อนิยต (บาลีวันละคำ 3,065)

อนิยต

2 ใน 227

ศีลของพระภิกษุที่มาในพระปาติโมกข์ ซึ่งพระต้องประชุมกันฟังทุกกึ่งเดือน มีจำนวนที่รู้ทั่วกันว่า “227 สิกขาบท” ดังที่มักพูดกันว่า “พระมีศีล 227”

ศีล 227 แบ่งเป็นกลุ่มหรือเป็นหมวดได้ดังนี้ –

(๑) ปาราชิก 4 สิกขาบท

(๒) สังฆาทิเสส 13 สิกขาบท

(๓) อนิยต 2 สิกขาบท

(๔) นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30 สิกขาบท (เรียกสั้นว่า นิสสัคคีย์)

(๕) สุทธิกปาจิตตีย์ 92 สิกขาบท (เรียกสั้นว่า ปาจิตตีย์)

(๖) ปาฏิเทสนียะ 4 สิกขาบท

(๗) เสขิยะ หรือเสขิยวัตร 75 สิกขาบท

(๘) อธิกรณสมถะ 7 สิกขาบท

รวม 227 สิกขาบท

อนิยต” เป็น 2 ใน 227

คำว่า “อนิยต” ภาษาไทยอ่านว่า อะ-นิ-ยด บาลีอ่านว่า อะ-นิ-ยะ-ตะ ประกอบด้วย + นิยต

(๑) “

อ่านว่า อะ คำเดิมคือ “” (นะ) เป็นคำจำพวก “นิบาต” คำจำพวกนี้ไม่แจกด้วยวิภัตติปัจจัย คือคงรูปเดิมเสมอ อาจเปลี่ยนรูปโดยวิธีสนธิกับคำอื่นบ้าง แต่คงถือว่าเป็นคำเดิมเพราะเวลาแปลต้องแยกคำออกเป็นคำเดิมเสมอ

นักเรียนบาลีมักท่องจำรวมกับคำอื่นในกลุ่มเดียวกันว่า “ ไม่ โน ไม่ มา อย่า เทียว” ( [นะ] = ไม่, โน = ไม่, มา = อย่า, [วะ] = เทียว)

” เป็นนิบาตบอกความปฏิเสธ แปลว่า ไม่, ไม่ใช่ (no, not)

(๒) “นิยต

บาลีอ่านว่า นิ-ยะ-ตะ รากศัพท์มาจาก นิ (คำอุปสรรค = เข้า, ลง) + ยมฺ (ธาตุ = ระวัง; ผูก, พัน) + ปัจจัย, ลบ มฺ ที่สุดธาตุ

: นิ + ยมฺ = นิยมฺ + = นิยมต > นิยต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่กำหนดแน่นอนลงไป” หมายถึง สำรวม, ยับยั้ง, ระวัง, ระงับ, แน่ใจ [ในเรื่องอนาคต], กำหนดแน่ [ในผลที่จะเกิด], แน่นอน, ถูกทำให้แน่ใจ, จำเป็น (restrained, bound to, con- strained to, sure [as to the future], fixed [in its consequences], certain, assured, necessary)

การประสมคำ :

+ นิยต

ตามกฎไวยากรณ์บาลี :

(1) ถ้าพยางค์แรกของคำที่ “” ไปประสมด้วย ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ท่านให้แปลง “” เป็น “” (อะ)

(2) ถ้าพยางค์แรกของคำที่ “” ไปประสมด้วย ขึ้นต้นด้วยสระ คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ท่านให้แปลง “” เป็น “อน” (อะ-นะ)

ในที่นี้ “นิยต” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ดังนั้นจึงต้องแปลง “” เป็น “

: + นิยต = นนิยต > อนิยต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ไม่ได้กำหนดแน่นอนลงไป” หรือ “สิ่งที่ยังกำหนดแน่นอนลงไปไม่ได้” หมายถึง ยังตกลงกันไม่ได้, ไม่แน่นอน, ยังสงสัยอยู่ (not settled, uncertain, doubtful)

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มีคำว่า “อนิยต” และ “อนิยตสิกขาบท” บอกไว้ดังนี้ –

(1) อนิยต : ไม่แน่, ไม่แน่นอน เป็นชื่ออาบัติที่ยังไม่แน่ ระหว่างปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ซึ่งพระวินัยธรจะต้องวินิจฉัย

(2) อนิยตสิกขาบท : สิกขาบทที่วางอาบัติไว้ไม่แน่ คือยังไม่ระบุชัดลงไปว่าเป็นปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์, มี ๒ สิกขาบท

…………..

