บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

ใครเอาของขวัญของฉันไป

ใครเอาของขวัญของฉันไป

——————-

ใครเคยสงสัยบ้างไหมครับว่า ทำไมของขวัญจึงต้องอยู่ในกล่อง ก่อนที่จะส่งให้กัน ทั้งๆ ที่บางทียื่นให้แล้วผู้รับก็แก้ออกดูต่อหน้าผู้ให้นั่นเอง

แต่เดิมนั้น กล่องหรือห่อก็คงมีไว้เพื่อใส่ของตามธรรมดา 

ต่อมาผู้ให้อาจต้องการจะให้ผู้รับเกิดความแปลกใจหรือตื่นเต้นว่าของสิ่งนั้นเป็นอะไร จึงห่มหุ้มปกปิดไว้ก่อนจะส่งให้ 

แล้วก็พัฒนามาเป็นการตกแต่งกล่องหรือห่อให้หรูหราน่าดูจนกลายเป็นความนิยมหรือเป็นรูปแบบอย่างหนึ่งว่า ของขวัญต้องอยู่ในกล่อง

การที่ของสิ่งนั้นมีกล่องหรือห่อปกปิดไว้ กลายเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือ คุณค่าหรือราคาของขวัญไม่ต้องผูกพันกับสถานภาพของผู้ให้

เมื่อผมสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้ พระเดชพระคุณพระอุปัชฌาย์ท่านมีเมตตาจัดงานฉลองให้ มีญาติโยมพุทธบริษัทที่เคารพนับถือในตัวพระเดชพระคุณมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็มาร่วมแสดงมุทิตาจิตด้วย และได้ถวายของขวัญกล่องใหญ่มาก ขนาดของกล่องนั้นโดดเด่นกว่าของขวัญทุกชิ้น

หลังจากเสร็จงาน แกะกล่องออกดู ปรากฏว่า เป็นกระดาษชำระชนิดม้วนห่อพลาสติกอัดกันอยู่ราวๆ ๑๐ ม้วน 

ถ้าท่านผู้ว่าหิ้วถุงกระดาษชำระมาถวายโล่งๆ คงดูไม่จืด

กล่องของขวัญทำหน้าที่รักษาหน้าของผู้ให้ไว้ได้เป็นอย่างดี 

และนี่อาจเป็นความมุ่งหมายอีกอย่างหนึ่งของการที่ของขวัญต้องอยู่ในกล่อง

การที่ของขวัญต้องอยู่ในกล่องจนเป็นรูปแบบที่นิยมไปทั่วโลกนั้นได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างหนึ่งให้ได้อย่างวิเศษ นั่นคือความเลื่อมล้ำต่ำสูง ในกรณีที่คนหมู่มากมีสิทธิ์ที่จะต้องได้ของขวัญทุกคน 

กล่องของขวัญก่อให้เกิดความรู้สึกเท่าเทียมกัน ไม่น้อยหน้าหรือเสียเปรียบได้เปรียบกัน 

โดยเฉพพาะเมื่อมองโดยภาพรวมที่ต่างก็เห็นตรงกันว่าได้ของขวัญถ้วนทั่วกันทุกคน

และเพราะของขวัญอยู่ในกล่องนั่นเอง ความจดจ่อของจิตใจจึงมักจะเลื่อนจากตัวของขวัญมาอยู่ที่กล่องของขวัญไปโดยปริยาย 

การมอบกล่องของขวัญกลายเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งของพิธีการหลายๆ อย่าง 

ว่ากันว่าบางงานกล่องที่ทำพิธีมอบให้กันนั้นเป็นเพียงกล่องเปล่าๆ ที่ทำหลอกเพื่อถ่ายรูปเท่านั้น

กล่องของขวัญจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีน้ำใจและการได้ทำหน้าที่ของผู้ให้อย่างสวยหรู

ยิ่งในหมู่เด็กๆ ด้วยแล้ว การได้กล่องของขวัญมีความหมายยิ่งกว่าตัวของขวัญเสียอีก เพราะช่วยสร้างและหล่อเลี้ยงความรู้สึกไว้ได้เป็นอย่างดีว่า –

“ฉันได้แล้ว” 

“ฉันก็ได้” 

“พวกเราได้กันทุกคนเลย” 

——-

เมื่อมีผู้ดึงอำนาจการปกครองบ้านเมืองไปจากพระมหากษัตริย์นั้น เขาได้ประกาศว่าจะเอาอำนาจนั้นไปมอบให้แก่ราษฎรผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

คำประกาศตอนหนึ่งบอกว่า …

“…เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด…”

“การเลือกตั้ง” จึงเปรียบเสมือนของขวัญอันล้ำค่าที่มีผู้หยิบยื่นให้แก่ปวงประชาราษฎรชาวไทย

แปดสิบกว่าปีผ่านไป 

เรามีการเลือกตั้งกันมาแล้วหลายสิบครั้ง

นั่นหมายถึงปวงประชาราษฎรชาวไทยได้รับของขวัญมาแล้วหลายสิบครั้ง

แต่ก็เป็นที่รู้โดยประจักษ์ทั่วกันตลอดมาว่า อำนาจที่ดึงมาจากพระมหากษัตริย์นั้นยังไปไม่ถึงมือปวงประชาราษฎร

ประโยชน์ที่แท้จริงของการปกครองประเทศยังไม่ได้ตกถึงมือมวลมหาประชาชนเลย

ถ้าการเลือกตั้งเป็นของขวัญ 

ก็ไม่ต่างอะไรกับของขวัญที่มีแต่กล่องเปล่า

ตัวของขวัญจริงๆ ไม่รู้ว่าใครเอาไป

๑๑ มกราคม ๒๕๕๗

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้