จากภาษาไทย ถึงวินัยพระ

จากภาษาไทย ถึงวินัยพระ
—————————-
ผมรู้สึกว่าตัวเองมีโชคดีอย่างหนึ่ง คือเวลาเขียนอะไรผิดลงไปในเฟซบุ๊ก ก็จะมีญาติมิตรคอยทักท้วง ส่วนมากจะบอกไปทางกล่องข้อความซึ่งรู้กันได้เฉพาะสองคน ทำให้ผมมีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันท่วงที
ท่านทั้งหลายเหล่านั้นนับว่าเป็น “เพื่อน” แท้ ที่คอยเป็นหูเป็นตาแทนเพื่อน
ในพระไตรปิฎกแสดงคุณสมบัติของเพื่อนแท้ไว้ข้อหนึ่งว่า ปมตฺตํ รกฺขนฺติ แปลว่า “รักษา (to protect, shelter, save, preserve) เพื่อนผู้ประมาทแล้ว”
ที่ยกคำอังกฤษมาใส่ไว้ด้วยก็เพราะคำว่า “รักษา” ในภาษาไทยมีความหมายดิ้นได้ เหมือนเรื่องที่เล่ากันว่า เพื่อนภาคกลางไปเจอเพื่อนภาคใต้กำลังจูงลิงไปตัวหนึ่ง ก็ถามว่าจะเอาลิงไปไหน
เพื่อนภาคใต้ตอบว่า “เอาลิงไปรักษา”
“มันเป็นอะไรล่ะ” เพื่อนภาคกลางถามในความหมายว่าลิงป่วยเป็นอะไร
“มันก็เป็นลิง” เพื่อนภาคใต้ตอบ
“รักษา” ของเพื่อนภาคใต้หมายถึงเลี้ยงดู อย่างเช่นเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว เลี้ยงนกไว้ที่บ้าน
“เอาลิงไปรักษา” ก็คือเอาลิงไปเลี้ยง
แต่ “รักษา” ของเพื่อนภาคกลางหมายถึงพยายามทำให้หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย
“ปมตฺตํ รกฺขนฺติ” หมายความว่า เมื่อเห็นเพื่อนทำอะไรผิดพลาด ก็เข้ามาช่วยปกป้อง แก้ไขไม่ให้เกิดความเสียหาย
เมื่อก่อนผมก็ทำอย่างนั้นบ่อยๆ เดี๋ยวนี้ก็ยังทำอยู่ แต่น้อยลง เช่นเห็นเพื่อนเขียนคำว่า “อนุญาติ” ( -ญาติ มีสระอิ) ผมก็จะบอกไปว่าเขียนผิด คำที่ถูกคือ “อนุญาต” ( -ญาต ไม่มีสระอิ)
ที่ว่าทำน้อยลงก็เพราะชักเหนื่อย เขียนผิดไม่เลิก ทักท้วงกันไม่หวาดไหว ก็เลยปล่อยๆ ไปมั่ง
เรื่องเขียนผิดนี่ผมมีหลักของผมเอง คือ “เขียนพลาด” กับ “เขียนผิด” เรียกสั้นๆ ว่า “พลาด” กับ “ผิด”
“พลาด” หมายถึง เมื่อเขียนอย่างนั้นแล้วคนอ่านทุกคนจะรู้ได้เองทันทีว่าไม่ถูก เช่น
“เด็กไปโรงรียน”
ใครมาอ่านเข้าก็รู้ได้ทันทีว่า “โรงรียน” ตกสระ เอ
ส่วน “ผิด” หมายถึง เมื่อเขียนอย่างนั้นแล้วคนอ่านจะไม่รู้ว่าผิด แต่จะเข้าใจว่าถูก เช่น
“ทำบุญเป็นสะเบียงไปชาติหน้า”
คนส่วนมากอ่านข้อความนี้จะไม่รู้ว่ามีคำผิด แต่จะเข้าใจว่าเขียนถูกต้องแล้ว
แต่ความจริงมีคำผิดอยู่คำหนึ่ง คือ “สะเบียง” คำนี้ต้องสะกดเป็น “เสบียง” (สูตรง่ายๆ ของผมเวลาเขียนคำนี้คือท่องว่า เส-บี-ยง)
อย่างนี้คือ “ผิด” ไม่ใช่ “พลาด”
“ผิด” มีโทษหนักกว่า “พลาด”
“พลาด” ไม่มีใครเชื่อ เพราะรู้อยู่ว่าที่ถูกคืออะไร
แต่ “ผิด” จะมีคนเชื่อ แล้วเอาไปทำตาม ตรงนี้แหละที่มีโทษมาก เพราะเผยแพร่ให้คนเอาไปทำผิดต่อๆ ไปอีก
“พลาด” เกิดจากความพลั้งเผลอ แก้ง่าย เทียบกับโทษทางกฎหมาย ก็แค่ปรับนิดหน่อย หรือแค่ “ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไป”
แต่ “ผิด” เกิดจากความไม่รู้ หรือรู้มาผิดๆ แก้ยากมาก ไม่ใช่แค่ปรับนิดหน่อยๆ แต่ต้องปรับหนักๆ หรือต้องจำคุก ดัดสันดานกันนานๆ
“ผิด” นี่คนแก้ก็เหนื่อยมากด้วย แต่ถ้าแก้ได้ จะมีอานิสงส์มหาศาล
แต่ไม่ว่าจะ “ผิด” หรือ “พลาด” เป็นเรื่องที่ควรตำหนิทั้งนั้น จะคิดว่าแค่พลาดเท่านั้นเอง ไม่เป็นไร ไม่ได้
