ทาสี จ ภริยา จ-ภรรยาประเภทที่ 7 (บาลีวันละคำ 3,593)

ทาสี จ ภริยา จ-ภรรยาประเภทที่ 7

ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา

…………..

ควรทราบก่อน :

ในจำนวนศีล 227 สิกขาบทของภิกษุ ในหมวดอาบัติสังฆาทิเสสมี 13 สิกขาบท สิกขาบทที่ 5 บัญญัติว่า “ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส” (นวโกวาท หน้า 3)

เมื่อกล่าวถึง “ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน” ตามสิกขาบทนี้ พระวินัยปิฎกจำแนกหญิงที่ชายได้มาเป็นภรรยาไว้ 10 ประเภท คือ –

(1) ธนกีตา = ภรรยาสินไถ่ 

(2) ฉันทวาสินี = ภรรยาที่อยู่ด้วยความเต็มใจ 

(3) โภควาสินี = ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ

(4) ปฏวาสินี = ภรรยาที่อยู่เพราะผ้า 

(5) โอทปัตตกินี = ภรรยาที่สมรส 

(6) โอภตจุมพฏา = ภรรยาที่ถูกปลงเทริด 

(7) ทาสี ภริยา = ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา 

(8 ) กัมมการี ภริยา = ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างทั้งเป็นภรรยา 

(9) ธชาหฏา = ภรรยาเชลย

(10) มุหุตติกา = ภรรยาชั่วคราว 

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้ ไม่ใช่คำแสดงลักษณะนิสัยของภรรยาเหมือนภรรยา 7 ประเภท เช่น “โจรีภริยาภรรยาเยี่ยงโจรมาตาภริยาภรรยาเยี่ยงมารดา เป็นต้น หากแต่เป็นคำแสดงที่มาหรือลักษณะที่ได้หญิงนั้นมาเป็นภรรยาว่าได้มาด้วยวิธีใด

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้บ่งบอกถึงสภาพสังคมหรือค่านิยมในการหาคู่ครองของชายชาวชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องน่ารู้ จึงนำแต่ละชื่อมาแสดงความหมายตามกรอบขอบเขตของ “บาลีวันละคำ” พอเป็นอลังการของนักเรียนบาลี

…………..

ทาสี ภริยา ” อ่านว่า ทา-สี จะ พะ-ริ-ยา จะ ประกอบด้วยคำว่า ทาสี + ภริยา และมี “จ-ศัพท์” (จะ-สับ) แทรก

(๑) “ทาสี” 

บาลีอ่านว่า ทา-สี รูปคำเดิมมาจาก ทาส + อี ปัจจัย

(ก) “ทาส” บาลีอ่านว่า ทา-สะ รากศัพท์ของคำว่า “ทาส” มีมาหลายทาง เช่น –

(1) ทาสฺ (ธาตุ = ร้อน) + (อะ) ปัจจัย = ทาส แปลว่า “ผู้เดือดร้อน

(2) ทุ ( = ไม่ดี, น่าเกลียด) > > ทา + อส (ธาตุ = กิน) + (อะ) ปัจจัย = ทาส แปลว่า “ผู้กินน่าเกลียด

(3) ทา (ธาตุ = ให้) + ปัจจัย = ทาส แปลว่า “ผู้อันเขาให้” คือถูกยกให้คนอื่นไปใช้

(4) บางมติว่า คำว่า “ทาส” กลายเสียงมาจากสันสกฤตว่า “ทสฺยุ” คำนี้บาลีเป็น “ทสฺสุ” (ทัด-สุ) แปลว่า ข้าศึก, ศัตรู, ขโมย ขยายความว่า เมื่อจับคนพวกนี้ได้ แทนที่จะฆ่าเสีย ก็เอาตัวมาเป็นคนรับใช้ : ทสฺยุ > ทสฺสุ > ทาส

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ อธิบายความหมายเดิมของ “ทาส” ว่า meaning “non-Aryan” i. e. slave = “ไม่ใช่อารยัน” คือทาส

ในคัมภีร์ระบุถึงทาส 4 ประเภท คือ

1 อนฺโตชาต แปลว่า “เกิดภายใน” = ทาสในเรือนเบี้ย

2 ธนกฺกีต แปลว่า “ซื้อมาด้วยเงิน” = ทาสน้ำเงิน, ทาสสินไถ่

3 กรมรานีต แปลว่า “ถูกนำมาเป็นเชลย” = ทาสเชลย

4 สามํทาสพฺยอุปคต แปลว่า “ยอมเป็นทาสเอง” = ทาสแท้

(ข) ทาส + อี ปัจจัย ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: ทาสฺ + อี = ทาสี แปลว่า “สตรีผู้เป็นทาส” หรือ “สตรีผู้เป็นคนใช้

(๒) “ภริยา” 

บาลีอ่านว่า พะ-ริ-ยา รากศัพท์มาจาก ภรฺ (ธาตุ = เลี้ยง) + อิ อาคม + ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: ภรฺ + อิ + = ภริย + อา = ภริยา แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันสามีต้องเลี้ยงดู” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ภริยา” ว่า a wife และบอกคำแปลตามรากศัพท์ไว้ว่า one who is supported (ผู้ถูกเลี้ยงดู)

บาลี “ภริยา” ในภาษาไทยใช้ว่า “ภริยา” และ “ภรรยา

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

(1) ภริยา : (คำนาม) ภรรยา, เมีย, หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย, คู่กับ สามี. (ป.; ส. ภารฺยา).

(2) ภรรยา : (คำนาม) ภริยา, เมีย, หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย, คู่กับ สามี. (ส. ภารฺยา; ป. ภริยา).

โปรดสังเกตศึกษาวิธีให้คำนิยามของพจนานุกรมฯ 

ภริยา” บอกว่าคือ “ภรรยา

ภรรยา” ก็บอกว่าคือ “ภริยา

หมายความ ทั้ง 2 คำใช้ได้เท่ากัน ไม่มีคำไหนเป็นคำหลัก-คำรอง คือเป็นคำหลักทั้งคู่ คำนิยามต่อมาก็ตรงกันทั้ง 2 คำ

(๓) “จ-ศัพท์” 

อ่านว่า จะ-สับ แปลว่า “ศัพท์คือ ” (จะ) หมายความว่า “” เป็นศัพท์ชนิดหนึ่งในภาษาบาลี เรียกตามหลักบาลีไวยากรณ์ว่า “นิบาต” หน้าที่ของนิบาตที่นักเรียนบาลีท่องจำกันมาก็คือ “สำหรับลงในระหว่างนามศัพท์บ้าง กิริยาศัพท์บ้าง” 

นิบาตมีหลายจำพวก “จ-ศัพท์” เป็นนิบาตจำพวกที่เรียกว่า “นิบาตสำหรับผูกศัพท์และประโยคมีอัตถะเป็นอเนก

นักเรียนบาลีในเมืองไทยจำคำแปลของ “จ-ศัพท์” ว่า “ (จะ) : ด้วย, อนึ่ง, ก็, จริงอยู่

ในที่นี้ “จ-ศัพท์” แปลโดยพยัญชนะว่า “-ด้วย” แปลโดยอรรถว่า “และ” หรือตรงกับภาษาอังกฤษว่า and

การประสมคำ :

๑ “ทาสี” กับ “ภริยา” เข้าคู่กัน แต่ยังคงแยกเป็น 2 คำ

๒ ใช้ “จ-ศัพท์” ลงแทรกไว้ท้ายศัพท์ทั้ง 2

: ทาสี จ ภริยา จ อ่านว่า ทา-สี จะ พะ-ริ-ยา จะ

รวมแล้วเป็นคำบาลี 4 คำ คือ (1) ทาสี (2) จ (3) ภริยา (4) จ

รวม 4 คำ เป็นกลุ่มคำเดียวกัน แต่ยังแยกกันเป็นคำๆ ไม่ได้สมาสเป็นศัพท์เดียวกัน แต่พูดรวมเป็นคำเดียวว่า “ทาสี จ ภริยา จ” และใช้เป็นชื่อเรียกภรรยาประเภทหนึ่ง

แปลโดยพยัญชนะ: ทาสี จ ภริยา จ = อันว่าสตรีที่เป็นคนใช้ด้วย เป็นภรรยาด้วย (นี่คือ “” แปลว่า “-ด้วย”)

แปลโดยอรรถ: ทาสี จ ภริยา จ = สตรีที่เป็นคนใช้และเป็นภรรยา (นี่คือ “” แปลว่า “และ”)

ทาสี จ ภริยา จ” เป็นรูปคำบาลี เขียนแบบไทยก็คงใช้รูปเดียวกัน ไม่ได้สะกดเป็น “ทาสี จะ ภริยา จะ” และยังคงเขียนแยกเป็นคำๆ ไม่ได้สะกดเป็น “ทาสีจะภะริยาจะ” เวลาอ่านก็อ่านแบบบาลี แต่ถือว่าเป็นการอ่านแบบไทยไปในตัว จะเรียกว่าเขียนแบบบาลี แต่อ่านแบบไทย ใช้แบบไทยก็ได้

ทาสี จ ภริยา จ” แปลโดยประสงค์ว่า “ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา” 

ขยายความ :

ในพระไตรปิฎก สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5 ให้คำจำกัดความ “ทาสี จ ภริยา จ” ไว้ดังนี้ –

…………..

ทาสี  นาม  ทาสี  เจว  โหติ  ภริยา  จ  ฯ

ภรรยาที่ชื่อว่า “ทาสี” (คนใช้) หมายถึง สตรีที่เป็นทั้งคนรับใช้ เป็นทั้งภรรยา

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 433

…………..

คัมภีรอรรถกถาพระวินัยปิฎกขยายความ “ทาสี จ ภริยา จ” ไว้ดังนี้ –

…………..

ทาสี  จาติ  อตฺตโนเยว  ทาสี  จ  โหติ  ภริยา  จ  ฯ

คำว่า “ทาสี จ” หมายความว่า  สตรีที่เป็นทั้งคนรับใช้ เป็นทั้งภรรยาของตนนั่นเอง

ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค 2 หน้า 57 (อธิบายสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5)

…………..

แถม :

ภรรยาประเภท “ทาสี จ ภริยา จ” นี้ ถ้าพูดตามสภาพสังคมไทยสมัยหนึ่งที่บ้านผู้มีอันจะกินนิยมมีคนใช้ผู้หญิงประจำบ้าน ก็คือ “ได้คนใช้เป็นเมีย” นั่นแล

…………..

ดูก่อนภราดา!

: เห็นคนใช้เป็นเมีย ไม่เป็นไร

: แต่อย่าเห็นเมียเป็นคนใช้

#บาลีวันละคำ (3,593)

14-4-65 

………………………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

………………………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *