อยู่ปริวาส (บาลีวันละคำ 4,789)

อยู่ปริวาส
ถ้าไม่ได้ปกปิด ก็ไม่ต้องอยู
ประกอบด้วยคำว่า อยู่ + ปริวาส
(๑) “อยู่”
เป็นคำไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“อยู่ : (คำกริยา) พัก, อาศัย, เช่น เขาอยู่บ้านหลังนี้; ยังมีชีวิต เช่น เขายังอยู่; คงที่ เช่น เงินที่ให้มายังอยู่ครบ, ไม่ไปจากที่ เช่น วันนี้เขาอยู่บ้าน; ใช้ประกอบหลังกริยา แสดงว่ากำลังเป็นอยู่ในขณะนั้น เช่น นอนอยู่ ตั้งอยู่.”
(๒) “ปริวาส”
บาลีอ่านว่า ปะ-ริ-วา-สะ รากศัพท์มาจาก ปริ + วาส
(ก) “ปริ” อ่านว่า ปะ-ริ เป็นคำอุปสรรค (คำสำหรับใช้เติมข้างหน้าคำนามหรือคำกริยาที่เป็นรูปคำบาลีหรือสันสกฤตให้มีความหมายแผกเพี้ยนไปจากเดิม หรือมีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิมเป็นต้น และถือเป็นคำเดียวกับคำนามหรือคำกริยานั้น เพราะตามปรกติจะไม่ใช้ตามลำพัง) มีความหมายว่า รอบ, เวียนรอบ; ทั่วไป, เต็มไปหมด, รวมหมด (around, round about; all round, completely, altogether)
(ข) “วาส” อ่านว่า วา-สะ รากศัพท์มาจาก วสฺ (ธาตุ = อยู่) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ ว-(สฺ) เป็น อา (วสฺ > วาส)
: วสฺ + ณ = วสณ > วส > วาส (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “การอยู่” “ที่เป็นที่อยู่”
“วาส” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –
(1) มีชีวิตอยู่, การพักแรม, ชีวิต (living, sojourn, life)
(2) บ้าน, เรือน, ที่อยู่ (home, house, habitation)
(3) สถานะ, สภาวะ (state, condition)
(4) (คุณศัพท์) พักอยู่, ดำรงอยู่, อาศัยอยู่, ใช้เวลา (staying, living, abiding, spending time)
ปริ + วาส = ปริวาส แปลตามศัพท์ว่า “การอยู่รอบ” หมายถึง –
(1) การพักแรม, การอยู่ชั่วคราว (sojourn; stay)
(2) เวลาที่อยู่ปริวาส, การพิสูจน์ตนเอง (period under probation, living under probation)
(3) ระยะ, เวลา, การพักอยู่, ช่วงเวลา, ระยะเวลา (period, time, interval, duration)
“ปริวาส” ในทางวินัยสงฆ์ เป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสจะต้องประพฤติเพื่อให้พ้นผิด เรียกว่า “อยู่ปริวาส” คำเก่าเรียก “อยู่กรรม” (ทำในกรณีที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ โดยต้องอยู่ปริวาสตามจำนวนวันที่ปกปิด)
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “ปริวาส” ไว้ดังนี้ –
…………..
ปริวาส : “อยู่รอบ”, อยู่ครบ, อยู่จบ, อยู่ปรับตัวให้พร้อม, อยู่พอจนได้ที่, บ่มตัว, อบ, หมกอยู่
1. ในพระวินัย แปลกันมาว่า “อยู่กรรม” หรืออยู่ชดใช้, เป็นชื่อวุฏฐานวิธี (ระเบียบปฏิบัติสำหรับการออกจากครุกาบัติ) อย่างหนึ่ง ซึ่งภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ จะต้องประพฤติ เป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าจำนวนวันที่ปิดอาบัติ ก่อนที่จะประพฤติมานัตอันเป็นขั้นตอนปกติของการออกจากอาบัติต่อไป, ระหว่างอยู่ปริวาส ต้องประพฤติวัตรต่างๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะของตน และประจานตัว เป็นต้น; ปริวาส มี ๓ อย่าง คือ ปฏิจฉันนปริวาส สโมธานปริวาส และ สุทธันตปริวาส; มีปริวาสอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักบวชนอกศาสนา จะต้องประพฤติ เป็นการปรับตัวให้พร้อมก่อนที่จะบวชในพระธรรมวินัย เรียกว่า ติตถิยปริวาส ซึ่งท่านจัดเป็น อปฏิจฉันนปริวาส (เมื่อเทียบกับติตถิยปริวาสนี้ บางทีเรียกปริวาสของภิกษุเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสสข้างต้นนั้นว่า “อาปัตติปริวาส”);
2. ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาลงมา ท่านนำคำว่า “ปริวาส” ตามความหมายสามัญข้างต้นมาใช้อธิบายธรรม เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ตั้งแต่เรื่องพื้น ๆ ไปจนถึงหลักธรรมที่ลึกซึ้ง ฯลฯ
ขยายความ :
ขั้นตอนที่เป็นหลักในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส มี 2 ขั้นตอน คือ มานัต และ อัพภาน
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “มานัต” และ “อัพภาน” ไว้ดังนี้
…………..
