บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

เสรีภาพทางความคิดเห็น

เสรีภาพทางความคิดเห็น

————————–

เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ – วันกองทัพเรือ (วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จไปทรงเปิดโรงเรียนนายเรือซึ่งในเวลานั้นมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังเดิม กรุงธนบุรี) – ผมโพสต์เรื่อง “จะเอาสุขภาพดีไปทำอะไร” เล่าถึงชีวิตประจำวันของผม สาระสำคัญตอนหนึ่งพูดถึงว่า ผมไม่ต้องกังวล ไม่ต้องดิ้นรนเรื่องการทำมาหากิน เพราะได้รับพระราชทานบำนาญเลี้ยงชีพทุกเดือน

…………………………………..

จะเอาสุขภาพดีไปทำอะไร

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/4560815027345532

…………………………………..

มีญาติมิตรแสดงความคิดเห็น ซึ่งผมเห็นว่าควรจะได้แสดงความคิดเห็นต่อยอดออกไปอีก เพื่อให้เกิดแนวคิดที่จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น

บนพื้นฐาน-ชวนกันคิดนะครับ ไม่ใช่ชวนทะเลาะกัน

ญาติมิตรท่านหนึ่งท่านว่าดังนี้

…………………………………

นอกจากการดิ้นรนส่วนตน รัฐต้องมีระบบช่วยประชาชนให้อยู่ดีกินดีมีสวัสดิการถ้วนหน้าจึงจะมีเวลาคิดเรื่องบุญกุศลอย่างไปพ้นจากการดิ้นรนทำมาหากินที่มีแต่หนี้สินท่วมท้นทุกวัน

…………………………………

ญาติมิตรอีกท่านหนึ่งท่านว่าดังนี้

…………………………………

ท่านโชคดี มีบำนาญ ไม่ต้องดิ้นรน พวกราษฎรตาดำๆ ต้องดิ้นรนกัน อย่าเอามาเปรียบเลย

…………………………………

ผมเป็นลูกชาวนา-เช่นเดียวกับชาวไทยสวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอสมควรในสังคมไทยเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา 

เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ซึ่งก็เป็นระดับการศึกษาเท่าๆ กับชาวไทยสวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอสมควรในสังคมไทย-เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน

ว่าถึงสถานะทางครอบครัวก็อยู่ในระดับ “ชาวนาจน” สภาพครอบครัวใกล้ๆ กับที่คำฝรั่งเรียกว่า broken home พี่น้อง ๕ คนกระจัดกระจายกันไป พ่อแม่ก็เกือบจะอยู่ในสภาพที่คำบาลีเรียกว่า ปรกุฑฺฑํ นิสฺสาย (ปะ-ระ-กุด-ดัง นิด-สา-ยะ) ซึ่งแปลว่า “อาศัยฝาเรือนคนอื่น

ถ้าเทียบระดับกับคนไทยทั่วไปในเวลานั้น ก็เรียกได้ว่า ฐานะของผมค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐาน

นี่คือทุนพื้นฐานที่ผมมีอยู่ในชีวิต ซึ่งก็เป็นทุนแบบเดียวกับที่คนไทยอื่นๆ ในสังคมของผมมีอยู่เวลานั้น

เพื่อนเรียนชั้นเดียวกันทั้งชายทั้งหญิงประมาณ ๒๕-๓๐ คน ถ้าเอาการออกจากโรงเรียนเมื่อจบชั้นประถมปีที่ ๔ เป็นจุดออกสตาร์ท เราก็เริ่มต้นชีวิตพร้อมๆ กัน ด้วยทุนที่มีอยู่เท่าๆ กัน

พูดภาษานักพนันก็ว่า ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกว่ากันสักเท่าไร

ถามว่า ตลอดระยะเวลาดังกล่าวมานี้ หน่วยบริหารบ้านเมืองที่เรียกว่า “รัฐ” ได้ยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มช่วยพวกเราสร้างอนาคตบ้างหรือไม่-ไม่ว่าจะโดยสาธารณะเสมอหน้ากัน หรือโดยพิเศษเฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง มีไหม?

