บาลีวันละคำ

เสขะ – อเสขะ (บาลีวันละคำ 4,946)

เสขะอเสขะ 

ผู้ยังไม่จบการศึกษา และผู้จบการศึกษาแล้ว

เสขะ” อ่านว่า เส-ขะ

อเสขะ” อ่านว่า อะ-เส-ขะ

(๑) “เสขะ” 

เขียนแบบบาลีเป็น “เสข” อ่านว่า เส-ขะ รากศัพท์มาจาก –

(1) สิกฺขา + ปัจจัย

(ก) อ่านว่า สิก-ขา รากศัพท์มาจาก สิกฺข (ธาตุ = ศึกษา, เรียนรู้) + (อะ) ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: สิกฺข + = สิกฺข + อา = สิกฺขา แปลตามศัพท์ว่า “ข้อปฏิบัติอันบุคคลพึงศึกษา” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สิกฺขา” ไว้ดังนี้ –

(1) study, training, discipline (การศึกษา, การฝึก, สิกขาหรือวินัย)

(2) [as one of the 6 Vedāngas] phonology or phonetics, combd with nirutti [interpretation, etymology] ([เป็นหนึ่ีงในเวทางค์ 6] วิชาว่าด้วยเสียง หรือการอ่านออกเสียงของคำต่าง ๆ, รวมกับ นิรุตฺติ [การแปลความหมาย, นิรุกติ]) 

ความหมายของ “สิกขา” ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

สิกขา : (คำนาม) ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อที่จะต้องปฏิบัติ ได้แก่ ศีล เรียกว่า ศีลสิกขา สมาธิ เรียกว่า จิตสิกขา และปัญญา เรียกว่า ปัญญาสิกขา รวมเรียกว่า ไตรสิกขา; การศึกษา, การเล่าเรียน, เช่น ปริยัติสิกขา ปฏิบัติสิกขา. (ป.; ส. ศิกฺษา).”

(ข) สิกฺขา + ปัจจัย, ลบ , ลบสระที่สุดศัพท์ (สิกฺขา > สิกฺข), แผลง อิ ที่ สิ-(กฺข) เป็น เอ, ลบ กฺ 

: สิกฺขา + = สิกฺขาณ > สิกฺขา > สิกฺข > เสกฺข > เสข แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ประกอบด้วยไตรสิกขา” 

(2) สิกฺขฺ (ธาตุ = ศึกษา) + ปัจจัย, ลบ , แผลง อิ ที่ สิ-(กฺข) เป็น เอ, ลบ กฺ 

: สิกฺข + = สิกฺขณ > สิกฺข > เสกฺข > เสข แปลตามศัพท์ว่า (1) “ผู้ศึกษาอยู่” (2) “ผู้มีการศึกษาเป็นปกติ” (3) “ผู้เกิดหรือผู้มีในสิกขาสามโดยอริยชาติ” 

(3) สห + อิกฺข + ปัจจัย 

(ก) “สห” อ่านว่า สะ-หะ เป็นคำบุรพบทและคำอุปสรรค แปลว่า พร้อม, กับ, พร้อมด้วย 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สห” ว่า conjunction with, together, accompanied by (ต่อเนื่อง, ด้วยกัน, ติดตามด้วย)

สห” ในบาลีมีความหมายเพียงแค่ พร้อมกัน ร่วมกัน เช่น ไปด้วยกัน อยู่ด้วยกัน ทำพร้อมกัน แต่ไม่ได้หมายถึง “รวมกันเป็นหนึ่งเดียว” (United) เสมอไป

(ข) อิกฺข (เครื่องเห็น, ความเห็น) รากศัพท์มาจาก อิกฺขฺ (ธาตุ = เห็น, ดู) + (อะ) ปัจจัย 

: อิกฺข + = อิกฺข แปลตามศัพท์ว่า “การเห็น” “เครื่องเห็น” (seeing) 