(1) มานัต : ชื่อวุฏฐานวิธี คือระเบียบปฏิบัติในการออกจากครุกาบัติ แปลว่า “นับ” หมายถึงการนับราตรี ๖ ราตรี คือ ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว เมื่อจะปลดเปลื้องตนจากอาบัติตามธรรมเนียมแห่งอาบัติสังฆาทิเสส จะต้องไปหาสงฆ์จตุรวรรค ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบภิกษุแก่กว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวคำขอมานัตตามอาบัติที่ต้อง ภิกษุรูปหนึ่งสวดประกาศให้มานัตแล้ว ภิกษุรูปนั้นประพฤติมานัต ๖ ราตรี เป็นวุฏฐานวิธีเบื้องต้น แห่งการออกจากครุกาบัติ แล้วสงฆ์จึงสวดระงับอาบัตินั้น (แต่ถ้าปกปิดอาบัติไว้ ต้องอยู่ปริวาสก่อนจึงประพฤติมานัตได้)
(2) อัพภาน : “การเรียกเข้า” การรับกลับเข้าหมู่, เป็นขั้นตอนสุดท้ายแห่งวุฏฐานวิธี คือระเบียบปฏิบัติในการออกจากครุกาบัติขั้นสังฆาทิเสส ได้แก่การที่สงฆ์สวดระงับอาบัติ รับภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส และได้ทำโทษตนเองตามวิธีที่กำหนดเสร็จแล้ว ให้กลับคืนเป็นผู้บริสุทธ์ วิธีปฏิบัติ คือ ถ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วไม่ได้ปิดไว้ พึงประพฤติมานัตสิ้น ๖ ราตรีแล้วขออัพภานกะสงฆ์วีสติวรรค สงฆ์สวดอัพภานแล้วชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จากอาบัติ, แต่ถ้าภิกษุต้องปกปิดอาบัติไว้ล่วงวันเท่าใด ต้องประพฤติวัตรเรียกว่า อยู่ปริวาส ชดใช้ครบจำนวนวันเท่านั้นก่อน จึงประพฤติมานัตเพิ่มอีก ๖ ราตรี แล้วจึงขออัพภานกะสงฆ์วีสติวรรค เมื่อ
สงฆ์อัพภานแล้ว อาบัติสังฆาทิเสสที่ต้องชื่อว่าเป็นอันระงับ
…………..
หมายเหตุ : “อยู่ปริวาส” จะกระทำก็ต่อเมื่อภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้เท่านั้น ถ้ารู้ตัวว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วแจ้งให้ภิกษุอื่นทราบทันที ไม่ได้ปกปิด การเข้าสู่ขั้นตอนออกจากอาบัติสังฆาทิเสสก็เริ่มต้นด้วยประพฤติ “มานัต” ได้เลย ไม่ต้องอยู่ปริวาส
ยังมีหลายท่านเข้าใจว่า ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสจะออกจากอาบัติต้องอยู่ปริวาสทุกรูป และเข้าใจไปว่า ขั้นตอนการออกจากอาบัติสังฆาทิเสสมีอย่างเดียวคืออยู่ปริวาส พออยู่ปริวาสเสร็จก็พ้นจากอาบัติสังฆาทิเสส โดยไม่เอ่ยถึงการประพฤติมานัตและขออัพภานเลย
โปรดเข้าใจเสียใหม่ว่า ขั้นตอนที่เป็นหลักในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส มี 2 ขั้นตอน คือ มานัต และ อัพภาน ส่วนอยู่ปริวาสนั้น จะกระทำในกรณีที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้เท่านั้น ถ้าไม่ได้ปกปิดก็ไม่ต้องอยู่ปริวาส
ศึกษาวิธีออกจากอาบัติสังฆาทิเสสได้จาก หนังสือ วินัยมุข เล่ม 3 กัณฑ์ที่ 30 วิธีระงับอาปัตตาธิกรณ์ หัวข้อวิธีระงับครุกาบัติ หน้า 158-179
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ศึกษาหลักธรรมวินัย
: อย่าเข้าใจเอาเอง
#บาลีวันละคำ (4,789)
23-7-68
…………………………….
…………………………….
