ต่อหน้า – ลับหลัง (บาลีวันละคำ 2,916)

ต่อหน้าลับหลัง

บาลีว่าอย่างไร

นักเรียนบาลีถูกถามว่า คำว่า “ต่อหน้า” (เช่นในคำว่า “ต่อหน้าสรรเสริญ”) คำบาลีว่าอย่างไร คำว่า “ลับหลัง” (เช่นในคำว่า “ลับหลังนินทา”) คำบาลีว่าอย่างไร

หรือในคำที่ว่า “ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง” (ต่อหน้าทำหรือพูดอย่างหนึ่ง ลับหลังทำหรือพูดอีกอย่างหนึ่ง) “ต่อหน้าลับหลัง” เช่นนี้คำบาลีว่าอย่างไร

ถ้าทิ้งบาลีไปนาน อาจจะอึกอักไปพักหนึ่ง แต่คงไม่ถึงกับลืมหรือสัญญาดับไปเลย นึกดีๆ ก็จะจำได้

ต่อหน้า” ในความหมายดังกล่าวนั้น คำบาลีว่า “สมฺมุขา” คำที่ตรงกันข้ามคือ “ลับหลัง” คำบาลีว่า “ปรมฺมุขา

คำหลักคือ “มุข

มุข” บาลีอ่านว่า มุ-ขะ รากศัพท์มาจาก –

(1) มุขฺ (ธาตุ = เปิด, ไป, เป็นไป) + ปัจจัย

: มุขฺ + = มุข แปลตามศัพท์ว่า (1) “อวัยวะอันเขาเปิดเผย” (2) “อวัยวะเป็นเครื่องเป็นไปแห่งประโยชน์สุข

(2) มุ (ธาตุ = ผูก) + ปัจจัย

: มุ + = มุข แปลตามศัพท์ว่า “อวัยวะเป็นเครื่องผูก

มุข” (นปุงสกลิงค์) หมายถึงอวัยวะ 2 อย่าง คือ ปาก (the mouth) และ หน้า (the face) จะหมายถึงอะไรต้องสังเกตที่บริบท

ในที่นี้ “มุข” หมายถึง หน้า (the face)

(๑) “สมฺมุขา” อ่านว่า สำ-มุ-ขา ประกอบด้วย สํ (คำอุปสรรค = พร้อมกัน, ร่วมกัน) + มุข, แปลงนิคหิตที่ สํ เป็น มฺ (สํ > สมฺ)

: สํ + มุข = สํมุข > สมฺมุข แปลตามศัพท์ว่า “มีหน้าพร้อม” หมายถึง ต่อหน้า, อยู่ต่อหน้า (face to face with, in presence)

(๒) “ปรมฺมุขา” อ่านว่า ปะ-รำ-มุ-ขา ประกอบด้วย ปรํ + มุข, แปลงนิคหิตที่ (ป)-รํ เป็น มฺ (ปรํ > ปรมฺ)

ปรํ” (ปะ-รัง) ใช้ในฐานะเป็นกริยาวิเศษณ์ (adverb) แปลว่า ต่อไป, ห่างไปจาก (further, away from) ใช้ในฐานะเป็นบุรพบท (preposition) แปลว่า หลังจาก, นอกจาก (after, beyond)

เช่นในคำว่า “อิโต ปรํ” ซึ่งนิยมแปลว่า “เบื้องหน้าแต่นี้” หมายถึง จากนี้หรือจากที่นี่, หลังจากนี้, ต่อไปจากนี้ (from here, after this, further)

: ปรํ + มุข = ปรํมุข > ปรมฺมุข แปลตามศัพท์ว่า “มีหน้าหันไปทางอื่น” (with face turned away) หมายถึง ลับหลัง (in one’s absence)

สมฺมุข” “ปรมฺมุข” ดำเนินกรรมวิธีทางไวยากรณ์เพื่อให้เป็นกริยาวิเศษณ์ จึงเป็น “สมฺมุขา” “ปรมฺมุขา

สมฺมุขา” = ต่อหน้า

ปรมฺมุขา” = ลับหลัง

…………..

บาลีเรียนไม่ยาก ถ้าไม่ได้เรียนหลักไวยากรณ์มาตั้งแต่ต้น ก็ใช้วิธีจำเอาเป็นคำๆ อาจรู้ไม่ลึก ไม่แน่น แต่ถ้าจำได้มาก ก็เอาไปใช้ประโยชน์ได้ไม่น้อยทีเดียว

ในอดีตสมัย ปู่ย่าตายายของเราเป็นจำนวนมากที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่สามารถจำบทสวดมนต์ได้เป็นเล่มๆ ขยันสวดมนต์มากกว่าคนที่อ่านออกเขียนได้เสียอีก

พระอรหันต์ท่านรักษาพระศาสนาสืบมาจนถึงเราทุกวันนี้ก็ด้วยอาศัยกำลังแห่งความจำ

โปรดอย่าดูหมิ่นวิธีท่องจำว่า-ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง อย่างคำปรามาสของนักการศึกษาสมัยใหม่บางสำนัก

ท่องจำ ไม่ได้แปลว่าคิดอะไรเองไม่เป็น แต่แปลว่า-มีข้อมูลสำหรับใช้เป็นฐานแห่งการคิดได้มากกว่าคนที่ไม่ได้จำอะไรไว้เลย

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ต่อหน้าปฏิบัติชอบ ลับหลังปฏิบัติดี

: แม้ไม่ได้เรียนบาลีก็รักษาพระศาสนาไว้ได้

————–

(หยิบคำไทยมาจากโพสต์ของพระคุณท่าน Phornpawit Uppachai กราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้)

#บาลีวันละคำ (2,916)

6-6-63

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น