่างไรจึงจะได้เรียน ฯลฯ
เรื่องก็จะยาวมากไป
เพราะฉะนั้นตัดตอนเอาแค่-ต้องหางานทำ
ที่ต้องหางานทำ ก็เพราะเป็นกฎสังคมอย่างหนึ่ง คือจะได้เงินก็ต้องทำงาน
ดังคำขวัญของรัฐบาลในสมัยหนึ่งว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”
ที่ยังมีเงินใช้อยู่ก็เพราะยังทำงานได้
แล้วสมมุติว่า งานที่จะให้คุณทำหายหมดไปจากสังคมที่คุณอยู่ล่ะ ?
ไม่ว่าคุณจะจบปริญญาเอก หรือกี่ปริญญา
หรือจบมาทางสายที่ว่ากันว่าหางานได้ง่ายที่สุดขนาดไหนก็แล้วแต่
มีความถนัดหรือความสามารถขนาดไหนก็แล้วแต่
ก็ไม่มีงานให้คุณทำ
ไม่ว่าจะตะลอนๆ ไปหางานที่ไหนๆ ก็ไม่มีทั้งนั้น
จะทำอย่างไร
ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการ เงินก็ไม่มีมาเข้าบัญชี
ถ้าคุณอยู่ได้เพราะเงินเดือน เงินก็ไม่มีเข้าบัญชีคุณ
ถ้าคุณรับบำนาญ เงินบำนาญของคุณก็ถูกตัดหมด
สรุปว่า เงินที่เคยไหลมาตามท่อชีวิตของคุณ มีอันถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง (ไม่ต้องอธิบายสาเหตุ และไม่ต้องเถียงว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องสมมุติ และเรื่องสมมุตินั้นไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้)
คุณจะทำอย่างไร ?
คุณก็จะต้องใช้เงินที่เก็บออมไว้ (ถ้ามี และผมคิดว่าคงจะพอมี) ซึ่งมันก็จะต้องหมดเข้าสักวันหนึ่ง
พอเงินออมหมด คุณก็คงจะมองไปที่ข้าวของในบ้าน (หรือในห้อง) ที่คุณอยู่
ถ้าบ้านเป็นของคุณเอง ก็แล้วไป แต่ถ้าคุณต้องเช่าอยู่ หรืออย่างดีหน่อยก็กำลังผ่อนส่ง (ซึ่งผมเข้าใจว่าส่วนมากจะเป็นเช่นนั้น) ก็จะลำบากหนัก
คุณก็คงจะเอาของในบ้านไปขายหรือเอาไปจำนำ (ซึ่งคงไม่มีโอกาสไปไถ่คืน) เพื่อให้ได้เงินมาซื้อกิน
แล้วในที่สุดของในบ้านก็คงจะหมด
ในระหว่างนี้ ค่าน้ำ ค่าไฟ (และค่าเช่า ค่าผ่อน ฯลฯ) ก็จะรุมกินโต๊ะคุณอย่างไม่ปรานี
คุณอาจจะถูกตัดน้ำ ตัดไฟ หรือที่ร้ายที่สุด ต้องออกจากบ้านหรือจากห้องที่อยู่
ถ้าคุณใช้วิธีบอกขายบ้านขายห้องที่คุณผ่อนไว้เพื่อเอาเงินมาซื้อกิน ก็จะมีชะตากรรมไม่ต่างกัน คือในที่สุดเงินก็ต้องหมด
จะทำอย่างไร คุณจะไปอยู่ที่ไหน
ระหว่างนี้คุณอาจจะมีความพยายามวิ่งเต้นหางานทำอยู่อีก แต่อย่าลืมว่าตามสมมุตินี้ ทำอย่างไรคุณก็หางานทำไม่ได้
ระหว่างนี้ ตัวช่วยที่คนมักจะนึกถึงก็คือเพื่อนฝูง
ต่อไปก็ญาติพี่น้อง
จึงต้องสมมุติต่อไปว่า เพื่อนของคุณก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน หรือมิเช่นนั้นก็ให้คุณพึ่งไม่ได้แบบยั่งยืน
แล้วก็สมมุติว่าคุณไม่มีญาติพี่น้อง (อันเป็นผลพ่วงมาจากความนิยมมีลูกน้อย-ลูกคนเดียวก็แทบไม่มีปัญญาจะเลี้ยง)
คุณอาจจะนึกถึงน้องของพ่อ พี่ของแม่อะไรต่อไปอีก ซึ่งปกติคุณก็ไม่เคยนึกถึง
แต่ไม่ว่าคุณจะนึกถึงใคร คนเหล่านั้นก็ไม่ช่วยอะไรคุณได้
คือในที่สุดคุณต้องเผชิญปัญหาตามลำพัง
จะทำอย่างไร เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งคุณไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน
ถึงเวลากิน หิวแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปเอาอาหารที่ไหนมากิน ทั้งๆ ที่ร้านอาหารมีทั่วทุกถนน
