บาลีวันละคำ

สวดพระอภิธรรม (บาลีวันละคำ 5,030)

สวดพระอภิธรรม

คือทำอะไรและทำทำไม

ทบทวนกันไว้บ้างก็ดี

จะได้ไม่สักแต่ว่าทำตามกันไป

ประกอบด้วยคำว่า สวด + พระ + อภิธรรม

(๑) “สวด” เป็นคำไทย ตรงกับบาลีว่า “สชฺฌาย” 

สชฺฌาย” อ่านว่า สัด-ชา-ยะ รากศัพท์มาจาก (มี, พร้อม, ของตน) + อธิ (ยิ่ง, ใหญ่, ทับ) อิ (ธาตุ = สวด, ศึกษา) + ปัจจัย, แปลง อธิ เป็น อชฺฌ, แปลง อิ เป็น , ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ – เป็น อา (สชฺฌ > สชฺฌา

: + อธิ > อชฺฌ = สชฺฌ + อิ > = สชฺฌย > สชฺฌาย แปลตามศัพท์ว่า “การสวดพร้อมหมดอย่างยิ่ง” “การศึกษาอย่างยิ่ง (ซึ่งมนตร์) ของตน

สชฺฌาย” หมายถึง การสาธยาย, การสวด, การท่อง (repetition, rehearsal study)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

สวด : (คำกริยา) ว่าเป็นทํานองอย่างพระสวดมนต์ เช่น สวดสังคหะ สวดพระอภิธรรม; (ภาษาปาก) นินทาว่าร้าย, ดุด่า, ว่ากล่าว, เช่น ถูกแม่สวด.”

(๒) “พระ” 

มีผู้ให้ความเห็นว่าน่าจะมาจาก “วร” (วะ-ระ) ในบาลีสันสกฤต แปลว่า “ผู้ประเสริฐ” แปลง เป็น ออกเสียงว่า พะ-ระ แล้วกลายเสียงเป็น พฺระ (ร กล้ำ)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “พระ” ไว้ดังนี้ –

(๑) น. ( = คำนาม) คำใช้แทนชื่อเรียกภิกษุสงฆ์ เช่น วัดนี้มีพระกี่รูป พระลงโบสถ์, พระพุทธรูป เช่น ชักพระ ไหว้พระในโบสถ์, พระพุทธเจ้า หรือเนื่องด้วยพระพุทธเจ้า เช่น เมืองพระ คำพระ พระมาตรัส, ชื่อวันประชุมถือศีลฟังธรรมในพระพุทธศาสนา เดือนหนึ่งมี ๔ วัน คือ วันขึ้น ๘ ค่ำ ขึ้น ๑๕ ค่ำ แรม ๘ ค่ำ และแรม ๑๕ ค่ำ ถ้าเป็นเดือนขาดก็แรม ๑๔ ค่ำ เรียกว่า วันพระ

(๒) น. พระเจ้า, พระเยซู, (ตามที่คริสต์ศาสนิกชนในเมืองไทยใช้อนุโลมเรียก) เช่น พระลงโทษ แม่พระ

(๓) น. นักบวช เช่น พระไทย พระแขก พระฝรั่ง พระจีน พระญวน

(๔) น. ใช้ประกอบหน้าคำอื่นแสดงความยกย่อง 

       ๑. เทพเจ้าหรือเทวดาผู้เป็นใหญ่ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพิรุณ 

       ๒. พระเจ้าแผ่นดินหรือของที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายชั้นสูง เช่น พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ 

       ๓. สมณศักดิ์ชั้นราชาคณะ เช่น พระราชเวที พระเทพเมธี 

       ๔. ภิกษุ เช่น พระสมศักดิ์ 

       ๕. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระภูมิ

(๕) น. อิสริยยศเจ้านาย เช่น พระรามคำแหง พระนเรศวร พระเทียรราชา

(๖) น. บรรดาศักดิ์ข้าราชการสูงกว่าหลวง ต่ำกว่าพระยา เช่น พระสารประเสริฐ พระธรรมนิเทศทวยหาญ, ใช้ประกอบหน้านามพระสนม เช่น พระอินทราณี พระสุจริตสุดา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

(๗) น. โดยปริยายหมายถึงผู้ที่มีเมตตากรุณาทรงคุณงามความดีเหมือนพระ เช่น ใจพระ พ่อแม่เป็นพระของลูก.

(๘ ) (คำที่ใช้ในบทกลอน) (สรรพนาม) คำใช้แทนผู้เป็นใหญ่ เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๒ เช่น เมียเห็นว่าเงาะนี้มีความรู้ พระอย่าได้ลบหลู่ว่าชั่วช้า (สังข์ทอง), หรือเป็นสรรพนามบุรุษที่ ๓ เช่น พระเสด็จโดยแดนชล (กาพย์เห่เรือ).

