สัตยาพาลี (บาลีวันละคำ 4,912)

สัตยาพาลี
ลากเข้าบาลีสันสกฤต
อ่านว่า สัด-ตะ-ยา-พา-ลี
ประกอบด้วยคำว่า สัตยา + พาลี
(๑) “สัตยา”
อ่านว่า สัด-ตะ-ยา เป็นรูปคำสันสกฤต ตรงกับบาลีว่า “สจฺจ” อ่านว่า สัด-จะ รากศัพท์มาจาก –
(1) ส (แทนศัพท์ว่า “สนฺต” = สัตบุรุษ, คนดี) + ภู (ธาตุ = มี, เป็น) + จ ปัจจัย, แปลง ภู เป็น จ
: ส + ภู > จ = สจ + จ = สจฺจ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่มีในคนดีทั้งหลาย” (สัจจะจึงต้องเป็นไปในทางดี)
(2) สรฺ (ธาตุ = เบียดเบียน) + จ ปัจจัย, ลบ รฺ ที่ (ส)-รฺ (สรฺ > ส), ซ้อน จฺ
: สรฺ > ส + จฺ + จ = สจฺจ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เบียดเบียนทุกข์” (สัจจะจึงต้องใช้เพื่อแก้ทุกข์ คือแก้ปัญหา)
“สจฺจ” เป็นคำนาม แปลว่า ความจริง (the truth), การยืนยันแน่นอน (a solemn asseveration) เป็นคุณศัพท์ แปลว่า จริง, แท้ (real, true)
“สจฺจ” ยังหมายถึง พระนิพพาน โดยนัยว่า เพราะไม่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นเหตุสิ้นราคะ หรือเพราะนับเนื่องในสัจจะสี่
บาลี “สจฺจ” สันสกฤตเป็น “สตฺย”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –
(สะกดตามต้นฉบับ)
(1) สตฺย : (คุณศัพท์) ‘สัตย์’ จริง, มีสัตย์; วิศุทธ์, สุจจริต, ศุทธมติ, หรือกล่าวความจริง; true; sincere, honest, speaking the truth.
(2) สตฺย : (คำนาม) ‘สัตย์’ ความจริง; ประติชญาหรือคำศบถ; การกล่าวความจริง; ความวิศุทธิหรือความจริงใจ true; an oath; speaking the truth; sincerely, or veracity.
“สจฺจ” ในภาษาไทย นิยมตัด จ ออกตัวหนึ่ง เขียนเป็น “สัจ” ถ้าใช้คำเดียวและอ่านว่า สัด-จะ เขียนเป็น “สัจจะ” ใช้อิงสันสกฤตเป็น “สัตย-” (มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) และ “สัตย์” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
(1) สัจ, สัจ-, สัจจะ : (คำนาม) ความจริง, ความจริงใจ, เช่น ทำงานร่วมกันต้องมีสัจจะต่อกัน. (ป. สจฺจ; ส. สตฺย).
(2) สัตย-, สัตย์ : (คำนาม) ความจริง เช่น รักษาสัตย์, คำมั่นสัญญา, เช่น เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ลูกเสือให้สัตย์ปฏิญาณ. (คำวิเศษณ์) จริง เช่น วาจาสัตย์, มักใช้เข้าคู่กับคำอื่น เช่น สัตย์ซื่อ ซื่อสัตย์ สัตย์จริง. (ส.; ป. สจฺจ).