หิวน้ำ จะกินน้ำที่ไหน
คุณอาจนึกถึงร้านสะดวกซื้อที่เคยเดินเข้าไปเลือกๆๆ จ่ายตังค์ แล้วก็หอบหิ้วเอามากินตามที่ใจชอบ
แต่วันนี้คุณทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว
คุณอาจนึกถึงวิธีที่จะขโมยของกิน
นึกถึงข่าวเด็กขโมยอาหารที่เคยดูทางทีวี
หรือว่าจะเดินเข้าไปขอเอาดื้อๆ
คุณจะเริ่มนึกถึงคนที่เคยยื่นกระป๋องมาตรงหน้าคุณ
คุณจะเริ่มมองไปรอบๆ ตัว เพื่อดูว่ามีอะไรที่คุณพอจะกินได้
ถ้าคุณกำลังเดินไปตามถนน คุณก็อยากจะเจออะไรสักอย่างที่เป็นของกิน
คุณจะเริ่มมองคนที่กำลังนั่งกินอาหารในร้านอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข-ด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง
เมื่อคุณมีเงิน ปัญหาของคุณคือไม่รู้จะเลือกกินอะไรดี
แต่เมื่อคุณไม่มีเงิน ปัญหาของคุณคือไม่มีสิทธิ์ที่จะกิน
ต่อไปอีก…
ปวดหนักปวดเบา ไม่รู้ว่าจะไปถ่ายที่ไหน
คุณจะนึกถึงคนที่ยืนหันหน้าเข้ากำแพง
นึกถึงกลิ่นเหม็นตามซอกมุมของที่สาธารณะ
ฯลฯ
คุณนึกภาพออกไหมครับ
คนล้วงถังขยะ
คนเสื้อผ้าสกปรกที่คุณเคยเห็นเดินตุหรัดตุเหร่อยู่ข้างทาง
คนที่คุณเคยเห็นนั่งขอทาน (ซึ่งคุณบางคนอาจจะเคยหยิบยื่นให้ แต่อีกบางคนแสดงความเห็นว่าทำเช่นนั้นเป็นการส่งเสริมให้คนขี้เกียจ)
คนที่คุณเคยเห็นนอนตามศาลาที่พักผู้โดยสาร ใต้สะพาน ศาลาวัด
มืดแล้วคุณจะไปนอนที่ไหน
แล้ววันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้ …
และวันต่อไป คุณจะอยู่อย่างไร
แล้วถ้าคุณหวนคิดถึงชีวิตอันหรูหรา มีหน้ามีตา และวันคืนอันแสนสุขที่ผ่านมา (ซึ่งคุณจะต้องมีเวลาคิดถึงมันอย่างมากมาย) คุณก็จะยิ่งรันทดจนทนไม่ได้
นี่ยังข้ามรายละเอียดอื่นๆ ไปตั้งหลายอย่าง เป็นต้นว่า ถ้าคุณเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาในเวลานั้น …
คุณอาจจะเริ่มคิดถึงหลักการ หรือ “สถาบัน” อะไรสักอย่างในสังคมที่จะเป็นที่พึ่งให้คุณได้
รัฐสวัสดิการ
มูลนิธิการกุศล
สถานสงเคราะห์
และแม้แต่วัด (ที่คุณส่วนมากไม่เคยเข้าเพราะไม่ศรัทธา)
และถ้าคุณตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น คุณแน่ใจหรือว่าจะเอาชีวิตรอดได้ โดยไม่ต้องฆ่าตัวตาย หรือฆ่าคนอื่นเพื่อให้ตัวคุณรอด หรือต้องเข้าไปอยู่ในคุกเพราะทำความผิดอะไรก็ได้ที่คุณจะทำเพื่อเอาตัวรอด
คุณแน่ใจหรือว่า ถ้าตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นคุณจะดำรงชีพอยู่ได้เหมือนคนที่คุณเคยเห็นเหล่านั้น
ที่คุณเคยนึกกระหยิ่มหรือทระนงว่าวิถีชีวิตคุณนี่ “แน่” ไม่เบานะ ก็อาจจะไม่แน่เสียแล้ว ใช่ไหม ?
คนที่คุณเห็นพวกนั้น เป็นคนที่ไม่ต้องสมมุติ เพราะเขาเผชิญอยู่กับสถานการณ์จริงซึ่งคุณไม่เคยเผชิญ
จะอย่างไรเขาก็ยังอยู่ให้คุณเห็น (และให้คุณเคยนึกสมเพช)
แต่คุณ-ไม่แน่
เพราะคุณยังไม่เคยลงสนามจริง
คุณอาจฟุบคาสนามตั้งแต่กรรมการเป่านกหวีดเลยก็ได้
คุณอยู่ได้เพราะมีเงิน
แต่คนเหล่านั้นอยู่ได้ทั้งๆ ที่ไม่มีเงิน
ใครแน่กว่ากัน ?
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