ตอบว่า โนครับ 

“โน” แปลว่าไม่มี อังกฤษกับบาลีใช้คำเดียวกัน

ทุกคน-รวมทั้งผมด้วย-ปากกัดตีนถีบเอาเองทั้งสิ้น

มาถึงวันนี้ เพื่อนที่จบชั้น ป.๔ มาด้วยกันส่วนมากก็ยังคงทำนา

ถ้าเช่นนั้น แล้วผมกระเด็นมาอยู่ในฐานะ “ได้รับพระราชทานบำนาญเลี้ยงชีพทุกเดือน” ได้อย่างไร-ในเมื่อตั้งแต่ออกสตาร์ทมา รัฐก็ไม่เคยโอบอุ้มอะไรผม-เช่นเดียวกับที่ไม่เคยโอบอุ้มอะไรใครเหมือนกันทุกคน

หรือถ้าจะพูดว่ารัฐก็ให้อะไรเราเหมือนกัน 

รัฐก็ให้เหมือนกันเท่ากันทุกคน

หากการที่-เพื่อนที่จบชั้น ป.๔ มาด้วยกันกับผม ตอดจนคนไทยอื่นๆ อีกนับล้านๆ ไม่ได้อยู่ในฐานะ “ได้รับพระราชทานบำนาญเลี้ยงชีพทุกเดือน” เป็นเพราะความบกพร่องในระบบการบริหารของรัฐโดยส่วนเดียวแล้วไซร้ ผมเองก็จะต้องไปอยู่ในฐานะแบบเดียวกันนั่นด้วย ใช่หรือไม่

นั่นก็แปลว่า “ความบกพร่องในระบบการบริหารของรัฐ” แทบจะไม่มีผลอะไรเลยต่อการที่ประชาชนคนหนึ่งจะได้เป็นอะไรหรือจะไม่ได้เป็นอะไร ใช่หรือไม่

และนั่นก็แปลว่า “ตัวของตัวเอง” ของแต่ละคนนั่นต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ใช่หรือไม่

………………..

บอกแล้วตั้งแต่ต้นว่า นี่เป็นการชวนกันคิด ไม่ใช่ชวนทะเลาะกัน เพราะฉะนั้น ผมจึงขอบอกไว้เสียเลยว่า การที่ประชาชนแต่ละคนจะได้เป็นอะไรหรือจะไม่ได้เป็นอะไรนั้น รัฐจะต้องรับผิดชอบด้วยอย่างแน่นอน รัฐจะปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยเหตุผลใดๆ ก็ฟังไม่ขึ้นทั้งสิ้น 

เพราะฉะนั้น เราทุกคนย่อมมีสิทธิ์ที่จะตำหนิติเตียนรัฐ หรือจะติเตียนรัฐบาลด้วยก็ได้-อย่างเต็มที่

พร้อมกันนั้น ใครมีสติปัญญาดี หวังดีต่อบ้านเมือง ปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ก็ช่วยกันเสนอแนะออกมาว่า รัฐหรือรัฐบาลจะต้องทำอย่างไร ต้องแก้ปัญหาอย่างไร สภาพที่ไม่พึงปรารถนาจึงจะหมดไป และสภาพที่พึงปรารถนาจึงจะเกิดมีขึ้น

และควรเป็นข้อเสนอแนะที่ทำได้จริง ปฏิบัติจริงได้

…………………………………

ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสวัสดิการถ้วนหน้า – รัฐต้องทำอย่างนี้ๆ

ราษฎรตาดำๆ ไม่ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบไปตามลำพัง – รัฐต้องทำอย่างนี้ๆ

…………………………………

และถ้ารัฐไม่ทำ หรือทำไม่ได้ จะด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ก็ต้องเสนอแนะหนทางแก้ไขต่อไปอีกว่า ใครจะต้องทำอะไรและทำอย่างไร รัฐที่ดื้อด้านไม่ทำสิ่งที่ควรทำนั้นจึงจะลงมือทำได้จริงๆ 

…………………………………

อย่าให้เจอทางตันเหมือนผม

ผมเสนอแนะผู้บริหารการพระศาสนาให้ทำอย่างนั้นๆ ทำอย่างนี้ๆ

เสนออะไร ท่านไม่ทำสักอย่าง

ก็เลยเจอทางตัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีท่านจึงจะลงมือทำอย่างที่เราเสนอ

…………………………………

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ แต่ละคนจะต้องทำอะไรกับตัวเองด้วย อย่างที่เราพูดกันว่า-ต้องช่วยตัวเองด้วย

อย่าหวังพึ่งการบริหารจัดการของรัฐท่าเดียว

สภาพไม่พึงปรารถนาที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ถ้าตำหนิรัฐเท่าใด ก็ควรตำหนิตัวเองเท่านั้นด้วย

อนึ่ง พึงระลึกถึงพระพุทธพจน์บทนี้ไปพร้อมกัน:

…………………………………

กมฺมํ  สตฺเต  วิภชติ  ยทิทํ  หีนปฺปณีตตาย.

กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ทรามและประณีต

ที่มา: จูฬกัมมวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๕๙๖

…………………………………

ใครจะอ้างว่า “กรรม” คือการกระทำในพระพุทธพจน์บทนี้หมายถึง การกระทำของรัฐ หรือของรัฐบาล หรือของคนอื่นเท่านั้น

การกระทำของกู ไม่เกี่ยว

ก็อ้างไป อ้างได้

เป็นเสรีภาพทางความคิดเห็น

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

๑๙:๑๑

…………………………………

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *