อายตนะ (บาลีวันละคำ 5,048)

อายตนะ
คำพระแท้ ๆ
อ่านว่า อา-ยะ-ตะ-นะ
“อายตนะ” เขียนแบบบาลีเป็น “อายตน” อ่านว่า อา-ยะ-ตะ-นะ รากศัพท์มาจาก –
(1) อา (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ยิ่ง) + ยตฺ (ธาตุ = พยายาม) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)
: อา + ยตฺ = อายตฺ + ยุ > อน = อายตน (อา-ยะ-ตะ-นะ) แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่ผู้ต้องการผลพยายาม” (ผู้ต้องการผลอันใดอันหนึ่ง ไปลงมือพยายามทำกิจเพื่อผลนั้นในที่ใด ที่นั้นชื่อว่า “ที่เป็นที่ผู้ต้องการผลพยายาม”)
(2) อาย (ผล)+ ตนฺ (ธาตุ = ขยาย, แผ่ไป) + อ (อะ) ปัจจัย
: อาย + ตนฺ = อายตนฺ + อ = อายตน (อา-ยะ-ตะ-นะ) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ขยายผลของตนไป”
หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แปล “อายตน” ว่า อายตนะ, ที่อยู่, ที่เกิด, ที่ประชุม, เหตุ, บ่อเกิด, เทวาลัย, เจดีย์, ลัทธิ
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกความหมายของ “อายตน” ไว้ดังนี้ –
(1) stretch, extent, reach, compass, region; sphere, locus, place, spot; position, occasion (ระยะ, เขต, ปริมณฑล, ดินแดน, ถิ่น, สถานที่, จุด; ตำแหน่ง, โอกาส)
(2) exertion, doing, working, practice, performance (ความพยามยาม, การกระทำ, การทำงาน, การปฏิบัติ, การประกอบ)
(3) sphere of perception or sense in general, object of thought, sense-organ & object; relation, order (ขอบเขตของความเข้าใจหรือความรู้สึกโดยทั่วๆ ไป, สิ่งที่คิดถึง, สิ่งที่รับรู้ และธรรมารมณ์; ความสัมพันธ์, ลำดับ)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายไว้ว่า –
“อายตนะ : (คำนาม) เครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตาเป็นเครื่องรู้ รูปเป็นสิ่งที่รู้, ในพระพุทธศาสนาหมายถึง จักษุ โสต ฆาน ชิวหา กาย ใจ เรียกว่า อายตนะภายใน เป็นเครื่องติดต่อกับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์. (ป., ส.).”
พึงทราบว่า ตามที่พจนานุกรมฯ บอกไว้นี้เป็นเพียงความหมายหนึ่งเท่านั้นของคำว่า “อายตนะ” ในบาลี
ขยายความ :
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกเรื่อง “อายตนะ” ไว้ดังนี้ –
…………..
อายตนะ : ที่ติดต่อ, เครื่องติดต่อ, แดนต่อความรู้, เครื่องรู้และสิ่งที่ถูกรู้ เช่นตาเป็นเครื่องรู้ รูปเป็นสิ่งที่ถูกรู้, หูเป็นเครื่องรู้ เสียงเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นต้น, จัดเป็น ๒ ประเภท คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖
.
อายตนะภายนอก : เครื่องต่อภายนอก, สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ
๑. รูป รูป
๒. สัททะ เสียง
๓. คันธะ กลิ่น
๔. รส รส
๕. โผฏฐัพพะ สิ่งต้องกาย
๖. ธัมมะ ธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจหรือสิ่งที่ใจรู้;
อารมณ์ ๖ ก็เรียก
.
อายตนะภายใน : เครื่องต่อภายใน, เครื่องรับรู้ มี ๖ คือ
๑. จักขุ ตา
๒. โสต หู
๓. ฆานะ จมูก
๔. ชิวหา ลิ้น
๕. กาย กาย
๖. มโน ใจ;
อินทรีย์ ๖ ก็เรียก
…………..
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [276] และข้อ [277] แสดง อายตนะภายใน 6 และ อายตนะภายนอก 6 ไว้ดังนี้ –
…………..
[276] อายตนะภายใน 6 (ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้, แดนต่อความรู้ฝ่ายภายใน — Ajjhattikāyatana: internal sense-fields) บาลีเรียก อัชฌัตติกายตนะ
1. จักขุ (จักษุ, ตา — Cakkhu: the eye)
2. โสตะ (หู — Sota: the ear)
3. ฆานะ (จมูก — Ghāna: the nose)
4. ชิวหา (ลิ้น — Jivhā: the tongue)
5. กาย (กาย — Kāya: the body)
6. มโน (ใจ — Mana: the mind)
ทั้ง 6 นี้ เรียกอีกอย่างว่า อินทรีย์ 6 เพราะเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนแต่ละอย่าง เช่น จักษุเป็นเจ้าการในการเห็น เป็นต้น
.
[277] อายตนะภายนอก 6 (ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้, แดนต่อความรู้ฝ่ายภายนอก — Bāhirāyatana: external sense-fields) บาลีเรียก พาหิรายตนะ
1. รูปะ (รูป, สิ่งที่เห็น หรือ วัณณะ คือสี — Rūpa: form; visible objects)
2. สัททะ (เสียง — Sadda: sound)
3. คันธะ (กลิ่น — Gandha: smell; odour)
4. รสะ (รส — Rasa: taste)
5. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย, สิ่งที่ถูกต้องกาย — Phoṭṭhabba: touch; tangible objects)
6. ธรรม หรือ ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดกับใจ, สิ่งที่ใจนึกคิด — Dhamma: mindobjects)
ทั้ง 6 นี้ เรียกทั่วไปว่า อารมณ์ 6 คือ เป็นสิ่งสำหรับให้จิตยึดหน่วง
…………..
ดูก่อนภราดา!
“อายตนะ” เป็นเรื่องของตัวเองแท้ ๆ
: รู้จักไปทั่วพิภพจบสากล
: เรื่องของตนไม่รู้จักก็ดักดาน
#บาลีวันละคำ (5,048)
8-4-69
…………………………….
…………………………….