แม้แต่พลาดก็ไม่ควรมี
ถ้ามีสติดีก็จะไม่พลาด
—————–
คิดถึงเรื่องนี้ ก็เลยนึกไปถึงวินัยพระ
ทุกเช้าที่ผมไปเดินออกกำลัง จะเห็นพระท่านออกบิณฑบาต มีทั้งที่ยืนอยู่กับที่และที่ออกเดินไปตามที่ต่างๆ
พระออกบิณฑบาต ตามหลักพระวินัยต้องเดินไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ยืนคอยโยมอยู่กับที่
แต่พระที่ยืนอยู่กับที่ ก็มีคนใส่บาตร เพราะไม่รู้วินัยพระ หรือไม่ก็เอาความสะดวกเป็นที่ตั้ง
เวลานี้ไม่ใช่ยืนอยู่กับที่ แต่ “นั่ง” อยู่กับที่กันเลย
จากเดินเป็นยืน
จากยืนเป็นนั่ง
ต่อไปอาจถึงขั้น-จากนั่งเป็นนอนบิณฑบาต
ส่วนพระที่เดินบิณฑบาตก็ชักจะมีข้อที่น่าสังเกตเพิ่มขึ้น คือมีคนขี่รถเครื่องตามหลังบ้าง นำหน้าบ้างไปตลอดทาง ถ้าไม่ใช่รถเครื่องก็เป็นรถรุนหรือรถเข็น
ประมาณดูภัตตาหารในรถดังกล่าว ถ้าเอากลับเข้าไปบรรจุในบาตร ผมว่าเกิน ๓ บาตรไปหลายเท่า
ท่านที่ยังไม่ทราบวินัยพระ โปรดรับทราบนะครับว่า มีวินัยกำหนดไว้ว่า พระออกบิณฑบาตจะรับอาหารได้เพียงแค่เสมอขอบปากบาตรเพียงบาตรเดียว
แต่ในกรณีที่ญาติโยมใส่บาตรกันมาก จะรับมากกว่าบาตรเดียวก็ได้ คือพอเต็มก็ถ่ายออก แต่ต้องไม่เกิน ๓ บาตร
อาหารที่รับมาเกินกว่าบาตรเดียวเช่นนี้ ท่านกำหนดไว้ว่าให้นำไปสงเคราะห์เพื่อนพระด้วยกัน
วินัยพระแบบนี้ เวลานี้ชาวบ้านแทบจะไม่รู้เรื่องกันแล้ว
เรื่องอาหารบิณฑบาตนี่เป็นเรื่องจำเป็น
เพราะสิ่งมีชีวิตต้องกิน
พระก็ต้องฉันจึงจะอยู่รอด
หลักการของพระธรรมวินัยก็คือให้กินแต่พอประมาณ คือกินเพื่ออยู่ เสียเวลากับเรื่องกินให้น้อยที่สุด เพื่อเอาเวลาที่เหลือไปบำเพ็ญธรรมให้ได้มากที่สุด-หลักมีอยู่เช่นนี้
ท่านว่าปริมาณอาหารที่บรรจุเต็มบาตรใบหนึ่งย่อมเพียงพอที่จะยังชีพให้ดำรงอยู่ได้ตลอดวันนั้น
อาหารพระจึงเป็นอาหารที่หาวันกินวัน หาวันนั้นเพียงเท่าที่จะพอกินเฉพาะวันนั้น ไม่สะสมไว้กินในวันพรุ่ง เพื่อตัดภาระในการดูแลรักษา
ทำเพียงภาระเดียว คือออกบิณฑบาตทุกวัน
คนเก่าๆ พูดว่า “อาหารพระเหมือนอาหารเสือ”
คือบางวันอิ่ม บางวันไม่อิ่ม บางวันอด
เห็นปริมาณอาหารที่ใส่รถเข็นกลับวัดในแต่ละวันแล้ว รู้สึกได้ว่าเจตนารมณ์ในการออกบิณฑบาตกำลังเพี้ยนไปเรื่อยๆ
อาหารที่ได้จากการตักบาตรเทโวฯ (ที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่วันนี้) ก็มีผู้ตั้งข้อสงสัยกันมาก เช่น
พระท่านถ่ายเกิน ๓ บาตรไปตั้งมาก อย่างนี้ไม่ผิดวินัยหรือ
รับแล้วเอาไปประมูลขาย ไม่ผิดวินัยหรือ
ออกจากบาตร ลงตะกร้าลงถุง แล้วขนเข้าบ้าน จะว่ากันอย่างไร
ฯลฯ
นี่ยังไม่ได้รวมปัญหาตามฤดูกาล เช่น-ทอดกฐินเป็นกองๆ ที่กำลังจะมาถึงหลังออกพรรษา
เหนื่อยครับที่จะต้องคอยตอบปัญหาพวกนี้
เรื่องพวกนี้ถ้าผู้ปฏิบัติ ผู้เกี่ยวข้อง รู้พระธรรมวินัย และเคารพพระธรรมวินัย ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรเลย
จึงขอวิงวอนมา ณ ที่นี้ ประสา “เพื่อน” ที่กำลังพยายามรักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
รักพระพุทธศาสนา
ช่วยกันศึกษาพระธรรมวินัย
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๙
๑๑:๔๑
