จิ เจ รุ นิ (บาลีวันละคำ 4,921)

จิ เจ รุ นิ
หัวใจพระปรมัตถธรรม หรือพระอภิธัมมัตถสังคหะ
เป็นคำย่อ อ่านตามตัวว่า จิ – เจ – รุ – นิ
คำเต็มคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน
(๑) “จิ”
ย่อมาจาก “จิต” อ่านว่า จิด คำบาลีว่า “จิตฺต” อ่านว่า จิด-ตะ รากศัพท์มาจาก จินฺต (ธาตุ = คิด) + ต ปัจจัย, ลบ นฺ ที่ จินฺตฺ (จินฺต > จิต)
: จินฺต + ต = จินฺตต > จิตฺต (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งที่ทำหน้าที่คิด” (2) “สิ่งที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์” หมายถึง จิต, ใจ, ความคิด (the heart, mind, thought)
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ขยายความ “จิตฺต” ไว้ดังนี้ –
The heart (psychologically), i. e. the centre & focus of man’s emotional nature as well as that intellectual element which inheres in & accompanies its manifestations; i. e. thought. (หัวใจ [ทางจิตวิทยา] คือศูนย์และจุดรวมของธรรมชาติที่เกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์ กับส่วนของสติปัญญาซึ่งอยู่ในการแสดงออกเหล่านั้น; กล่าวคือ ความคิด)
“จิตฺต” ในภาษาไทยตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง ใช้เป็น “จิต”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“จิต, จิต– : (คำนาม) ใจ, สิ่งที่มีหน้าที่รู้ คิดและนึก, (โบราณ เขียนว่า จิตร), ลักษณนามว่า ดวง. (ป. จิตฺต).”
(๒) “เจ”
ย่อมาจาก “เจตสิก” คำไทยอ่านว่า เจ-ตะ-สิก คำบาลีอ่านว่า เจ-ตะ-สิ-กะ ประกอบขึ้นจาก เจต + อิก ปัจจัย, ลง ส อาคมระหว่างบทหน้าและปัจจัย (เจต + ส + อิก)
(ก) “เจต” อ่านว่า เจ-ตะ รากศัพท์มาจาก จิตฺ (ธาตุ = คิด, รู้, จงใจ) + อ (ปัจจัย), แผลง อิ ที่ จิ-(ตฺ) เป็น เอ (จิตฺ > เจต)
: จิตฺ + อ = จิต > เจต แปลตามศัพท์ว่า “สภาวะที่คิด”
(ข) เจต + ส + อิก = เจตสิก แปลตามศัพท์ว่า “สภาพที่ประกอบกับจิต” หมายถึง เป็นของเจตะ, เกี่ยวกับทางใจ (belonging to ceto, mental)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ –
“เจตสิก : (คำนาม) อารมณ์ที่เกิดกับใจ. (คำวิเศษณ์) เป็นไปในจิต เช่น สุขหรือทุกข์ที่เกิดในจิต. (ป.; ส. ไจตสิก).”
(๓) “รุ”
ย่อมาจาก “รูป” คำไทยอ่านว่า รูบ คำบาลีอ่านว่า รู-ปะ รากศัพท์มาจาก –
(1) รูปฺ (ธาตุ = ประกาศ) + อ (อะ) ปัจจัย
: รูปฺ + อ = รูป แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ประกาศสภาพของตน”
(2) รุปฺ (ธาตุ = เสื่อม, ทรุดโทรม) + อ (อะ) ปัจจัย, ทีฆะ อุ ที่ รุ-(ปฺ) เป็น อู (รุปฺ > รูป)
: รุปฺ + อ = รุป > รูป แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ต้องเสื่อมไป”
“รูป” (นปุงสกลิงค์) ในบาลีหมายถึง รูป, ทรวดทรง, รูปร่างหรือรูปพรรณสัณฐาน, หลักการเกี่ยวกับรูป ฯลฯ (form, figure, appearance, principle of form, etc.)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “รูป”ในภาษาไทยไว้ดังนี้ –
(1) : (คำนาม) สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยตา เป็นขันธ์ ๑ ในขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, ร่าง เช่น โครงรูป, ร่างกาย เช่น รูปตัวคน รูปตัวสัตว์, เค้าโครง เช่น ขึ้นรูป, แบบ เช่น รูปสามเหลี่ยม รูปรี รูปไข่ (ป., ส.).
(2) : (คำนาม) ลักษณนามใช้เรียกพระภิกษุสามเณร เช่น พระรูปหนึ่ง สามเณร ๒ รูป.
(3) : (คำสรรพนาม) คำใช้แทนตัวผู้พูด สำหรับพระภิกษุสามเณรพูดกับคฤหัสถ์, เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๑.
