ศรัทธากับปัญญาต้องสมดุลกัน

ศรัทธากับปัญญาต้องสมดุลกัน

——————————

เวลาใครจะให้อะไรใครสักคน เขามีวิธีคิดอย่างไร?

บางคนมีวิธีคิดแบบ-เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คือตั้งต้นด้วยการคิดว่า ฉันอยากให้อะไร

ผู้รับอยากได้อะไร หรือควรได้อะไร ไม่สำคัญ 

สำคัญอยู่ที่ฉันอยากให้อะไร

นี่คือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คือเอาความอยากให้ของตัวเองนำหน้า

ต่อจากนั้นก็เกณฑ์ให้ผู้รับต้องพอใจสิ่งที่จะให้ด้วย 

ถ้าผู้รับแสดงอะไรออกมา หรือทำท่า หรือมีวี่แววว่าอาจจะไม่ชอบหรือไม่พอใจกับสิ่งที่ให้ หรือแม้แต่ไม่แสดงอาการยืนดีปรีดาหรือตื่นเต้นไปกับสิ่งที่ให้เท่าที่ควร ผู้ให้ประเภทนี้ก็จะไม่พอใจ หรือบางทีก็จะโกรธเอาด้วย

อาการโกรธ ถ้าถอดเป็นคำพูด ก็มักจะขึ้นต้นว่า-ไม่เห็นความหวังดีของเราบ้างเลย ไอ้เรารึสู้อุตส่าห์ … จากนั้นก็จะเป็นการบรรยายถึงความยากลำบากของตัวเองที่ต้องไปทำหรือไปแสวงหาสิ่งนั้นกว่าจะได้มา และจบลงด้วย-ความบกพร่องของผู้รับ

……………….

ส่วนบางคนมีวิธีคิดแบบ-เอาผู้รับเป็นศูนย์กลาง คือขึ้นต้นก็จะคิดก่อนว่า ผู้รับอยากได้อะไร หรือควรได้อะไร

ตัวเองอยากให้อะไรไม่สำคัญ 

สำคัญอยู่ที่ผู้รับอยากได้อะไร หรือควรได้อะไร

การจะรู้ว่าผู้รับอยากได้อะไร หรือควรได้อะไร ก็ต้องมีวิธีการในการศึกษาสืบทราบ 

นี่คือที่ทางพระท่านเรียกว่าใช้ปัญญา

มีศรัทธาที่จะให้ นั่นดีแล้ว

แต่ต้องใช้ปัญญาเข้าประกอบด้วย คือไม่ใช่สักแต่ให้ หรือสักแต่อยากให้อย่างเดียว แต่ต้องรู้ด้วยว่าควรให้อะไรหรือให้อย่างไร

จุดนี้ถ้าชี้ไปที่ถวายของให้พระ ก็จะเห็นชัด

เช่นถ้าจะถวายอะไรแก่พระสงฆ์ ก็ต้องมีความรู้พอสมควรว่าพระท่านฉัน ท่านใช้ ท่านรับ ท่านมีสิ่งนั้นได้หรือไม่ และควรรู้ตลอดไปจนถึงวิธีที่ถูกต้องในการถวาย

เช่นมีศรัทธาจะถวายเงิน ต้องรู้ว่า เงินนั้นถวายพระก็ได้ แต่ต้องถวายให้ถูกวิธี ครั้นแล้วก็ศึกษาให้รู้ว่าถวายเงินให้ถูกวิธีต้องทำอย่างไร-อย่างน้อยก็ไม่ใช้วิธีเอาเงินใส่บาตรไปดื้อๆ ตอนที่พระออกบิณฑบาต อย่างที่กำลังนิยมทำผิดๆ กันอยู่ในเวลานี้

ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง-ที่พูดกันว่า “ตักบาตรอย่าถามพระ”

สำนวน “ตักบาตรอย่าถามพระ” ท่านหมายถึงคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้จริง ถามก่อนเพื่อที่ว่าถ้าเขาไม่รับก็จะไม่ให้ ส่วนคนที่ตั้งใจให้แน่ๆ ถามก่อนเพื่อที่จะได้จัดหาให้ตรงกับความต้องการ 

เจตนาต่างกัน

การศึกษาสืบทราบว่าผู้รับอยากได้อะไรหรือควรได้อะไรนั้น บางทีก็ใช้วิธีง่ายๆ คือถามผู้รับตรงๆ-เจตนาเพื่อผู้ให้จะได้จัดหาให้ตรงกับความประสงค์ของผู้รับ

วิธีถามตรงๆ นี้ ผู้ให้ที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางก็อาจถามเหมือนกัน แต่เจตนาต่างกัน คือมักเป็นการถามเพื่อ “แจ้งให้ทราบ” ว่าผู้รับมีหน้าที่ต้องพอใจยินดีกับสิ่งที่ตนจะให้ จึงขอให้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ห้ามปฏิเสธ และห้ามไม่ชอบ

ผู้ให้ประเภท-เอาผู้รับเป็นศูนย์กลาง-นั้น ถ้าให้แล้ว เกิดเห็นวี่แววว่าอาจจะไม่ถูกใจผู้รับ ก็จะไม่โทษผู้รับ แต่จะโทษตัวเองว่าศึกษาสืบทราบข้อมูลมาไม่ดีพอ

……………….

ขอให้ลองพิจารณากันดูว่า เราเป็นผู้ให้แบบไหน

แบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง 

หรือแบบเอาผู้รับเป็นศูนย์กลาง 

แล้วก็จะรู้ได้ว่าที่ท่านสอนกันว่า ศรัทธากับปัญญาต้องสมดุลกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ 

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔

๑๖:๑๔

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น