หนังสือ “นวโกวาท” พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งพระภิกษุสามเณรท่องจำกันมาตั้งแต่เรียนนักธรรมชั้นตรี มีข้อความที่แสดงเรื่อง “อนิยต” ไว้ดังนี้ –

…………..

อนิยต ๒

๑. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น.

๒. ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น.

…………..

หนังสือ “วินัยมุข เล่ม ๑” พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเช่นกัน ตอนอธิบายอนิยตสิกขาบท ลงท้ายมีข้อความดังนี้ –

…………..

อนิยตสิกขาบทเหล่านี้ควรถือเป็นแบบสำหรับอธิกรณ์อันเกิดขึ้น. ถ้ามีผู้กล่าวหาภิกษุ และข้อความที่กล่าวหานั้นถ้าเป็นจริง มีโทษโดยฐานละเมิดพระบัญญัติอันให้ต้องอาบัตินั้นๆ เช่นนี้ควรพิจารณา ถ้าไม่ถึงเป็นอาบัติ ไม่ควรพิจารณา. อธิกรณ์นั้นที่พิจารณาอยู่ ถ้าไม่มีผู้อื่นเป็นพยาน เป็นการตัวต่อตัว ควรฟังเอาปฏิญญาของภิกษุ. ถ้ามีพยานอื่นเป็นหลักฐาน โดยทางพิจารณาถือว่าฟังได้ แม้จำเลยปฏิเสธก็ปรับอาบัติได้.

…………..

แถม :

นิยต” และ “อนิยต” 2 คำนี้เราแทบจะไม่รู้จักกันในภาษาไทยประจำวัน แต่มีความหมายที่น่าสนใจ

มีคำที่น่าสนใจ 2 คำที่เนื่องกับคำว่า “นิยต” คือ “นิยตโพธิสัตว์” และ “นิยตมิจฉาทิฏฐิ

นิยตโพธิสัตว์” หมายถึง ผู้ปรารถนาพุทธภูมิคือหวังจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคต ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติหรือเงื่อนไข 8 ประการ ที่เรียกว่า “อัฐธรรมสโมธาน” (ดูคำนี้) เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ (ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ประการของเงื่อนไข) ว่าจะได้ตรัสรู้แน่นอน นับแต่บัดนั้นก็จะได้ชื่อว่า “นิยตโพธิสัตว์” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้จะได้ตรัสรู้แน่นอน

นิยตมิจฉาทิฏฐิ” หมายถึง ผู้มีความเห็นผิดจากหลักสัจธรรม มี 2 ประเภท ประเภทหนึ่งเห็นผิด แต่ไม่ลึก ยังพออบรมแก้ไขให้กลับเห็นถูกได้ เรียกว่า “อนิยตมิจฉาทิฏฐิ

อีกประเภทหนึ่งเห็นผิดชนิดที่ฝังลึกจนแก้ไม่ได้ แม้บุคคลระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนก็ไม่เปลี่ยนความเห็น ที่เรียกว่าพระโปรดไม่ขึ้น ประเภทนี้เรียกว่า “นิยตมิจฉาทิฏฐิ” ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาปากตลกๆ ว่า “เห็นผิดชนิดกู่ไม่กลับ

ยังมีคำที่เนื่องกับ “นิยต” และ “อนิยต” อีกหลายคำ แต่แสดงพอเป็นนิทัศน์เพียงเท่านี้

…………..

ดูก่อนภราดา!

๏ คนจริงไม่เปลี่ยนใจ

คงนิสัยและสันดาน

ชอบชั่วก็เชี่ยวชาญ

ในเชิงชั่วจนช่ำชอง

๏ ชอบดีก็ดีแน่

ดั่งทองแท้คงธาตุทอง

ใครปรารถน์จะเปลี่ยนปอง

บ่เปลี่ยนได้เพราะใจเดียว๚ะ๛

ถอดความ :

คนที่ใจดิ่งไปในทางเดียว

ชั่วก็ชั่วดิ่งไป

ดีก็ดีดิ่งไป

คนชนิดนี้ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนได้

#บาลีวันละคำ (3,065)

2-11-63

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย