รจนา (บาลีวันละคำ 5,066)

รจนา
ถ้าสะกดเป็น รสจนา รถจนา รตจนา รฐจนา รทจนา จะอ่านว่าอย่างไร
“รจนา” อ่านว่า รด-จะ-นา
“รจนา” บาลีอ่านว่า ระ-จะ-นา รากศัพท์มาจาก รจฺ (ธาตุ = ประกอบ; จัดแจง; ขยายความ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์
: รจฺ + ยุ > อน = รจน + อา = รจนา แปลตามศัพท์ว่า (1) “การประกอบ” (2) “การจัดแจง” (3) “การขยายความ”
“รจนา” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –
(1) การจัด [ดอกไม้เป็นพวงมาลัย] (arrangement [of flowers in a garland])
(2) การแต่ง [หนังสือ] (composition [of a book])
บาลี “รจนา” สันสกฤตก็เป็น “รจนา”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ –
(สะกดตามต้นฉบับ)
“รจนา : (คำนาม) การจัดอันเรียบร้อย; การแต่งผม; การร้อยกรองดอกไม้, ฯลฯ.; การจัดขบวนทหาร; การแต่งหรือเรียงหนังสือ; การตกแต่งบ้านในคราวมีงาร; การทำอะไรต่ออะไรทั่วไป; orderly arrangement; dressing the hair; stringing flowers or wearing wreaths, &c.; the arrangement of troops; literary composition; decorating the house on festival occasions; making anything.”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“รจนา : (คำกริยา) ตกแต่ง, ประพันธ์. (ป., ส.). (คำวิเศษณ์) งาม.”
อภิปรายขยายความ :
ผู้เขียนบาลีวันละคำเห็นโฆษณาขายมะม่วงทางเฟซบุ๊ก ใช้คำว่า “เขียวเสวย รสจนา” เกิดความสงสัยว่า คำว่า “รสจนา” แปลว่าอะไร
ปกติเราจะคุ้นกับคำที่สะกดเป็น “รจนา”
ผู้เขียนบาลีวันละคำไม่ได้สงสัยว่าทำไมจึงสะกดเป็น “รสจนา” เพราะเข้าใจดีว่าคำนี้เป็นชื่อเฉพาะ จะสะกดอย่างไรก็ได้ตามความต้องการของผู้ตั้งชื่อ
คำว่าชื่อเฉพาะ ในภาษาไทยเรียกเป็นวิชาการว่า “วิสามานยนาม” บาลีเรียกว่า “อสาธารณนาม”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“วิสามานยนาม : (คำที่ใช้ในไวยากรณ์) (คำนาม) คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ตั้งขึ้นสำหรับเรียกคน สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ เพื่อให้รู้ชัดว่าเป็นใครหรืออะไร เช่น นายดำ ช้างเอราวัณ เรือสุพรรณหงส์ จังหวัดเชียงใหม่.”
ขยายความช่วยพจนานุกรมฯ ว่า คำว่า “ดํา” “เอราวัณ” “สุพรรณหงส์” “เชียงใหม่” – นี่คือ “วิสามานยนาม” หรือคือ “อสาธารณนาม”
“อสาธารณนาม” แปลว่า “ชื่อที่ไม่ทั่วไป” ตรงกันข้ามกับ “สาธารณนาม” ที่แปลว่า “ชื่อที่ทั่วไป”
ตัวอย่างเช่น –
คำว่า “คน” เป็น “สาธารณนาม” คือ เมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตที่ภาษาไทยเรียกกันว่า “คน” ที่ไหน สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นก็ได้นามว่า “คน” ทุกคนไป เราเรียกว่า “คน” ได้ทุกที่ทุกคน
คำว่า “พลเรือตรี ทองย้อย” เป็นชื่อเรียกคนคนหนึ่ง ความจริง “พลเรือตรี ทองย้อย” ก็เป็น “คน” คนหนึ่งนั่นเอง แต่ “คน” ไม่ได้เป็น “พลเรือตรี ทองย้อย” กันทุกคน เป็นได้เฉพาะคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้น คำว่า “พลเรือตรี ทองย้อย” จึงเป็น “อสาธารณนาม” คือเป็นชื่อที่ไม่ทั่วไปแก่คนอื่น ๆ
สิทธิพิเศษของ “วิสามานยนาม” หรือ “อสาธารณนาม” ก็คือ จะสะกดอย่างไรก็ได้ หมายความว่าจะใช้พยัญชนะตัวไหน สระตัวไหน ประสมกันอย่างไรย่อมทำได้หมด จะให้อ่านอย่างไรก็ทำได้หมด และจะให้หมายถึงอะไรก็ทำได้หมด คนที่คิดคำนั้นขึ้นมามีอำนาจทำได้เต็มที่ตามที่ต้องการ

แต่ที่ควรระลึกไว้ด้วยก็คือ คำที่คิดขึ้นมานั้น อ่านให้คนอื่นเขียน เขาจะเขียนตรงกับที่เราคิดหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่นคำว่า “รสจนา” คนคิดคำนี้อ่านว่า รด-จะ-นา คนฟังอาจเขียนเป็น “รจนา” ก็ได้
หรือเห็นคำว่า “รสจนา” คนจะอ่านตรงกับที่เราต้องการให้อ่านหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
และเห็นคำว่า “รสจนา” คนจะเข้าใจความหมายตรงกับความหมายที่เราต้องการหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
มีข้อน่าสังเกตว่า ชื่อคนไทยทุกวันนี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นคำแปลก ๆ มากขึ้น เช่นเอาพยัญชนะตัวนี้ไปประสมกับสระตัวโน้น หรือเอาพยัญชนะตัวนั้นกับตัวโน้นมาประสมกัน เกิดเป็นรูปคำใหม่ ๆ
คำใหม่ ๆ ประเภทนี้ เขียนก็ยาก อ่านก็ยาก
อ่านให้เขียนตาม ก็ไม่รู้ว่าสะกดอย่างไรแน่
สะกดได้ ก็ไม่รู้ว่าอ่านอย่างไร
แม้อ่านได้ ก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร
นับเป็นเรื่องชอบกลอย่างหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย
เจ้าของชื่อ หรือคนตั้งชื่อ เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า เราจะคิดคำที่เขียนก็ยาก อ่านก็ยาก รู้ความหมายก็ยาก-แบบนั้นขึ้นมาเป็นชื่อให้คนเรียกขาน เพื่อประโยชน์อะไร?
…………..
ดูก่อนภราดา!
: เพราะภาษาเป็นเรื่องสมมุติ
: ภาษาจึงเป็นเครื่องวัดสติปัญญาของมนุษย์
#บาลีวันละคำ (5,066)
26-4-69
…………………………….
…………………………….