ความหมายในภาษาไทย :
(ตามความเข้าใจของผู้เขียนบาลีวันละคำ)
(๑) สัจจะ : มีความหมายหนักไปในทาง >
(1) ความจริง (the truth) ตรงข้ามกับความเท็จ
(2) จริงใจ, อย่างมีน้ำใสใจจริง (sincere, heartfelt) ตรงข้ามกับมารยา เสแสร้ง
(๒) สัตย์ : มีความหมายหนักไปในทาง >
(1) ตรง, โดยตรง; ตรงไปตรงมา (straight, direct; straightforward, honest, upright) ตรงข้ามกับมีลับลมคมใน มีเล่ห์เหลี่ยม
(2) ความซื่อตรง, ความซื่อสัตย์ (straightness, uprightness) ตรงข้ามกับทรยศคดโกง หักหลัง
ในที่นี้ใช้อิงรูปสันสกฤตเป็น “สัตย” และเพื่อให้สัมผัสกับเสียง “พา-“” ในคำว่า “พาลี” จึงแปลงเป็น “สัตยา”
(๒) “พาลี”
อ่านว่า พา-ลี เป็นชื่อตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ จึงมีฐานะเป็นวิสามานยนาม ซึ่งไวยากรณ์บาลีเรียกว่า “อสาธารณนาม” (proper name) จะแปลว่าอะไร และมีรากศัพท์เป็นมาอย่างไร ต้องเป็นไปตามเจตนาของผู้ตั้งชื่อ
เมื่อดูตามประวัติ (ดูข้างหน้า) ผู้เขียนบาลีวันละคำมีความปรารถนาจะเข้าใจว่า คำว่า “พาลี” น่าจะหมายถึง “ผู้มีกำลัง” มาจากคำว่า พล + ณี ปัจจัย
(ก) “พล” บาลีอ่านว่า พะ-ละ รากศัพท์มาจาก พลฺ (ธาตุ = มีชีวิต, ระวัง, ครอบงำ) + อ (อะ) ปัจจัย
: พล + อ = พล (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “เหตุอันทำให้มีชีวิตอยู่ได้” “ผู้เฝ้าระวัง” “ผู้ครอบงำศัตรู”
“พล” ใช้ในความหมาย 2 อย่างคือ –
(1) ความแข็งแรง, พลัง, อำนาจ (strength, power, force)
(2) กองทัพ, กองกำลังทหาร (an army, military force)
“พล” ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายไว้ดังนี้ –
(1) กำลัง, มักใช้ประกอบคำอื่น เช่น พระทศพล อันเป็นพระนามพระพุทธเจ้า หมายความว่า ทรงมีพระญาณอันเป็นกำลัง ๑๐ ประการ มี ฐานาฐานญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและสิ่งที่มิใช่ฐานะเป็นต้น.
(2) ทหาร เช่น กองพล ตรวจพล ยกพลขึ้นบก.
(3) สามัญ, ธรรมดา ๆ, พื้น ๆ, เช่น ของพล ๆ.
(4) ยศทหารและตำรวจสัญญาบัตร รองจากจอมพล (เดิมใช้ว่า นายพล).
(ข) พล + ณี ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะต้นศัพท์ “ด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ” (พล > พาล)
: พล + ณี = พลณี > พลี > พาลี แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีกำลัง” หมายถึง ผู้แข็งแรง (strong)
สัตยา + พาลี = สัตยาพาลี” แปลโดยประสงค์ว่า “ความสัตย์ของพาลี” หรือ “พาลีผู้มีความสัตย์”
หมายเหตุ: ชื่อและความหมายของคำว่า “พาลี” และ “สัตยาพาลี” ตามที่แสดงมานี้เป็นการแปลความตามรูปศัพท์ที่ตามองเห็นเท่านั้น ไม่ได้มุ่งหมายจะให้เข้าใจว่า ชื่อ “พาลี” ในเรื่องรามเกียรติ์ และคำว่า “สัตยาพาลี” จะต้องมีความหมายตามที่ว่านี้ โดยเฉพาะคำว่า “สัตยาพาลี” จะมีความหมายอย่างไร ย่อมเป็นไปตามเจตนาของผู้คิดตั้งชื่อนี้
ขยายความ :
“สัตยาพาลี” เป็นชื่อการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง 8 ธันวาคม 2568
ผู้เขียนบาลีวันละคำมีโอกาสได้ไปดูโขนดังกล่าวนี้ ขอนำคำว่า “สัตยาพาลี” มาเสนอเป็นบาลีวันละคำ และขอนำคำว่า “พาลี” จากหนังสือ สมัญญาภิธานรามเกียรติ์ ของ นาคะประทีป มาเสนอไว้ในที่นี้ ดังนี้ –
(สะกดตามต้นฉบับ)
…………..
พาลี มิโคลงประจำภาพว่า –
พาพีพานเรศเจ้า ขีดขิน นครเฮย
เอารสองค์มอรินทร์ ฤทธิ์กล้า
ทรงชฎาลอออิน- ทรีย์สด เขียวแฮ
ใครรบสบแรงล้า กึ่งเปลี้ยเสียศูนย์.
ดูต้นเรื่องที่โคดม. พระอินทร์และพระอาทิตย์เห็นพระโคดมฤษีศาปลูกตนให้เป็นลิงป่า ทนทุกขเวทนาอยู่ริมแม่คงคา, มิความสงสารมาก ก็พากันมาหาหาลูก, สร้างเมืองขีดขินให้อยู่ ให้ลูกพระอินทร์ผู้พี่ชื่อกากาศ เป็นเจ้าเมือง, ให้ลูกพระอาทิตย์ชื่อสุครีพเป็นอุปราช.
คราวหนึ่ง เมรุเอียงด้วยอำนาจรามสูรจับอรชุนฟาด (ดูอรชน), พระอิศวรตรัสขอแรงพวกเทวดาอินทร์พรหมนักสิทธ์วิทยาธร ทั้งพญากากาศและสุครีพ ให้ช่วยกันทำให้ตรง. พวกทั้งนั้นก็เอาพญานาคทั้งสิ้นมารวมกัน ฟั่นเข้าเกลียวเป็นเชือกพันยอดพระเมรุ, ฉุดดึงเท่าไรก็ไม่ขะเยื่อน จนอ่อนกำลังลงตามกัน. สุครีพออกอุบาย ให้พวกเหล่านั้นคร่านาคให้ตึงที่สุด, แล้วตนเอานิ้วมือจี้ลงที่สะดือนาค. พวกนาคสะดุ้งฮวบ ม้วนขนดเข้าพร้อมกันทันที, พระเมรุก็ไหวขะเยื่อน. พญากากาศรี่เข้าเอาบ่ายันดันจนพระเมรุตั้งตรงตามเดิม พระอิศวรเห็นความชอบของพี่น้องนั้น ก็ประทานชื่อพญากากาศใหม่ว่าพาลี, และประทานตรีเพชร, กับพรว่า ถ้ามีใครเป็นข้าศึกไปรบ ก็ให้กำลังลดจากตัวผู้นั้นกึ่งหนึ่งเข้าไปรวมเพิ่มกำลังพาลี ภายหลัง ทรงฝากผะอบแก้วมีนางดารา ไปให้แก่สุครีพ พระนารายณ์ซึ่งเฝ้าอยู่ที่นั่นด้วย ทูลค้านว่า การฝากหญิงไปแก่ชายก็เท่ากับฝากมาไลแก่แมลงภู่. ฝ่ายพาลีสาบานว่าถ้าโกงเอาของน้องเสีย ก็ขอให้ศรพระนารายณ์พลาญชีพ. ครั้นนำผะอบไปถึงเมือง, พอเปิดดู เห็นนางในนั้นสวยมาก: หน้าผ่องดั่งดวงจันทร์, คิ้วโก่งดั่งคันธนู, ตาดังตาเนื้อ ฯลฯ เลยลืมคำสาบาน, เอาไว้เป็นเมียของตนเสียเอง.
ครั้งหนึ่ง ทศกัณฐ์อุ้มนางมณโฑเหาะข้ามเมืองขีดขิน, พาลีแลเห็น ก็พาลโกรธ เหาะขึ้นไปรบทศกัณฐ์, ชิงเอานางมณโฑไปเป็นเมียเสีย, พระฤษีอังคัตผู้อาจารย์มาว่ากล่าวขอให้คืนทศกัณฐ์, พาลียอมให้, แต่ขอลูกในท้องไว้. พระฤษีทำพิธีเอาลูกออกจากครรภ์นางมณโฑ ไปใส่ในท้องนางแพะ, แล้วพานางมณโฑไปส่งทศกัณฐ์ ครั้นครบกำหนดคลอด พระฤษีทำพิธีให้ออกจากท้องแพะ, ตั้งชื่อว่าองคต เพื่อให้คล้ายชื่อตน. ถึงคราวพาลีทำพิธีลงสรงแก่ลูกที่แม่น้ำยมุนา, ทศกัณฐ์จำแลงเป็นปูใหญ่คอยท่าอยู่ก้นแม่น้ำ เพื่อพอองคตลงก็จะหนีบเสียให้ตาย, แต่พาลีลงไปจับได้ เมื่อเสร็จพิธีสรงแล้ว, พาลีก็สั่งให้มัดปูทศกัณฐ์ลากไปไว้ที่ปราสาทเพื่อให้ลูกลากเล่นทรมานอยู่ถึงเจ็ดวัน จึงปล่อยตัวไป,
