ญาณาคทวิธี (บาลีวันละคำ 3,053)

ญาณาคทวิธี

ให้เจอของจริง: 1 ใน 8 วิธีเพื่อชัยชนะ

อ่านว่า ยา-นา-คะ-ทะ-วิ-ที

แยกศัพท์เป็น ญาณ + อคท + วิธี

(๑) “ญาณ

บาลีอ่านว่า ยา-นะ รากศัพท์มาจาก ญา (ธาตุ = รู้) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง เป็น

: ญา + ยุ > อน = ญาน > ญาณ แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องช่วยรู้” “สิ่งที่เป็นเหตุให้รู้” “รู้สิ่งที่พึงรู้” หมายถึง ความรู้, ปัญญา, การหยั่งเห็น, ความเข้าใจ, การหยั่งรู้, การรับรู้, ความคงแก่เรียน, ทักษะ, ความฉลาด (knowledge, intelligence, insight, conviction, recognition, learning, skill)

ญาณ” ในความหมายพิเศษ หมายถึงปัญญาหยั่งรู้หรือกําหนดรู้ความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างแจ่มชัดจนเกิดความสว่างไสวในดวงจิต หรือความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษถึงเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ญาณ” ในภาษาไทย :

– ถ้ามีคำอื่นมาสมาสท้าย อ่านว่า ยา-นะ- หรือ ยาน-นะ- เช่น ญาณสังวร (ยา-นะ-สัง-วอน, ญาน-นะ-สัง-วอน)

– ถ้าอยู่เดี่ยวหรือเป็นส่วนท้ายของสมาส อ่านว่า ยาน เช่น วชิรญาณ (วะ-ชิ-ระ-ยาน)

(๒) “อคท

อ่านว่า อะ-คะ-ทะ รากศัพท์มาจาก –

(1) อค (โรค) + ทา (ธาตุ = ตัด) + (อะ) ปัจจัย, ลบสระหน้า คือ อา ที่ ทา (ทา > )

: อค + ทา = อคทา > อคท + = อคท แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ตัดโรค

(2) (คำนิบาต = ไม่, ไม่ใช่) + คท (โรค), แปลง เป็น  

: + คท = นคท > อคท แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งเป็นที่ไม่มีโรค” (2) “สิ่งเป็นเหตุให้ไม่มีโรค

อคท” (ปุงลิงค์) หมายถึง ยา, ยาแก้โรค, ยาที่แก้ยาพิษ (medicine, drug, counter-poison)

(๓) “วิธี

บาลีเป็น “วิธิ” (โปรดสังเกต –ธิ สระ อิ ไม่ใช่ –ธี สระ อี) รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = พิเศษ, วิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ธา (ธาตุ = ทรงไว้) + อิ ปัจจัย, ลบสระท้ายธาตุ (ภาษาไวยากรณ์ว่า “ลบสระหน้า”)

: วิ + ธา > = วิธ + อิ = วิธิ แปลตามศัพท์ว่า “ทรงไว้เป็นพิเศษ

วิธิ” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –

(1) การจัดแจง, การจัดการ, การประกอบ, กรรมวิธี (arrangement, get up, performance, process);

(2) พิธีการ, พิธีกรรม (ceremony, rite);

(3) การนัดหมาย, การกำหนด, การจัดหา (assignment, disposition, provision)

วิธิ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “วิธี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “วิธี” ในภาษาไทยไว้ว่า –

(1) ทํานองหรือหนทางที่จะทํา เช่น วิธีทำฝอยทอง วิธีสอนคณิตศาสตร์ เลขข้อนี้ทำได้หลายวิธี.

(2) แบบ, แบบอย่าง, เช่น ทำถูกวิธี.

(3) กฎ, เกณฑ์.

(4) คติ, ธรรมเนียม.

การประสมคำ :

ญาณ + อคท = ญาณาคท (ยา-นา-คะ-ทะ) แปลว่า “ยาคือญาณ” (ในที่นี่คือ ญาณของพระพุทธเจ้า)

ญาณาคท + วิธิ = ญาณาคทวิธิ (ยา-นา-คะ-ทะ-วิ-ทิ) แปลว่า “วิธีคือวางยาคือญาณ

ญาณาคทวิธิ” เขียนแบบไทยเป็น “ญาณาคทวิธี

อธิบาย :

ญาณาคทวิธิ” หรือ “ญาณาคทวิธี” ปรุงรูปคำมาจากจาก “พุทธชยมังคลอัฏฐกคาถา” หรือคาถาพาหุงบทที่ 8 ข้อความในบาทคาถาว่า “ญาณาคเทน วิธินา” ข้อความเต็มทั้งบทว่าดังนี้ –

เขียนแบบบาลี :

ทุคฺคาหทิฏฺฐิภุชเคน สุทฏฺฐหตฺถํ

พฺรหฺมํ วิสุทฺธิชุติมิทฺธิพกาภิธานํ

ญาณาคเทน วิธินา ชิตวา มุนินฺโท

ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ.

เขียนแบบคำอ่าน :

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง

พ๎รัห๎มัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง

ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ.

คำแปล :

พรหมชื่อพกะ (ถือตัวว่า) มีความบริสุทธิ์ รุ่งเรือง และมีฤทธิ์

ยึดมั่นในความเห็นผิด ดุจมีมือถูกอสรพิษขบเอา

พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยใช้ยาวิเศษคือญาณรักษา

ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

(สำนวนแปลของอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก จากหนังสือ คาถาพาหุง)

ขยายความ :

ขยายความตามคาถาว่า คนเห็นผิดที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาโปรดให้กลับเห็นถูกต้องได้นั้นมีอยู่มากหลาย แต่เฉพาะรายนี้เป็นรายพิเศษ เนื่องจากเป็นพรหม ชื่อพกะ พกพรหม (อ่านว่า พะ-กะ-พรม) เกิดอยู่ในพรหมโลกซึ่งมีอายุขัยยืนยาวนับกัปกัลป์ เพราะมีอายุยืนยาวเช่นนี้จึงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแปรปรวน ทำให้เกิดความเห็นผิดไปว่าสรรพสิ่งย่อมยั่งยืน อะไรเป็นอยู่อย่างไร ก็จะเป็นอย่างนั้นเป็นนิรันดร ความเห็นเช่นนี้พระพุทธศาสนาเรียกว่า “สัสสตทิฏฐิ” เป็นมิจฉาทิฏฐิชนิดหนึ่ง

นอกจากจะมีความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว พกพรหมยังถือตัวว่าเป็นผู้รู้แจ้งเจนจบ มิมีสิ่งใดเลยที่ตนจะไม่รู้ไม่เห็น แม้จะลี้ลับซ่อนเร้นเช่นไรก็สามารถหยั่งทราบได้สิ้น

พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาจะทรงเปลื้องพกพรหมเสียจากมิจฉาทิฏฐิ จึงเสด็จขึ้นไปยังพรหมโลก ตรัสเตือนพกพรหมว่ากำลังหลงผิด แต่พกพรหมกลับแสดงอหังการท้าประลองวิชาซ่อนตัว พระพุทธองค์ทรงรับคำท้า พกพรหมจะสำแดงฤทธิ์หายตัวไปซ่อน ณ ที่ใดๆ พระพุทธองค์ก็ทรงทราบและชี้ตัวได้ทุกแห่ง แต่เมื่อถึงวาระพระพุทธองค์ทรงซ่อนพระองค์บ้าง พกพรหมเล็งแลจนทั่วจักรวาลก็มิได้เห็น เป็นอันสิ้นปัญญาที่จะค้นหา พระพุทธองค์จึงตรัสร้องเรียกพกพรหมว่า ดูก่อนพกพรหม ตถาคตกำลังจงกรมอยู่บนศีรษะของท่าน ตรัสแล้วก็สำแดงพระองค์ออกมาจากมวยผมของพกพรหม ปรากฏแก่ตาแห่งหมู่มหาพรหมและทวยเทพทั้งปวง

เมื่อเห็นพกพรหมจำนนแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าบุพกรรมในชาติก่อนๆ ให้พกพรหมได้ทราบว่าเธอเคยเกิดเป็นอะไรมาแล้วบ้าง ทำให้พกพรหมยอมละมิจฉาทิฏฐิ กลับตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิและได้ดวงตาเห็นธรรม

พกพรหมในที่นี้อาจเป็นสัญลักษณ์แทนเจ้าลัทธิพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่คนใดคนหนึ่งที่ประกาศคัดค้านหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา และยกตัวเองเป็นศาสดาผู้ทรงฤทธานุภาพเหนือผู้อื่น พระพุทธองค์ทรงบำราบได้ด้วยพระปรีชาญาณกลับความเห็นผิดของเจ้าลัทธินั้นได้ จึงนับเป็นชัยมงคลสำคัญประการหนึ่ง

มีข้อควรสังเกตว่า วิธีที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการพิชิตชัยครั้งนี้ท่านใช้คำว่า “ญาณ” ซึ่งดูเหมือนจะซ้ำกับวิธีที่ทรงใช้กับสัจจกนิครนถ์ซึ่งใช้คำว่า “ปัญญา” (“ปญฺญาปทีปชลิโต” คาถาพาหุงบทที่ 6) ทั้งนี้เพราะ “ญาณ” กับ “ปัญญา” น่าจะเหมือนกัน

ผู้เขียนบาลีวันละคำลองขบดูแล้ว ขอเสนอแนวคิดว่า ในคาถาพาหุงนี้ “ญาณ” กับ “ปัญญา” น่าจะมีความหมายยิ่งหย่อนกว่ากัน “ปัญญา” ที่ทรงเอาชนะสัจจกนิครนถ์อุปมาเหมือนคนป่วยเล็กน้อย แค่ทายาให้ก็หาย แต่ “ญาณ” ที่ใช้กับพกพรหมอุปมาเหมือนคนป่วยหนักถึงขั้นต้อง “วางยา” หรือผ่าตัด

อีกนัยหนึ่ง อุปมาเหมือนคนแนะนำผลไม้ชนิดหนึ่ง กับสัจจกนิครนถ์แค่อธิบายรูปร่างลักษณะของผลไม้ชนิดนั้นให้ฟังหรือเขียนรูปให้ดูก็รู้ได้ นี่คือ “ปัญญา”

แต่กับพกพรหม เหมือนการอธิบายถึงรสของผลไม้ชนิดนั้น แค่พูดให้ฟังไม่อาจทำให้รู้ได้ ต้องหาผลไม้ชนิดนั้นมาให้ลองชิมรสดูด้วยจึงจะรู้ นี่คือ “ญาณ”

“ญาณ” กับ “ปัญญา” ในวิธีแห่งชัยชนะตามนัยแห่งคาถาพาหุงน่าจะมีนัยต่างกันตามอุปมาดังแสดงมานี้

…………..

ดูก่อนภราดา!

: เหนื่อยกับการพยายามบอกให้รู้

: ยังไม่หดหู่เท่ากับความไม่ใส่ใจ

#บาลีวันละคำ (3,053)

21-10-63

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย