กลองอานกะ

กลองอานกะ

เคยได้ยินชื่อกลองใบนี้ไหม – กลองอานกะ? 

กลองใบนี้มีประวัติความเป็นมาที่สุดแสนจะพิสดาร 

………………

ในป่าหิมพานต์ มีสระใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง มีปูยักษ์อาศัยอยู่ในสระนั้น เวลาช้างมาลงกินน้ำ ปูยักษ์ก็จับช้างกินเป็นอาหาร 

พวกช้างถูกปูจับกินทุกวันก็หวาดหวั่น พากันคิดหาที่พึ่ง ได้คิดเห็นร่วมกันว่า ถ้าได้ช้างผู้มีบุญมาเกิดก็คงจะช่วยป้องกันภัยให้แก่บรรดาช้างทั้งหลายได้ 

คิดดังนี้ จึงยกย่องช้างพังตัวหนึ่ง (ช้างป่ายังไม่ได้จับมาฝึก ลักษณนามเรียกว่า “ตัว” ช้างที่ฝึกแล้ว ลักษณนามเรียกว่า “เชือก” เนื่องจากใช้เชือกล่าม) ให้เป็นเสมือนแม่ย่านาง พากันเคารพสักการะบำรุงนางช้างนั้น 

ต่อมา นางช้างก็ตกลูกเป็นช้างพลาย ลักษณะเป็นช้างมีบุญ พวกช้างก็พากันเคารพสักการะบำรุงลูกช้างนั้นด้วยหวังว่าลูกช้างจะเป็นที่พึ่งป้องกันภัยให้ได้ 

เมื่อลูกช้างโตขึ้นเป็นช้างพลายงางาม ถามแม่ช้างว่าทำไมพวกช้างจึงเคารพสักการะบำรุงเช่นนี้ ได้รู้ความนั้นแล้วจึงชวนกันไปยังสระปูยักษ์นั้น ตัวเองเดินนำหน้าลงสระ 

ปูยักษ์ได้ยินเสียงน้ำโครมครามก็โผล่ขึ้นมา ใช้ก้ามหนีบช้างพลายนั้นไว้ได้ ช้างพลายดิ้นไม่หลุดก็ส่งเสียงร้องลั่นป่า ช้างทั้งหลายก็เตลิดหนีกระจายไป 

ฝ่ายแม่ช้างไม่ยอมหนี เข้าไปยืนใกล้ๆ ปูยักษ์ เอ่ยขึ้นด้วยมธุรสวาจาว่า

………………

เย กุฬีรา สมุทฺทสฺมึ 

คงฺคาย ยมุนาย จ 

เตสํ ตฺวํ วาริโช เสฏฺโฐ 

มุญฺจ โรทนฺติยา ปชํ.

บรรดาปูทั้งหลายในทะเล 

ทั้งในแม่น้ำคงคาและยมุนา 

ท่านเป็นสัตว์น้ำที่ประเสริฐที่สุด 

ขอจงปล่อยลูกของเราผู้ร้องขออยู่นี้เถิด

………………

ท่านว่าธรรมดาเสียงของสตรีย่อมยังจิตบุรุษให้หวั่นไหว (ปูตัวนี้เป็นปูตัวผู้!) พอจิตหวั่นกายก็ไหว ก้ามที่หนีบแน่นก็คลาย 

ช้างหนุ่มมีสติ รอจังหวะอยู่ ก็สะบัดตัวหลุดจากก้าม แล้วกระทืบเท้าลงบนหลังปู กระดองปูก็แตก ช้างหนุ่มใช้งาแทงงัดตัวปูยักษ์กระเด็นไปบนบก ช้างทั้งหลายก็พากันหันหลังกลับมาช่วยกันกระทืบปูยักษ์จนแหลก 

ก้ามปูยักษ์ก้ามหนึ่งกระเด็นขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์เก็บเอาไป (อันนี้บรรยายความตามต้นฉบับ)

อีกก้ามหนึ่งถูกทิ้งตากแดดตากลมอยู่ในป่าหิมพานต์ มีสีงามเหมือนน้ำครั่ง ฝนตกก็ลอยตามน้ำไปจนถึงแม่น้ำคงคา ไปติดตาข่ายของพระราชาเมืองหนึ่งที่กั้นกลางน้ำในเวลาลงสรง เก็บขึ้นมา เห็นว่าสวยงามดีจึงเอาไปทำเป็นตัวกลอง 

กลองใบนี้เมื่อตีเสียงดังกังวานตลบกลบทั่วเมืองในรัศมี ๑๒ โยชน์ ผู้คนได้ยินเสียงกลองก็ตื่นเต้นตกตะลึงพากันมาดูจากทั่วทุกสารทิศ 

เพราะเสียงกลองสามารถเรียกคนให้มาดูได้ดังนี้ จึงเรียกชื่อกลองใบนี้ว่า “กลองอานกะ” (-อา-นะ-กะ) แปลว่า “กลองเรียกคน” 

เห็นพ้องต้องกันว่า กลองใบนี้จะตีบอกโมงยามประจำวันไม่ได้ เพราะตีทีไรผู้คนก็แห่กันมา จึงตกลงกันว่า จะตีกลองอานกะเฉพาะเมื่อถึงเทศกาลงานมงคลของบ้านเมืองเท่านั้น 

กลองอานกะเป็นมงคลเภรีคือกลองประจำเมืองมาช้านานหลายชั่วกษัตริย์ กระทั่งชิ้นส่วนตัวกลองที่เป็นก้ามปูค่อยๆ ชำรุดผุพังไปทีละชิ้น 

เมื่อชิ้นไหนชำรุด เจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนเอาเนื้อเงินบ้างเนื้อทองบ้างบุแผ่ซ่อมแทนลงไปที่ชิ้นนั้น 

ครั้นนานปีเข้า ตัวกลองที่เป็นก้ามปูก็ค่อยๆ หมดไป เนื้อใหม่ที่แทรกซ่อมลงไปแทนก็กลายเป็นของอย่างอื่นมากขึ้น จนในที่สุดตัวกลองอานกะที่เคยเป็นก้ามปูก็หมดไป แม้กลองจะยังอยู่ตามรูปทรงเดิมทุกประการ แต่เนื้อวัสดุที่เป็นตัวกลองไม่ใช่ก้ามปูอีกต่อไป 

ตอนนี้ เมื่อตีกลองอานกะ ก็ไม่มีเสียงก้องกังวานไกลอีกแล้ว แม้อยู่ในศาลาที่แขวนกลองนั้นเองก็แทบจะไม่ได้ยินเสียง

เรื่องกลองอานกะนี้สื่อให้รู้ว่าอะไร?

ลองช่วยกันคิดไปพลางๆ นะครับ

……………….

เรียบเรียงจากอรรถกถาอาณิสูตร

คัมภีร์สารัตถปกาสินี ภาค ๒ หน้า ๓๕๗-๓๕๙

……………….

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๑ เมษายน ๒๕๖๓

๑๘:๔๒

ช่วงวันเวลาที่คนไทยต้องร่วมกันให้กำลังใจหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ของไทยและของโลก

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *