กูฏาคารศาลา (บาลีวันละคำ 4,911)

กูฏาคารศาลา
อ่านตามหลักภาษาว่า กู-ตา-คา-ระ-สา-ลา
อ่านตามสะดวกปากว่า กู-ตา-คาน-สา-ลา
ประกอบด้วยคำว่า กูฏ + อาคาร + ศาลา
(๑) “กูฏ” ( –ฏ ฏ ปฏัก)
บาลีอ่านว่า กู-ตะ รากศัพท์มาจาก –
(1) กุฏฺ (ธาตุ = ตัด; เบียดเบียน; ร้อน; ไป, เป็นไป) + อ (อะ) ปัจจัย, ทีฆะ อุ ที่ กุ-(ฏฺ) เป็น อู (กุฏฺ > กูฏฺ)
: กุฏฺ + อ = กุฏ > กูฏ แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งอันเขาตัดแต่ง” (2) “ก้อนเหล็กเป็นเครื่องเบียดเบียน” (3) “ส่วนที่ร้อน” (4) “ส่วนที่ยื่นขึ้นไป”
(2) กุ (น่ารังกียจ) + อฏฺ (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + อ (อะ) ปัจจัย, ทีฆะ อุ ที่ กุ เป็น อู (กุ > กู)
: กุ + อฏฺ = กุฏ > กูฏ แปลตามศัพท์ว่า “กิจที่เป็นไปโดยอาการที่น่ารังเกียจ”
“กูฏ” (ปุงลิงค์) (นปุงสกลิงค์) (คุณศัพท์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –
(1) สิ่งที่เด่น, ยอด (prominence, top)
(2) ส่วนยอดของบ้าน, หลังคา, ยอดแหลมของอาคาร (the top of a house, roof, pinnacle)
(3) จุดสูงสุด (the topmost point)
(4) กอง, สิ่งที่รวม ๆ กันขึ้นมา (a heap, an accumulation)
(5) ค้อน (a hammer)
(6) แร้ว, หลุมพรางหรือกับดัก (a trap, a snare)
(7) ความเท็จ, ความหลอกลวง (falsehood, deceit)
(8 ) เท็จ, โกง, หลอกลวง (false, deceitful, cheating)

ในที่นี้ “กูฏ” ใช้ในความหมายตามข้อ (1) (2) (3)
(๒) “อาคาร”
รูปศัพท์เดิมในบาลีเป็น “อคาร” อ่านว่า อะ-คา-ระ รากศัพท์มาจาก อค (สิ่งที่ไม่ไป, สิ่งที่ไปไหนไม่ได้) + รา (ธาตุ = ถือเอา, ยึดไว้) + กฺวิ ปัจจัย, ลบ กฺวิ, ทีฆะ อะ ที่ (อ)-ค เป็น อา (อค > อคา), ลบ อา ที่สุดธาตุ (รา > ร)
: อค + รา = อครา + กฺวิ = อครากฺวิ > อครา > อคารา > อคาร แปลตามศัพท์ว่า “ที่ยึดเสาไว้ไม่ให้ไป” หมายความว่า เสา ฝา หลังคา และเครื่องประกอบต่างๆ ถูกยึดไว้ตรงนั้น ไปไหนไม่ได้ ที่ตรงนั้นจึงชื่อว่า “อคาร”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อคาร” ว่า house or hut (บ้าน หรือกระท่อม)
ภาษาบาลีเป็น “อคาร” แต่บางสำนักบอกว่าเป็น “อาคาร” ก็มี หมายถึงมีทั้งรูป “อคาร” และ “อาคาร”
แต่ฝรั่งผู้จัดทำพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกว่าที่บางสำนักบอกว่าเป็น “อาคาร” ก็มีนั้นเป็นความเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากเห็นรูปคำสมาส เช่น “กูฏาคาร” (กู-ตา-คา-ระ, แปลว่า เรือนที่มียอด) แล้วแยกคำผิด คือไปแยกเป็น กูฏ + อาคาร = กูฏาคาร ความจริงแล้วที่เห็นเป็นรูป –าคาร นั้นเป็นไปตามกฎการสนธิ คือ ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ อ-(คาร) เป็น อา– : กูฏ + อคาร จึงเป็น กูฏาคาร ไม่ใช่เกิดจาก กูฏ + อาคาร ดังที่เข้าใจผิด
อย่างไรก็ตาม ในภาษาสันสกฤต สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน มีทั้ง “อคาร” และ “อาคาร” บอกไว้ดังนี้ –
(1) อคาร : (คำนาม) เรือน; a house.
(2) อาคาร : (คำนาม) บ้าน; a house, a dwelling.

คำนี้ในภาษาไทยใช้เป็น “อาคาร”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า –
“อาคาร : (คำนาม) เรือน, โรง, สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น; (คำที่ใช้ในกฎหมาย) ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงาน และสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ และหมายความรวมถึงสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น อัฒจันทร์ เขื่อน สะพาน อุโมงค์ ป้าย อู่เรือ. (ป., ส. อาคาร, อคาร).”
ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ปรับปรุงคำนิยามใหม่เป็นดังนี้ –
“อาคาร : (คำนาม) เรือน, โรง, สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น. (ป., ส. อาคาร, อคาร).”
(๓) “ศาลา”
เป็นรูปคำสันสกฤต ตรงกับบาลีว่า “สาลา” (สันสกฤต ศ ศาลา บาลี ส เสือ) รากศัพท์มาจาก สลฺ (ธาตุ = ไป) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, “ทีฆะต้นธาตุ” คือยืดเสียง อะ ที่ ส-(ลฺ) เป็น อา (สลฺ > สาล) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์
: สลฺ + ณ = สลณ > สล > สาล + อา = สาลา แปลตามศัพท์ว่า “โรงเรือนเป็นที่ผู้คนไปหา”
“สาลา” หมายถึง ห้องโถง (มีหลังคาและมีฝาล้อมรอบ), ห้องใหญ่, บ้าน; เพิง, โรงสัตว์ (a large [covered & enclosed] hall, large room, house; shed, stable)
ภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “ศาลา”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ศาลา : (คำนาม) อาคารทรงไทย ปล่อยโถง ไม่กั้นฝา ใช้เป็นที่พักหรือเพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ศาลาวัด ศาลาที่พัก ศาลาท่านํ้า, โดยปริยายหมายถึงอาคารหรือสถานที่บางแห่ง ใช้เพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ศาลาพักร้อน ศาลาสวดศพ. (ส.; ป. สาลา).”
การประสมคำ :
๑ กูฏ + อคาร = กูฏาคาร แปลว่า “เรือนที่มียอดสูง”
๒ กูฏาคาร + สาลา = กูฏาคารสาลา แปลว่า “ศาลาคือเรือนที่มียอดสูง”
ได้ความตามชื่อว่า อาคารแห่งนี้คือศาลา แต่เป็นศาลาที่มียอดสูงต่างจากศาลาทั่วไป
“กูฏาคารสาลา” เป็นศาลาหลังหนึ่งอยู่ในสวนที่ชื่อ “มหาวัน” สวนแห่งนี้อยู่ที่เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ซึ่งเป็นแคว้นอิสระ 1 ใน 16 แคว้นสมัยพุทธกาล

ขยายความ :
“กูฏาคารสาลา” เป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นสถานที่ก่อกำเนิดภิกษุณี ดังมีหลักฐานบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ดังนี้
…………..
อถโข ภควา กปิลวตฺถุสฺมึ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน เวสาลี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน เวสาลี ตทวสริ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครเวสาลี เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลี
ตตฺร สุทํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารศาลายํ ฯ
ทราบกันว่าพระองค์ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลีนั้น
อถโข มหาปชาปตี โคตมี เกเส เฉทาเปตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา สมฺพหุลาหิ สากิยานีหิ สทฺธึ เยน เวสาลี เตน ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน เยน เวสาลี มหาวนํ กูฏาคารศาลา เตนุปสงฺกมิ ฯ
ครั้งนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีปลงพระเกสา ทรงพระภูษาย้อมฝาด เสด็จไปทางพระนครเวสาลีพร้อมด้วยนางสากิยานี (เจ้านายฝ่ายหญิงของศากยะ) มากด้วยกัน เสด็จถึงกูฏาคารศาลาป่ามหาวันเมืองเวสาลีโดยลำดับ
อถโข มหาปชาปตี โคตมี สุเนหิ ปาเทหิ รโชกิณฺเณน คตฺเตน ทุกฺขี ทุมฺมนา อสฺสุมุขี รุทมานา พหิทฺวารโกฏฺฐเก อฏฺฐาสิ ฯ
เวลานั้นพระนางมีพระบาททั้งสองบวม พระวรกายเปรอะเปื้อนด้วยธุลี มีทุกข์ เสียพระทัย พระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ได้ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูภายนอก
อทฺทสา โข อายสฺมา อานนฺโท มหาปชาปตึ โคตมึ สุเนหิ ปาเทหิ รโชกิณฺเณน คตฺเตน ทุกฺขึ ทุมฺมนํ อสฺสุมุขึ รุทมานํ พหิทฺวารโกฏฺฐเก ฐิตํ
ท่านพระอานนท์ได้เห็นพระนางมหาปชาบดีโคตมีมีพระบาททั้งสองบวม มีพระวรกายเปรอะเปื้อนด้วยธุลี มีทุกข์ เสียพระทัย พระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูภายนอก
ทิสฺวาน มหาปชาปตึ โคตมึ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ โคตมิ สุเนหิ ปาเทหิ รโชกิณฺเณน คตฺเตน ทุกฺขี ทุมฺมนา อสฺสุมุขี รุทมานา พหิทฺวารโกฏฺฐเก ฐิตาติ ฯ
ครั้นแล้วได้ถามว่า ดูก่อนโคตมี เพราะเหตุไรพระนางจึงมีมีพระบาททั้งสองบวม มีพระวรกายเปรอะเปื้อนด้วยธุลี มีทุกข์ เสียพระทัย พระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูภายนอก
ตถา หิ ปน ภนฺเต อานนฺท น ภควา อนุชานาติ มาตุคามสฺส ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชนฺติ ฯ
พระนางตอบว่า พระอานนท์เจ้าข้า เพราะพระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้สตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระคถาคตประกาศแล้ว
เตนหิ โคตมิ มุหุตฺตํ ตฺวํ อิเธว ตาว โหหิ ยาวาหํ ภควนฺตํ ยาจามิ มาตุคามสฺส ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชนฺติ ฯ
พระอานนท์กล่าวว่า ดูก่อนโคตมี ถ้าเช่นนั้นพระนางจงรออยู่ที่นี่แหละสักครู่หนึ่ง จนกว่าอาตมาจะทูลขอพระผู้มีพระภาคให้สตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ที่มา: ภิกขุนีขันธกะ นินัยปิฎก จุลวรรค ภาค 2
พระไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 414
…………..
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=07&A=6118
…………..
เหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นประการใด ท่านผู้สนใจพึงตามไปศึกษาดูจากพระไตรปิฎกนั่นเถิด
…………..
ดูก่อนภราดา!
: เห็นแสงสว่างอย่าเพิ่งดีใจ
: นรกที่ร้อนเป็นไฟก็มีแสง
#บาลีวันละคำ (4,911)
22-11-68
…………………………….
…………………………….
