สันติยาตรา (บาลีวันละคำ 4,953)

สันติยาตรา
ฤๅจะเรียกว่า “สันติบาทา” ก็น่าจะได้
อ่านว่า สัน-ติ-ยาด-ตฺรา
ประกอบด้วยคำว่า สันติ + ยาตรา
(๑) “สันติ”
เขียนแบบบาลีเป็น “สนฺติ” อ่านว่า สัน-ติ รากศัพท์มาจาก สมฺ (ธาตุ = สงบ) + ติ ปัจจัย, แปลง มฺ ที่สุดธาตุเป็น นฺ (สมฺ > สนฺ)
: สมฺ + ติ = สมฺติ > สนฺติ แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะที่กิเลสสงบ” หมายถึง ความราบรื่น, ความสงบ (tranquillity, peace)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“สันติ : (คำนาม) ความสงบ เช่น อยู่ร่วมกันโดยสันติ. (ป.; ส. ศานฺติ).”
บาลี “สนฺติ” สันสกฤตเป็น “ศานฺติ”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –
“ศานฺติ : (คำนาม) ความสงบ; บรมสุข; tranquillity; felicity.”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ศานฺติ : (คำนาม) ความสงบ, ความระงับ. (ส.; ป. สนฺติ).”
ขยายความแทรก :

ในทางธรรม “สันติ” หมายถึง นิพพาน
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความคำว่า “สันติ” ไว้ว่า –
…………..
สันติ : ความสงบ, ความระงับดับหายหมดไปแห่งความพลุ่งพล่านเร่าร้อนกระวนกระวาย, ภาวะเรียบรื่นไร้ความสับสนวุ่นวาย, ความระงับดับไปแห่งกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความเร่าร้อนว้าวุ่นขุ่นมัว, เป็นไวพจน์หนึ่งของ นิพพาน.
…………..
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำที่ขึ้นต้นด้วย “สันติ” ไว้ 4 คำ บอกไว้ดังนี้ –
(1) สันติบาล : (คำนาม) ผู้รักษาความสงบ.
(2) สันติภาพ : (คำนาม) ความสงบ เช่น โลกต้องการสันติภาพ จงร่วมมือกันรักษาสันติภาพของโลก. (ป. สนฺติ + ภาว).
(3) สันติวิธี : (คำนาม) วิธีที่จะก่อให้เกิดความสงบ เช่น เจรจาสงบศึกโดยสันติวิธี.
(4) สันติสุข : (คำนาม) ความสุขที่เกิดจากความสงบ เช่น รัฐบาลบริหารประเทศเพื่อสันติสุขของประชาชน.
…………..
(๒) “ยาตรา”
บาลีเป็น “ยาตฺรา” (มีจุดใต้ ตฺ) อ่านว่า ยาด-ตฺรา รากศัพท์มาจาก ยา (ธาตุ = ไป, ถึง, บรรลุ) + ตฺรณ ปัจจัย, ลบ ณ (ตฺรณ > ตฺร) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์
: ยา + ตฺรณ = ยาตฺรณ > ยาตฺร + อา = ยาตฺรา แปลตามศัพท์ว่า “การไป”
“ยาตฺรา” ในบาลีหมายถึง –
(1) การเดินทาง, การไป, การยาตรา, ความเคยชินที่ดี (travel, going on, proceeding, good habit)
(2) การดำเนินไป, การดำรงชีพ, การยังชีพ, การบำรุงรักษา (going on, livelihood, support of life, maintenance)
บาลี “ยาตฺรา” สันสกฤตก็ใช้ในรูปเดียวกัน
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ –
(สะกดตามต้นฉบับ)
“ยาตฺรา : (คำนาม) การไป, การเดิรทาง, การเคลื่อนที่; แห่, การแห่แหนเพื่อความครึกครื้น; การชักเวลาให้ล่วงไป; ประเพณี, ธรรมเนียม, ประโยค; งารสมโภช; อุบาย; การยาตราของกองทหารที่ยกเข้าตี; ตีรถยาตรา, การไปสู่บุณยสถาน; going, travelling, moving; a procession; passing away time; usage, custom, practice; a holy festival; an expedient; the march of assailing force; going to pilgrimage.”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ยาตร, ยาตรา : (คำกริยา) เดิน, เดินเป็นกระบวน. (ป., ส.).”
สันติ + ยาตรา = สันติยาตรา (สัน-ติ-ยาด-ตฺรา) แปลว่า “การเดินไปเป็นกระบวนเพื่อความสงบ”
คำว่า “สันติยาตรา” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