ในที่นี้คำว่า “พระ” ใช้ตามความหมายในข้อ (๔)

(๓) “อภิธรรม” 

อ่านว่า อะ-พิ-ทำ ประกอบด้วย อภิ + ธรรม

(ก) “อภิ” เป็นคำอุปสรรค มีความหมายว่า เหนือ, ทับ, ยิ่ง, ข้างบน (over, along over, out over, on top of) โดยอรรถรสของภาษาหมายถึง มากมาย, ใหญ่หลวง (very much, greatly)

(ข) “ธรรม” บาลีเป็น “ธมฺม” (ทำ-มะ) รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ) และ ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม)

: ธรฺ > + รมฺม > มฺม : + มฺม = ธมฺม (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สภาพที่ทรงไว้” 

ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม

ในที่นี้ “ธรรม” หมายถึง คําสั่งสอนในศาสนา

(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ “ธรรมคาถาธรรมกถา” : บาลีวันละคำ (1,605) 26-10-59) 

อภิ + ธมฺม = อภิธมฺม > อภิธรรม

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกความหมายของ “อภิธรรม” ไว้ดังนี้ –

…………..

อภิธรรม : ธรรมอันยิ่ง ทั้งยิ่งเกิน (อภิ-อติเรก) คือมากกว่าธรรมอย่างปกติ และยิ่งพิเศษ (อภิวิเสส) คือเหนือกว่าธรรมอย่างปกติ, หลักและคำอธิบายธรรมที่เป็นเนื้อหาสาระแท้ๆ ล้วนๆ ซึ่งจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบและเป็นลำดับ จนจบความอย่างบริบูรณ์ โดยไม่กล่าวถึง ไม่อ้างอิง และไม่ขึ้นต่อบุคคล ชุมชน หรือเหตุการณ์ อันแสดงโดยเว้นบัญญัติโวหาร มุ่งตรงต่อสภาวธรรม ที่ต่อมานิยมจัดเรียกเป็นปรมัตถธรรม 4 คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน, เมื่อพูดว่า “อภิธรรม” บางทีหมายถึงพระอภิธรรมปิฎก บางทีหมายถึงคำสอนในพระอภิธรรมปิฎกนั้น ตามที่ได้นำมาอธิบายและเล่าเรียนกันสืบมา เฉพาะอย่างยิ่ง ตามแนวที่ประมวลแสดงไว้ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ, บางที เพื่อให้ชัดว่าหมายถึงพระอภิธรรมปิฎก ก็พูดว่า “อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์”

…………..

สวด + พระ + อภิธรรม = สวดพระอภิธรรมว่าหมายถึง สวดพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ในงานศพ โดยปกติมีศพตั้งอยู่และนิมนต์พระมาสวด

ขยายความ :

อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์” หมายถึงพระอภิธรรมปิฎกประกอบด้วยคัมภีร์ต่างๆ 7 คัมภีร์ คือ –

(1) สังคณี (สัง-คะ-นี) เรียกเต็มว่า ธัมมสังคณี แปลตามศัพท์ว่า “คัมภีร์ประมวลธรรม

คำขึ้นต้นว่า “กุสะลา ธัมมา

เป็นคัมภีร์แสดงมาติกา (แม่บท) อันได้แก่บทสรุปแห่งธรรมทั้งหลายที่จัดเป็นชุดๆ มีทั้งชุด 3 เช่นจัดทุกสิ่งทุกอย่างประดามีเป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากฤตธรรม ชุดหนึ่ง, เป็นอดีตธรรม อนาคตธรรม ปัจจุบันธรรม ชุดหนึ่ง, ฯลฯ และชุด 2 เช่นจัดทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสังขตธรรม อสังขตธรรม ชุดหนึ่ง, รูปีธรรม อรูปีธรรม ชุดหนึ่ง, โลกียธรรม โลกุตตรธรรม ชุดหนึ่ง เป็นต้น รวมทั้งหมดมี 164 ชุด หรือ 164 มาติกา 

(2) วิภังค์ (วิ-พัง) แปลตามศัพท์ว่า “จำแนก

คำขึ้นต้นว่า “ปัญจักขันธา

ยกหลักธรรมสำคัญๆ ขึ้นมาแจกแจงแยกแยะอธิบายกระจายออกให้เห็นทุกแง่จนชัดเจนจบไปเป็นเรื่องๆ รวมอธิบายทั้งหมด 18 เรื่อง

(3) ธาตุกถา (ทา-ตุ-กะ-ถา, คนเก่าออกเสียงว่า ทาด-ตุ-) แปลตามศัพท์ว่า “กถาว่าด้วยเรื่องธาตุ

คำขึ้นต้นว่า “สังคะโห

เป็นการนำข้อธรรมในมาติกาทั้งหลายและข้อธรรมอื่นๆ อีก 125 อย่าง มาจัดเข้าในขันธ์ 5 อายตนะ 12 และธาตุ 18 ว่าข้อใดได้หรือไม่ได้ในอย่างไหนๆ

(4) ปุคคลบัญญัติ (ปุก-คะ-ละ-บัน-หฺยัด) แปลตามศัพท์ว่า “บัญญัติว่าเป็นบุคคล” 

คำขึ้นต้นว่า “ฉะ ปัญญัตติโย

แสดงการบัญญัติความหมายของชื่อที่ใช้เรียกบุคคลต่างๆ ตามคุณธรรม เช่นว่า โสดาบัน ได้แก่ บุคคลผู้ละสังโยชน์ 3 ได้แล้ว ดังนี้เป็นต้น

(5) กถาวัตถุ (กะ-ถา-วัด-ถุ) แปลตามศัพท์ว่า “ที่ตั้งแห่งคำกล่าว” หรือ “เรื่องที่ยกขึ้นมาพูด

คำขึ้นต้นว่า “ปุคคะโล

เป็นคัมภีร์ที่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ประธานการสังคายนาครั้งที่ 3 เรียบเรียงขึ้น เพื่อแก้ความเห็นผิดของนิกายต่างๆ ในพระพุทธศาสนาครั้งนั้น ซึ่งได้แตกแยกกันออกไปแล้วถึง 18 นิกาย เช่นความเห็นว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการเกิดได้ ทุกอย่างเกิดจากกรรม เป็นต้น ประพันธ์เป็นคำปุจฉาวิสัชนา มีทั้งหมด 219 กถา

(6) ยมก (ยะ-มก) 

คำขึ้นต้นว่า “เย เกจิ กุสะลา ธัมมา

อธิบายหลักธรรมสำคัญให้เห็นความหมายและขอบเขตอย่างชัดเจน และทดสอบความรู้อย่างลึกซึ้ง ด้วยวิธีตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ๆ (ยมก แปลว่า “คู่”) เช่น ถามว่า ธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศล เป็นกุศลมูล หรือว่าธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศลมูล เป็นกุศล, รูป (ทั้งหมด) เป็นรูปขันธ์ หรือว่ารูปขันธ์ (ทั้งหมด) เป็นรูป, ทุกข์ (ทั้งหมด) เป็นทุกขสัจจ์ หรือว่าทุกขสัจจ์ (ทั้งหมด) เป็นทุกข์ 

(7) ปัฏฐาน (ปัด-ถาน) 

คำขึ้นต้นว่า “เห-ตุ-ปัจจะโย

อธิบายปัจจัย 24 โดยพิสดาร แสดงความสัมพันธ์อิงอาศัยเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแง่ด้านต่างๆ ธรรมที่นำมาอธิบายก็คือข้อธรรมที่มีในมาติกาคือแม่บทหรือบทสรุปธรรมซึ่งกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์สังคณีนั่นเอง คัมภีร์ปัฏฐานนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มหาปกรณ์” แปลว่า “ตำราใหญ่” ใหญ่ทั้งโดยขนาดและโดยความสำคัญ บางทีเรียก “มหาปัฏฐานอนันตนัย” แปลว่า “ปัฏฐานใหญ่มีนัยอันไม่สิ้นสุด

โบราณาจารย์จับเอาคำต้นของชื่อคัมภีร์ทั้ง 7 มาเรียงกันเพื่อจำง่ายว่า “สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ” เรียกว่า “หัวใจพระอภิธรรมปิฎก

อรรถกถาเล่าว่า พระอภิธรรมเป็นพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดพระพุทธมารดา ตลอดพรรษา ณ ดาวดึงสเทวโลก ในปีที่ 7 แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ

สันนิษฐานว่า ชั้นเดิมคนไทยคงเอาธรรมเนียมการสวดพระอภิธรรมมาใช้กับงานศพมารดา อนุโลมตามเรื่องที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา ต่อมาจึงขยายไปถึงงานศพบุคคลทั่วไป ดังที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน

…………..

เวลาฟังสวดพระอภิธรรม มักมีเสียงบ่นว่าฟังไม่รู้เรื่อง ผู้รู้ท่านแนะเคล็ดลับในการฟังไว้ว่า “ฟังสวดเอาสมาธิ ฟังเทศน์เอาปัญญา” คือแม้ฟังไม่รู้เรื่องก็สามารถใช้เสียงที่พระสวดเป็นอุปกรณ์เจริญสมาธิได้

ผู้สนใจวิธี “ฟังสวดเอาสมาธิ” โปรดตามไปศึกษาจากบทความที่ลิงก์ข้างล่างนี้ –

…………..

ทำไมไม่สวดเป็นภาษาไทย

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/4032778890149151

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ประโยชน์ของยาอยู่ที่รักษาเจ็บไข้

: ประโยชน์ของธรรมนั้นไซร้อยู่ที่เอาไปปฏิบัติ

#บาลีวันละคำ (5,030) 

21-3-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้