เคยอิ่มทิพย์กันบ้างหรือยัง

เคยอิ่มทิพย์กันบ้างหรือยัง?
————————–
เมื่อคืนวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ ผมฝันว่าไปทำธุระในที่แห่งหนึ่ง
ที่แห่งหนึ่งในฝันนั้นเป็นพื้นที่อันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพเรือ แต่ไม่ใช่ที่ตั้งเก่าในพระราชวังเดิม และไม่ใช่ที่ตั้งใหม่ที่วังนันทอุทยาน แต่เป็นที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นที่ลึกลับซับซ้อน มีหน่วยงานต่างๆ ตั้งรวมกันอยู่เยอะแยะไปหมด ใครไม่เคยไป รับรองว่าเข้าไม่ถูก เข้าถูกก็หาหน่วยงานที่ต้องการติดต่อไม่เจอ
ผมฝันว่า พอติดต่อธุระเสร็จผมก็ออกมาจากกองบัญชาการกองทัพเรือที่สลับซับซ้อนนั้น กำลังจะออกประตูพ้นเขต ก็พอดีมีรถแท็กซี่คันหนึ่งพาผู้โดยสารจะเข้าไปติดต่องานในกองทัพเรือนั้น
ในฝันนั้นผมได้ยินว่าเขาจะไปติดต่อที่กองการศึกษา
“กองการศึกษา” ตามที่ผมรู้ เป็นหน่วยงานระดับกอง ขึ้นกับกรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองที่ผมรับราชการอยู่ คือ “กองอนุศาสนาจารย์” ก็อยู่ในสังกัดกรมยุทธศึกษาทหารเรือเหมือนกัน
แต่กรมยุทธศึกษาทหารเรือมีที่ตั้งอยู่ที่ศาลายา ย่านเดียวกับมหาวิทยาลัยมหิดลที่คนส่วนมากรู้จักกันดี กองการศึกษา (ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “กองบริการการศึกษา”) และกองอนุศาสนาจารย์ก็มีที่ตั้งอยู่ในกรมยุทธศึกษาทหารเรือที่ศาลายา
แต่ “กองการศึกษา” ในฝันของผมมีที่ตั้งอยู่ในกองบัญชาการกองทัพเรือในฝันซึ่งมีอาคารของหน่วยงานต่างๆ ตั้งอยู่สลับซับซ้อนดังที่ผมเห็นในฝันนั้น
พอดีว่าตรงนั้นมีนายทหารหญิงคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ที่กองการศึกษาในฝัน กำลังทำธุระอะไรง่วนอยู่ตรงนั้น คนขับแท็กซี่เห็นคนแต่งเครื่องแบบทหารเรืออยู่ตรงนั้นจึงถามทางที่จะเข้าไปยังกองการศึกษา
เรียกว่าถามตรงตัวเข้าโดยบังเอิญ
แต่นายทหารหญิงคนนั้นตอบสั้นๆ ว่า “เข้าไป เลี้ยวขวา แล้วตรงไป แล้วขึ้นไปชั้น ๓” พร้อมกับชี้มือเข้าไปข้างใน แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก คงง่วนอยู่กับธุระส่วนตัวของเธอต่อไป
คนขับแท็กซี่มีอาการมึนงง
คนที่นั่งมาในรถมีอาการวิตกกังวล
ผมเห็นเช่นนั้นก็มีอาการอย่างที่เรียกว่าทนนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ผมก็เลยเดินไปที่รถแท็กซี่แล้วบอกว่า “ตามผมมา เดี๋ยวผมจะพาไป”
ในแท็กซี่มีผู้โดยสารนั่งอยู่เต็มรถ วิธีเดียวที่ผมจะพาไปได้ก็คือเดินนำไป แค่ชี้ทางแล้วบอกเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา รับรองว่าไม่มีใครไปถูก
ในฝันนั้นถ้าถ่ายเป็นภาพยนตร์ก็จะเห็นเป็นภาพชายชราคนหนึ่งเดินนำหน้ารถแท็กซี่ที่ขับตามไปช้าๆ ความเร็วของรถสัมพันธ์กับความเร็วของขามนุษย์ที่ก้าวเดินเร็วที่สุดเท่าที่ความชราจะยอมให้เร็วได้ ถ้าเป็นฉากในภาพยนตร์ก็น่าจะโคลสภาพล้อรถที่กำลังหมุนสลับกับภาพขาคนที่กำลังก้าวเดิน …
ผมเดินนำเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา – เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ฯลฯ ไปหลายเลี้ยว จนกระทั่งไปถึงอาคารหลังหนึ่ง ผมบอกให้ผู้โดยสารลงจากรถ แล้วผมก็เดินนำขึ้นไปบนอาคารนั้น ขึ้นไปถึงชั้น ๓ ก็ถึงกองการศึกษา
ถึงกองการศึกษาแล้วจึงได้ความว่า คณะผู้โดยสารเป็นคนต่างจังหวัด พาลูกชายซึ่งสอบเข้าเป็นนักเรียนทหารเรือได้มารายงานตัว วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่รับรายงานตัว และอีกไม่กี่นาทีก็จะหมดเวลาตามที่กำหนดไว้
ทุกฝ่ายมีความสุขสมหวังกันดีแล้ว หมดหน้าที่แล้วผมก็เดินเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา – เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ฯลฯ ไปหลายเลี้ยว กลับมาออกประตู
——————–
ถ้าเป็นหนัง series ที่ประตูนั้นผมก็จะต้องเจอใครอีกคนหนึ่งหรืออีกคณะหนึ่งที่มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปติดต่อธุระข้างใน แล้วผมก็จะทำหน้าที่พาเข้าไป และไปรับรู้เรื่องราวเหตุการณ์ใหม่ๆ เป็นชุดๆ ไปอีกหลายต่อหลายตอน
แต่เมื่อเป็นความฝัน ผมก็ตื่นจากฝันแค่นั้น ตื่นแล้วก็นึกแปลกใจที่ฝันแบบนั้น แต่เหตุการณ์ก็คล้ายกับเรื่องจริงที่ผมเจอมากับตัวเองจริงๆ
เปิดดูในเว็บไซต์ ก็พอดีกับช่วงเวลานี้ (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) เป็นเวลารับสมัครนักเรียนจ่าทหารเรือ
กรมยุทธศึกษาทหารเรือมีภารกิจเกี่ยวกับการรับสมัครบุคคลพลเรือนเข้าเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือ
ผู้ที่สอบเข้าเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือได้จะต้องไปรายงานตัวที่กรมยุทธศึกษาทหารเรือแล้วถูกส่งไปเข้ารับการฝึกศึกษาที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือที่สัตหีบ
โรงเรียนชุมพลทหารเรือซึ่งเป็นหน่วยในสังกัดกรมยุทธศึกษาทหารเรือจะดำเนินการฝึกศึกษาให้แก่นักเรียนจ่าใหม่ (บางส่วนเมื่อกรมยุทธศึกษาทหารเรือฝึกภาคสาธารณะให้แล้วก็แยกไปฝึกศึกษาที่หน่วยอื่นในกองทัพเรือตามพรรคเหล่า) จนบุคคลเหล่านั้นสำเร็จการศึกษา ก็จะแต่งตั้งยศเป็นจ่าตรีและบรรจุเข้ารับราชการในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือต่อไป
ภารกิจทั้งหมดที่กล่าวมานี้อยู่ในบังคับบัญชาของเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ
เมื่อผมเข้ารับราชการในกองทัพเรือนั้น หน่วยที่เป็นเจ้าของสายวิทยาการหรือหน่วยต้นสังกัดของผมก็คือกรมยุทธศึกษาทหารเรือ เพราะฉะนั้น ผมก็จึงมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการรับสมัครนักเรียนจ่าอยู่บ่อยๆ
ตอนผมเข้ารับราชการ กรมยุทธศึกษาทหารเรือมีที่ตั้งอยู่ในพระราชวังเดิมข้างวัดอรุณราชวราราม ตอนผมเกษียณอายุราชการ กรมยุทธศึกษาทหารเรือย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ศาลายา อำเภอพุทธมณฑล
——————–
เหตุการณ์เกิดขึ้นในปีหนึ่ง ตอนนั้นกรมยุทธศึกษาทหารเรือย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ศาลายาแล้ว เป็นเวลาที่ประกาศผลสอบนักเรียนจ่าทหารเรือเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในช่วงเวลารายงานตัวผู้ที่สอบผ่านภาควิชาการ
วันหนึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ผมปฏิบัติราชการประจำวันเสร็จแล้วก็จะกลับบ้าน ลงมาจากที่ทำงานซึ่งอยู่ชั้น ๓ ของอาคารกองบังคับการ จึงได้รู้ว่าเป็นเวลาเย็นผิดปกติ ข้าราชการในกองและแผนกต่างๆ กลับบ้านกันหมดแล้ว
ลงมาชั้นล่างก็ได้เห็นว่านายทหารเวรประจำวันกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่น่าลำบากใจ นั่นคือ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งแสดงตัวว่าเป็นผู้สอบผ่านภาควิชาการเข้าเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือได้ และวันนั้นเป็นวันรับรายงานตัวเป็นวันสุดท้าย แต่ขณะนั้นหมดเวลาราชการแล้ว นั่นหมายถึงหมดเวลาที่จะรับรายงานตัวไปนานแล้ว
เด็กหนุ่มอ้างว่าเขามาจากต่างจังหวัด (ดูเหมือนจะเป็นโคราช) เขานั่งแท็กซี่มา แต่แท็กซี่พาไปผิดที่ไปไกล กว่าจะสอบถามเส้นทางมาถึงก็จึงหมดเวลา ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ในกรมสักคน เวลานั้นแท็กซี่คันที่นั่งมาก็ยังจอดรออยู่
เขาขอร้องให้นายทหารเวรรับการรายงานตัว แต่นายทหารเวรปฏิเสธเพราะนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของนายทหารเวร
ผู้ที่จะตัดสินเรื่องนี้ได้มีคนเดียวคือเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ซึ่ง ณ เวลานั้นท่านได้กลับบ้านไปนานแล้ว
ความจริงนายทหารเวรสามารถติดต่อไปที่เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือเพื่อขอทราบการตัดสินใจได้ แต่นายทหารเวรเกิดอาการไม่กล้า ทั้งนี้ก็เป็นไปตามวิสัยนายทหารชั้นผู้น้อยที่มักเกรงกลัวนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นก็ไม่อยากติดต่ออะไรด้วย
พอผมลงมาถึงที่เกิดเหตุ นายทหารเวรก็เห็นทางออกที่ดี นั่นคือขอร้องให้ผมนำเรียนเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือทางโทรศัพท์
ทีแรกผมก็ไม่คิดจะทำ เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่อะไรของผมเลย แต่นายทหารเวรอ้างว่า ณ เวลานี้ผมเป็นนายทหารผู้อาวุโสที่สุดเพียงคนเดียวที่อยู่ในที่นั้น ตามหลักการบังคับบัญชาของทหารจึงเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องตัดสินใจดำเนินการ
แต่ที่เป็นเหตุผลเหนืออื่นใดก็คือ เด็กหนุ่มจาก (ดูเหมือน) โคราชคนนั้นที่มีสีหน้าใกล้จะร้องไห้เต็มกลั้นอยู่แล้ว
ผมบอกให้นายทหารเวรต่อโทรศัพท์ถึงท่านเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เมื่อท่านรับสายผมก็รายงานเหตุการณ์ให้ท่านทราบอย่างละเอียด และสุดท้ายผมก็เสนอแนะท่านไปว่า เพื่อเห็นแก่อนาคตของเด็ก เห็นควรได้รับความกรุณาอนุโลมให้รับรายงานตัวได้แม้ขณะนั้นจะหมดเวลาแล้วก็ตาม
ท่านเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือได้กรุณาอธิบายหลักเกณฑ์ วิธีการ และระเบียบต่างๆ ของทางราชการทหารให้ผมฟังเป็นอันมาก ราวกับผมเพิ่งเข้ารับราชการใหม่และยังไม่รู้ระเบียบใดๆ เลย
ลงท้ายท่านก็สรุปว่า “ถ้าผมอนุโลมให้รายนี้ได้ ผมก็ต้องอนุโลมให้รายอื่นๆ อีก แล้วจะมีระเบียบไว้ทำ…อะไร”
…………….
ผมกัดฟันบอกเด็กหนุ่มคนนั้นว่า “เส้นทางข้างหน้ายังมีให้เลือกอีกหลายสาย ไม่ได้เป็นนักเรียนจ่าทหารเรือก็คงไม่อดตาย ขอโทษแทนกองทัพเรือด้วยนะ”
——————–
ผมนึกถึงประธานาธิบดีคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่ในวัยเด็กไปรักลูกสาวเจ้าของฟาร์มแห่งหนึ่งแล้วถูกพ่อของสาวเจ้าพูดใส่หน้าว่า
“ลูกเขยฉันต้องเป็นคนระดับประธานาธิบดี ไม่ใช่เด็กกิ๊กก๊อกรับจ้างทำงานในฟาร์มอย่างนี้”
เจมส์ เอ. การ์ฟีลด์ – เด็กหนุ่มคนนั้นจากไป แล้วไปเป็น เจมส์ เอ. การ์ฟีลด์ (James Abram Garfield) ประธานาธิบดีคนที่ ๒๐ ของสหรัฐอเมริกา
——————–
ผมจินตนาการต่อไปว่า เด็กหนุ่มที่ (ดูเหมือน) มาจากโคราชคนนั้นจากกรมยุทธศึกษาทหารเรือไปในเย็นวันนั้นด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น
แล้วไปเรียนต่อจนจบปริญญา
แล้วหันเหชีวิตเข้าสู่วงการเมือง เป็นสมาชิก อบจ.
เป็นประธาน อบจ.
แล้วไปเป็น ส.ส.
เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง
แล้วไปเป็นรัฐมนตรีหลายสมัย หลายกระทรวง
จนสมัยหนึ่งก็ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว วันหนึ่ง รมว.กห.ก็ไปตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ
ผู้บัญชาการทหารเรือพร้อมทั้งหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงทั้งหมดของกองทัพเรือ-ซึ่งต้องรวมทั้งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ไม่ใช่คนนั้น แต่เป็นคนต่อๆๆๆๆ มา)-ก็ไปตั้งแถวรอรับ
รมว.กห. ฟังบรรยายสรุปเสร็จแล้วก็กล่าวขอบคุณ-โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอบคุณกองทัพเรือที่ปฏิเสธจ่าตรีเล็กๆ คนหนึ่ง เป็นเหตุให้ได้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลรับผิดชอบกองทัพเรือมาคนหนึ่ง
ถ้าวันนั้นกองทัพเรือรับการรายงานตัวจากเด็กหนุ่มที่ (ดูเหมือน) มาจากโคราชคนนั้น วันนี้ก็คงไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนนี้
——————–
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความฝัน ความจริง และเป็นจินตนาการผสมกัน
แต่สิ่งที่เราท่านแต่ละคนสามารถทำให้เป็นความจริงได้แน่ๆ ก็คือ ความมีน้ำใจไมตรีเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันและกัน
เราแต่ละคนมีความสามารถ มีความถนัด ที่เรียกว่ามี “ทาง” ของตัวเองอยู่แล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราย่อมสามารถใช้ “ทาง” ของตัวเองทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้เสมอ
ทุกครั้งที่มีญาติมิตรถามไถ่เรื่องภาษาบาลี ผมจะมีความสุขมากในการศึกษาสืบค้นหาคำตอบให้ ผมได้ฟื้นความรู้พร้อมๆ ไปกับได้ศึกษาเรียนรู้ไปในตัว ผมไม่เคยคิดว่าเสียเวลากับการหาคำตอบ ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะทำให้
เพราะนั่นคือ “ทาง” ของผม
ผมถามคนที่เรียนมาทางภาษาว่า เดี๋ยวนี้เขารับจ้างแปลภาษาอังกฤษกันหน้าละกี่บาท
เขาตอบว่า ๕๐๐ บาท
สำหรับผม ถ้าใครมาให้แปลภาษาบาลี ผมยินดีแปลให้เปล่าๆ เป็นการกุศล ผมไม่เคยตีราคาการทำงานของผมออกมาเป็นตัวเงิน
เพราะนั่นคือ “ทาง” ของผม
(แน่ละ แต่ละคนมีเหตุผลและความจำเป็นต่างกัน ข้อนี้ผมเข้าใจ และไม่ได้ว่าอะไรใครเลย!)
แต่ละคนมี “ทาง” ของตัวเองทั้งนั้น และแต่ละคนสามารถใช้ “ทาง” ของตัวเองบำเพ็ญประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้ตั้งความรู้สึกเสียใหม่ว่า
“เพื่อนมนุษย์ทั้งผองพี่น้องกัน”
น้ำใจที่หยิบยื่นให้แก่กัน แม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ – แค่ช่วยบอกทาง ชี้ทาง หรือนำทาง – จะช่วยหล่อเลี้ยงโลกนี้ให้รื่นรมย์น่าอยู่ขึ้นอีกเป็นอันมาก
น้ำใจนั้นกินไม่ได้ก็จริง แต่อิ่มนาน-ปานอิ่มทิพย์
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๓ มกราคม ๒๕๖๐
๑๔:
———–
เจมส์ เอ. การ์ฟีลด์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจมส์ อับรัม การ์ฟีลด์ (อังกฤษ: James Abram Garfield) (19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1831 – 19 กันยายน ค.ศ. 1881) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 20 ของสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่ง 4 มีนาคม ค.ศ. 1881 ถึง 19 กันยายน ค.ศ. 1881 ในสังกัดพรรครีพับลิกัน เสียชีวิตเมื่อปีค.ศ. 1881[2]
การลอบสังหารประธานาธิบดี เจมส์ เอ. การ์ฟีลด์
เนื้อหา [ซ่อน]
1 ประวัติ
2 การทำงาน
3 ถึงแก่อสัญกรรม
4 อ้างอิง
5 แหล่งข้อมูลอื่น
ประวัติ[แก้]
เจมส์ เอ การ์ฟิลด์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1831 ที่ตำบลออเรนจ์ รัฐโอไฮโอ บิดามารดาของเขาคือ อับรัม และอิลิซา บัลลูการ์ฟิลด์ ปี 1858 เขาสมรสกับ ลูครีเทีย รูด๊อล์ฟ
การทำงาน[แก้]
ในระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จำนวนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าฉ้อฉลรัฐบาลเกี่ยวกับเส้นทางไปรษณีย์ทางตะวันตก การฉ้อโกงนี้เป็นการฉ้อโกงที่เรียกกันว่า Star Route บุคคลดังกล่าวถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อสอบสวน แต่ก่อนที่กรณีนี้จะดำเนินต่อไปประเทศก็ต้องตื่นตระหนกกับข่าวการลอบสังหารประธานาธิบดี เช้าวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1881 การ์ฟิลพร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศ เบลน เตรียมจะออกจากวอชิงตันเพื่อไปเยือนวิทยาลัยวิลเลียมส์ ขณะที่ บุคคลทั้งสองกำลังรออยู่ที่สถานีรถไฟวอชิงตัน ดี.ซี ชาร์ล เจ. กุยเตอร์ เข้าไปใกล้ตัวการ์ฟิลจากด้านหลังและยิงเขาสองครั้ง แล้วร้องว่า “ตอนนี้ อาร์เธอร์เป็นประธานาธิบดี” กุยเตอร์ ถูกจับกุมด้วยข้อหาพยายามฆาตกรรม และถูกแขวนคอ ถึงแม้ว่าประชาชนจำนวนมากคิดว่าเขาสติฟั่นเฟือน
ถึงแก่อสัญกรรม[แก้]
การ์ฟิลด์ ถึงแก่อสัญกรรม หลังจากทรมานจากการถูกยิงเป็นเวลากว่า 2 เดือน