สมัยหนึ่ง ทรพีไปท้ารบ, พาลีรบกับทรพีกลางแปลงแต่เช้าถึงเย็น ยังไม่ได้ท่า, ก็ชวนให้ไปรบกันในถ้ำ ด้วยเห็นว่าเป็นที่แคบพอจะฆ่าได้สะดวก แล้วกลับไปสั่งสุครีพว่าหากรบกันอยู่ถึงเจ็ดวัน ไม่กลับมา, ให้สุครีพไปดูที่ลำธาร ถ้าเห็นเลือดข้นจงเข้าใจว่าเป็นเลือดทรพี เป็นอันพาลีชนะแล้วไป, ถ้าเห็นเลือดใส นั้นคือเลือดตน, ให้รีบต้อนพวกไพร่พลไปเอาก้อนหินถมปิดปากถ้ำไว้ เพื่อมิให้ใคร ๆ เห็นศพตน. รุ่งขึ้น พาลีไปที่ถ้ำ, แลเห็นทรพียืนคอยอยู่ปากถ้ำแล้ว, ก็เรียกไปรบกับกันในถ้ำ. พาลีรบกับทรพีถึงเจ็ดวัน ก็ยังมิได้ชะนะ เห็นว่าคงมีเทวดารักษา, จึงอุบายถามว่า เทวดาองค์ไหนช่วยให้มีฤทธิ์. ทรพีตอบด้วยความหลบลู่ว่า เทวดามิได้ช่วยเหลือสักน้อย, ตนมีฤทธิ์เองด้วยเขาทั้งคู่. พาลีก็ประกาศแก่เทวดาว่า ทรพีไม่รู้จักคุณเทวดา ป่วยการที่เทวดาจะคอยรักษา. เทวดาทั้งหกก็ออกจากกายทรพี สำแดงให้พาลีเห็นแสงสว่างทั้งคูหา. เพราะฉะนี้พาลีก็ฆ่าทรพีตาย ฝนตกลงห่าใหญ่.
ส่วนสุครีพ นับวันคอยอยู่จนเกินกำหนด ไม่เห็นพาลีก็เสียใจ ชวนองคตกับพวกทหารออกไปที่เขาตรวจดูลำธารจากถ้ำ เห็นเลือดใส (เพราะฝนตก) สมเหตุผลว่าพี่ตายก็สั่งให้เอาก้อนหินถมปากถ้ำ. พาลีมาเห็นปากถ้ำปิดโกรธมาก, เอาหัวกระบือทุ่มเต็มแรงจนหินทะลายลง, รีบตรงไปเมือง, เห็นไปว่าสุครีพเป็นกบฏปิดปากถ้ำเพื่อให้ตนตาย, ก็ขับไล่สุครีพให้ออกเสียจากเมือง.
เมื่อพระรามเดินดงตามหานางสีดา พบสุครีพ. ทรงทราบเรื่องตั้งแต่คำสาบาน, ก็บอกให้สุครีพไปท้าพาลีให้ออกรบ. ครั้นพาลีออกรบกับสุครีพกลางอากาศ, พระรามแผลงศรไปสังหาร. ตอนรบกันนี้มีบทพระราชนิพนธ์ว่า –
“ตัวท่านกับพญาพาลี
ท่วงทีรูปทรงก็คล้ายกัน
แต่เราชักศรขึ้นพาดสาย,
เงื้อง่ามุ่งหมายจะคอยลั่น,
ดูไปไม่ได้สำคัญ
ที่จะล้างชีวันพานร;”
ตรัสพลางฉีกชายภูษาทรง
ส่งให้สุครีพชาญสมร,
“จงผูกข้อหัตถาไปราญรอน.
เราจะได้วางศรไม่แคลงใจ”
บทนี้ ชวนให้กลับนึกเห็นว่า พี่น้องคู่นี้คงเหมือนกัน ไม่ผิดสีกันจนถึงฝ่ายหนึ่งเขียวอีกฝ่ายหนึ่งแดง, เพราะถ้าสีเขียวหรือแดงตลอดทั้งกาย คงเห็นได้ง่ายกว่าชายภูษาที่ผูกข้อมือไว้นิดเดียว.
เมื่อสิ้นใจแล้ว ไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นยามา. ครั้งทศกัณฐ์ตั้งพิธีชุบหอกกบิลพัท ที่หาดทรายกรดเชิงเขาพระเมรุ, พระอิศวรตรัสให้เทพบุตรพาลีไปทำลายพิธี.
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ความสัตย์ทำให้มนุษย์ประเสริฐเหนือสัตว์
: เสียสัตย์ มนุษย์ก็ต่ำเท่ากับสัตว์
#บาลีวันละคำ (4,912)
23-11-68
…………………………….
…………………………….