(ค) สห + อิกฺข + ปัจจัย, ลบ , แปลง สห เป็น , แผลง อิ ที่ สิ-(กฺข) เป็น เอ, ลบ กฺ 

: สห > + อิกฺข = สิกฺข + = อิกฺขณ = สิกฺข > เสกฺข > เสข แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เป็นไปกับด้วยเครื่องเห็น (คือมรรค ผล สัมมาทิฐิ)” 

หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แปล “เสข” ว่า พระเสขะ, ผู้ยังต้องศึกษา 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “เสข” ว่า belonging to training, in want of training, imperfect; one who has still to learn, denotes one who has not yet attained Arahantship (เกี่ยวด้วยการฝึกอบรม, ยังต้องศึกษา, ยังไม่สมบูรณ์; ผู้ยังต้องศึกษา, แสดงถึงผู้ที่ยังมิได้บรรลุพระอรหัต) 

(๒) “อเสขะ” 

เขียนแบบบาลีเป็น “อเสข” อ่านว่า อะ-เส-ขะ รากศัพท์มาจาก + เสข 

(1) “” 

อ่านว่า นะ (ไม่ใช่ นอ) เป็นคำจำพวก “นิบาต” คำจำพวกนี้ไม่แจกด้วยวิภัตติปัจจัย คือคงรูปเดิมเสมอ อาจเปลี่ยนรูปโดยวิธีสนธิกับคำอื่นบ้าง แต่คงถือว่าเป็นคำเดิมเพราะเวลาแปลต้องแยกคำออกเป็นคำเดิมเสมอ 

นักเรียนบาลีมักท่องจำรวมกับคำอื่นในกลุ่มเดียวกันว่า “ ไม่ โน ไม่ มา อย่า เทียว” ( [นะ] = ไม่, โน = ไม่, มา = อย่า, [วะ] = เทียว) 

” เป็นนิบาตบอกความปฏิเสธ แปลว่า ไม่, ไม่ใช่ (no, not)

กฎการประสมของ + คือ :

(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง เป็น

(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ (อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ) แปลง เป็น อน

ในที่นี้ คำหลังคือ “เสข” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ คือ จึงต้องแปลง เป็น

(2) “เสข” (ดูข้างต้น) 

: + เสข = นเสข > อเสข แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไม่เป็นไปกับด้วยเครื่องเห็น” คือใช้เครื่องเห็นคือสัมมาทิฏฐิเห็นทะลุตลอดทั่วถึงแล้ว จึงไม่ต้องใช้อีก

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อเสข” ว่า requiring to be trained, adept, perfect, one who is no longer a learner, an expert; very often meaning an Arahant (ไม่ต้องศึกษาอีก, ชำนิชำนาญ, สมบูรณ์, ผู้ซึ่งไม่ต้องเล่าเรียนอีก, ผู้ชำนาญ; บ่อยมากที่หมายถึงพระอรหันต์)

ขยายความ :

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “เสขะ” และ “อเสขะ” ไว้ที่คำว่า “เสกขะ” และ “อเสกขะ” บอกไว้ว่า – 

(1) เสกข-, เสกขะ : (คำนาม) ผู้ยังต้องศึกษาอยู่, พระอริยบุคคลผู้ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล. (ป.; ส. ไศกฺษ).

(2) อเสกข-, อเสกขะ : (คำนาม) ผู้ที่ไม่ต้องศึกษาอีก หมายถึง พระอรหันต์. (ป.).

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกความหมายของ “เสขะ” และ “อเสขะ” ไว้ดังนี้ –

…………..

(1) เสขะ : ผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่ พระอริยบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหัตผล โดยพิสดารมี ๗ คือ ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ในโสดาปัตติผล ในสกทาคามิมรรค ในสกทาคามิผล ในอนาคามิมรรค ในอนาคามิผล และในอรหัตมรรค, พูดเอาแต่ระดับเป็น ๓ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี; คู่กับ อเสขะ

(2) อเสขะ : ผู้ไม่ต้องศึกษา เพราะศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล คือ พระอรหันต์; คู่กับ เสขะ

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ยังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ก็ไม่มีใครว่า

: ขอแต่เพียงอย่าเป็นพระอลัชชี

#บาลีวันละคำ (4,946)

27-12-68 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้