ขยายความ :
ผู้เขียนบาลีวันละคำเห็นโพสต์หนึ่งทางเฟซบุ๊ก มีคำอังกฤษว่า Walk for Peace เป็นจุดเด่น ก็เลยร่วมคิดไปด้วยว่า คำนี้ควรจะเรียกเป็นภาษาบาลีว่าอย่างไร
ในโพสต์มีคำแปลไว้ให้ด้วยว่า “การเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ” ก็จึงคิดออกมาเป็นคำบาลีว่า “สันติยาตรา”
แต่คำแรกที่คิดออกมาคือ “สันติปาทา”
“ปาทา” แปลว่า “เท้าทั้งหลาย” คือเห็นคำว่า Walk ก็นึกออกมาเป็นภาพว่า “เท้า”
“ปาทา” คำเดิมคือ “ปาท” เราเอามาใช้ในภาษาไทยเป็น “บาท” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“บาท ๑, บาท– : (คำนาม) ตีน, เท้า, เช่น ทวิบาท จตุบาท, ราชาศัพท์ว่า พระบาท. (ป., ส. ปาท).”
คำว่า “เดิน” พจนานุกรมฯ นิยามความหมายว่า “ก้าวไปข้างหน้าหรือข้างหลังโดยสลับเท้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนที่ไป”
เพราะฉะนั้น กิริยาที่จะเรียกว่า “เดิน” ได้ตรง ๆ คือก้าวด้วยเท้า ดังนั้น Walk > เดิน > เท้า จึงมีนัยสื่อถึงกัน
แต่ “สันติปาทา” ดูสุ้มเสียงออกจะดุเดือดอยู่หน่อย ๆ
“สันติยาตรา” ฟังดูสุภาพเรียบร้อยกว่า
การเดินจะสื่อถึงสันติภาพได้อย่างไร ต้องจินตนาการเอาเอง เพราะในตัวถ้อยคำ “เดิน” หรือ “ยาตรา” ไม่ได้แปล-หรือหมายถึง “สันติภาพ” คนอาจจะเดินไปทำความดีหรือเดินไปสร้างสันติภาพก็ได้ แต่ขณะเดียวกัน อาจเดินไปทำความชั่วหรือเดินไปสร้างความเดือดร้อนก็ได้ด้วย
แต่ในกรณีที่พระภิกษุพากันเดินไป ใครเห็นก็คงต้องจินตนาการไปในทางดี เพราะรูปลักษณ์ของภิกษุย่อมเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีอยู่ในตัว-นั่นหมายถึงสำหรับคนที่รู้จักว่าพระภิกษุคือใคร แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จักว่าพระภิกษุคือใคร คนที่แต่งตัวแบบนี้คือใคร เห็นแล้วก็อาจจะไม่ได้นึกไปทางดี แต่นึกไปในทางเป็นกลาง ๆ เหมือนเห็นกลุ่มคนทั่วไปเดินไปไหน ๆ นั่นเอง
พระภิกษุเดินไปในลักษณะเช่นนี้ มีผู้พยายามจะเรียกว่า “ธุดงค์” ดังที่มักเข้าใจกันว่า พระแบกกลด สะพายบาตรสะพายย่ามเดินไปไหน ๆ ก็เรียกกันว่า “พระธุดงค์”
การพยายามเรียกว่า “พระธุดงค์” นับได้ว่าเรียกด้วยจิตที่ประกอบด้วย “ศรัทธา” แต่ควรจะต้องมี “ปัญญา” เข้าประกอบด้วย ตามหลักที่ว่า ศรัทธากับปัญญาต้องสมดุลกัน
ถ้าศึกษาเรื่องธุดงค์ก็จะได้ปัญญาคือความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ธุดงค์คือการประพฤติปฏิบัติเกี่ยวด้วยอาหารบิณฑบาต เครื่องนุ่งห่ม ที่พักอาศัย และการบำเพ็ญเพียร รวม 13 วิธี ในจำนวน 13 วิธีนั้น ไม่มีวิธีไหนเลยที่กำหนดให้ปฏิบัติด้วยการแบกกลด สะพายบาตรสะพายย่ามเดินไปไหน ๆ
แม้จะอ้างว่าการแบกกลด สะพายบาตรสะพายย่ามเดินไปไหน ๆ เป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติธุดงค์ ก็ไม่ควรอ้าง เพราะไม่มีที่ไหนเลยที่กำหนดว่า จะลงมือปฏิบัติธุดงค์จะต้องแบกกลด สะพายบาตรสะพายย่ามเดินไปไหน ๆ ให้คนเห็นเสียก่อน ทำอย่างนั้นเสร็จแล้วจึงจะปฏิบัติธุดงค์ได้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก่อน จะปฏิบัติธุดงค์ไม่ได้หรือห้ามปฏิบัติธุดงค์
ท่านผู้ใดจะพรรณนาอานิสงส์ของการแบกกลด สะพายบาตรสะพายย่ามเดินไปไหน ๆ ว่าเกิดผลดีงามอย่างไร ก็สามารถพรรณนาได้เต็มที่ แต่ขอร้องว่า ไม่ควรเอาเรื่อง “ธุดงค์” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะทำเช่นนั้นคือการทำให้ความหมายของ “ธุดงค์” วิปริตผิดเพี้ยนไป
ควรช่วยกันแก้ความเข้าใจผิดของสังคมที่ว่า-การแบกกลด สะพายบาตรสะพายย่ามเดินไปไหน ๆ เป็น “ธุดงค์” ไม่ใช่ช่วยกันส่งเสริมให้เข้าใจผิดหนักแน่นขึ้นไปอีก
…………..
อนึ่ง ขอถือโอกาสชี้ให้เห็นว่า ข้อความในภาพประกอบที่เขียนว่า “จีวรสีกลัด” นั้น เป็นคำที่เขียนผิดอย่างร้ายแรง
ผิดแรก: “จีวรสีกลัด” ไม่มี มีแต่ “จีวรสีกรัก”
ผิดสอง: ถ้าอ้างว่าจะเขียนว่า “สีกลัก” แต่ใช้ ด เด็ก สะกดผิดไปหน่อย ก็พึงเข้าใจว่า ไม่ใช่ผิดหน่อย แต่ผิดเยอะ เพราะคำที่ถูกคือ “สีกรัก” ก-ร เรือ ไม่ใช่ “สีกลัก” ก-ล ลิง แล้วก็ ก สะกด ไม่ใช่ ด สะกด
…………..
ดูก่อนภราดา!
: พุทธศาสน์และภาษาไทยเป็นสมบัติวัฒนธรรมไทย
: ถ้ามักง่ายกันร่ำไป สมบัติก็วิบัติหมด
#บาลีวันละคำ (4,953)
3-1-69
…………………………….
…………………………….