(๔) “นิ”
ย่อมาจาก “นิพพาน” อ่านว่า นิบ-พาน บาลีเป็น “นิพฺพาน” (มีจุดใต้ พฺ ตัวหน้า) อ่านว่า นิบ-พา-นะ รากศัพท์มาจาก –
(1) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง ว เป็น พ, ซ้อน พฺ ระหว่างอุปสรรคและบทหลัง
: นิ + วาน = นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมที่ออกพ้นจากตัณหาที่เรียกว่า วานะ”
(2) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วา (ธาตุ = ดับ, สงบ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), ซ้อน วฺ ระหว่างอุปสรรคและธาตุ (นิ + ว + วา), แปลง วฺว (คือ ว ที่ซ้อนเข้ามาและ ว ที่เป็นธาตุ) เป็น พฺพ
: นิ + ว + วา = นิววา + ยุ > อน = นิววาน > นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมเป็นเหตุดับไปแห่งไฟราคะเป็นต้น”
(3) น (คำนิบาต = ไม่, ไม่มี) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง อะ ที่ น เป็น อิ (น > นิ), แปลง ว ที่ วาน เป็น พ, ซ้อน พฺ ระหว่างนิบาตและบทหลัง
: น + วาน = นวาน > นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวะธรรมเป็นที่ไม่มีตัณหา หรือสภาวธรรมที่เมื่อบุคคลได้บรรลุแล้วย่อมไม่มีตัณหา”
“นิพฺพาน” (นปุงสกลิงค์) มีความหมายดังนี้ –
(1) การดับของตะเกียงหรือไฟ (the going out of a lamp or fire)
(2) อนามัย, ความรู้สึกว่าร่างกายมีความผาสุกสวัสดี (health, the sense of bodily well-being)
(3) การดับไฟทางใจ 3 กอง คือ ราค, โทส และ โมห (The dying out in the heart of the threefold fire of rāga, dosa & moha: ความกำหนัด, ความโกรธ และความหลง lust, ill-will & stupidity)
(4) ความรู้สึกมีสุขภาพในด้านดี, ความมั่นคง, ความถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ, ชัยชนะและความสงบ, ความพ้นจากอบายมุข, ความสุขสำราญ (the sense of spiritual well-being, of security, emancipation, victory and peace, salvation, bliss)
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า –
“นิพพาน : การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา.”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“นิพพาน : (คำนาม) ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์. (คำกริยา) ดับกิเลสและกองทุกข์, ตาย (ใช้แก่พระอรหันต์). (ป.; ส. นิรฺวาณ), โบราณใช้ว่า นิรพาณ ก็มี. (จารึกสยาม).”
ขยายความ :
“จิ เจ รุ นิ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน” 4 อย่างนี้ ท่านเรียกว่า หัวใจของปรมัตถธรรม คือพระอภิธรรม อันมีรายละเอียดอยู่ในพระอภิธรรมปิฎก
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มีคำว่า “ปรมัตถธรรม” ขอยกข้อความบางตอนมาเสนอไว้ในที่นี้เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อความเข้าใจที่มาของคำว่า “จิต เจตสิก รูป นิพพาน” และเพื่อเป็นพื้นฐานของการศึกษาหาความรู้ต่อไป
…………..
ปรมัตถธรรม : ธรรมที่เป็นปรมัตถ์, ธรรมที่เป็นประโยชน์สูงสุด, สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์, สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด, สภาวธรรม, นิยมพูดกันมาเป็นหลักทางพระอภิธรรมว่ามี ปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน …
ท้ายปริจเฉทที่ ๖ คือรูปสังคหวิภาคซึ่งเป็นบทที่แสดงปรมัตถ์มาครบ ๔ ถึงนิพพาน ก็มีคาถาคล้ายกัน ดังนี้
อิติ จิตฺตํ เจตสิกํ รูปํ นิพฺพานมิจฺจปิ
ปรมตฺถํ ปกาเสนฺติ จตุธาว ตถาคตา
แปล: “พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย
ย่อมทรงประกาศปรมัตถ์ไว้เพียง ๔
อย่าง คือ จิต ๑ เจตสิก ๑ รูป
นิพพาน ๑ ด้วยประการฉะนี้” …
โดยเฉพาะคำว่าอภิธัมมัตถะ จะช่วยโยงพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมดเข้ามาสู่เรื่องที่ศึกษา เพราะท่านมุ่งว่าสาระในอภิธรรมปิฎกทั้งหมดนั่นเอง ประมวลเข้ามาเป็น ๔ อย่างนี้ ดังจะเห็นชัดตั้งแต่พระอภิธรรมปิฎกคัมภีร์แรก คือธัมมสังคณี ตลอดหมดทั้ง ๒๕๘ หน้า ที่แจงกุสลัตติกะ อันเป็นปฐมอภิธัมมมาติกา ก็ปรากฏออกมาชัดเจนว่าเป็นการแจงเรื่อง จิต เจตสิก รูป และนิพพาน นี้เอง …
…………..
ดูก่อนภราดา!
สำหรับพระภิกษุสามเณร –
: หัวใจของการรักษาพุทธศาสน์
: อยู่ที่รักษาบาตรใบเดียว
#บาลีวันละคำ (4,921)
2-12-68
…………………………….
…………………………….
